บริจาคร่าง : ธุรกิจรับบริจาคร่างกายในสหรัฐฯ ช่องว่างกฎหมายที่นำไปสู่การค้าอวัยวะ

  • 8 สิงหาคม 2019
บริจาคร่าง Image copyright GETTY IMAGES

ชายชาวอเมริกันรายหนึ่งบริจาคร่างไร้วิญญาณของแม่ให้แก่ศูนย์วิจัยทางชีวภาพเพื่อโรคอัลไซเมอร์ แต่พบในภายหลังว่า ร่างกายของผู้เป็นมารดาถูกนำไปใช้ทดสอบระเบิด

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2014 ในสหรัฐฯ เอฟบีไอบุกเข้าตรวจสอบที่ศูนย์รับบริจาคที่ชื่อว่า "ศูนย์วิจัยทางชีวภาพ" ตั้งอยู่ในรัฐแอริโซนา ซึ่งรับบริจาคร่างกายผู้เสียชีวิต แต่จากการเข้าค้น กลับพบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์หลายร้อยชิ้น ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้ถูกปิดและโดนตั้งข้อหาค้าชิ้นส่วนมนุษย์

ในการเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เจอชิ้นส่วนมนุษย์แช่แข็ง 10 ตัน ในจำนวนนี้นับเป็นชิ้นส่วนอวัยวะได้ 1,755 ชิ้น ได้แก่ หัวมนุษย์ 281 ชิ้น หัวไหล่ 241 ชิ้น ขา 337 ชิ้น และกระดูกสันหลัง 37 ชิ้น

รายละเอียดของร่างกายที่บริจาค แต่ถูกนำไปทดสอบระเบิดถูกเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากเอกสารทางคดีของศาลซึ่งระบุว่า ญาติคนหนึ่งของผู้ที่บริจาคร่างฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศูนย์วิจัยฯ โดยเชื่อว่า จะถูกนำไปศึกษาวิจัยโรคอัลไซเมอร์ แต่ทราบในภายหลังว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ร่างเป็นตัวทดสอบอานุภาพของระเบิด

Image copyright Getty Images

จิม สตัฟเฟอร์ ลูกชายของหญิงวัย 73 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มาตลอดชีวิต ระบุว่าหลังมารดาเสียชีวิตแพทย์บอกเขาว่า อาจมีความเป็นไปได้ว่าโรคอัลไซเมอร์ของมารดาอาจมีอาการกลายพันธุ์ของโรคจึงต้องการศึกษาสมองเพื่อเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์

แต่ภายหลังแพทย์ด้านระบบประสาทระบุว่า ไม่สามารถรับร่างไว้ได้ เขาจึงติดต่อศูนย์วิจัยฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าค้าชิ้นส่วนมนุษย์มารับร่างของแม่ และยืนยันว่า ไม่ได้ระบุให้ศูนย์ฯ นำร่างไปใช้ทดสอบด้วยวิธีที่เกี่ยวข้องกับการระเบิด

มีข้อมูลบันทึกว่า ตั้งแต่ปี 2005-2014 ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ รับบริจาคร่างผู้ตายประมาณ 5,000 ศพ และแยกชิ้นส่วนของศพมากกว่า 20,000 ชิ้น

ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ร่างของมารดาชายชาวสหรัฐฯ รายนี้เป็นเพียงหนึ่งในร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกขายให้กับตัวแทนของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการทดลองทางการทหาร

อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่าศูนย์วิจัยฯ ได้หลอกหลวงว่าชิ้นส่วนมนุษย์เหล่านี้ได้รับความยินยอมจากผู้บริจาคแล้วว่าจะถูกนำมาเพื่อการทดสอบที่ทำให้ร่างถูกทำลาย

ช่องว่างทางกฎหมายของการบริจาคร่างในสหรัฐฯ

ในสหรัฐฯ การบริจาคอวัยวะถูกรับรองอย่างถูกต้องโดยกระทรวงสาธารณสุข แต่การบริจาคร่างกายที่เสียชีวิตยังเป็นอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้การซื้อขายร่าง ถือว่าเป็นอาชญากรรม แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตและต้องมีการจัดการศพ ก็มีการอนุโลมให้สามารถเก็บ "ค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล" โดยเป็นค่าใช้จ่ายของการขนย้าย การขนส่งโลงใส่ศพ รวมไปถึงการกำจัดศพ

ค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลนี้เอง ที่เป็นช่องว่างที่ทำให้ธุรกิจจัดการศพสามารถจัดการศพตามวิธีที่แต่ละแห่ง

Image copyright BSIP

มีการคาดการณ์ว่า ชาวอเมริกันหลายพันคนบริจาคร่างเพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางการแพทย์ โดยเชื่อว่าเป็นการทำเพื่อการกุศล

ศูนย์รับบริจาคร่างของมหาวิทยาลัย ใช้ร่างของผู้บริจาคให้นักศึกษาแพทย์ศึกษา เช่นที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเปิดเผยขั้นตอนและวัตถุประสงค์การใช้ร่างอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ก็มีศูนย์ที่ใช้ร่างในการศึกษาทางนิติเวชศาสตร์ เช่นที่ศูนย์วิจัยมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเทนเนสซี ทำการวิจัยร่างกายมนุษย์ที่ตายแล้ว หรือที่รู้จักกันว่า "ฟาร์มศพ"

แบรนดิ ชมิทท์ ผอ. ศูนย์บริการด้านภายวิภาคแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ผู้ที่บริจาคร่างกายต้องแน่ใจว่าหน่วยงานที่รับบริจาคมีจุดประสงค์ในการนำร่างไปทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา คณะกรรมการกายวิภาคของรัฐ หรือบริษัทเอกชนก็ตาม เขายังกล่าวอีกว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการป้องกันผู้บริจาคและผู้ที่ทำด้านการวิจัยทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีกฎหมายว่าด้วยการบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิตที่กำหนดบุคคลที่สามารถทำการบริจาคอวัยวะแทนได้ การเปลี่ยนแปลง ระงับความยินยอมในการบริจาค รวมไปถึงประเภทของการนำอวัยวะไปใช้งาน เช่น การปลูกถ่าย การรักษา หรือการวิจัย แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ ระบุว่าก็ยังมีไม่ครอบคลุมถึง การเปิดเผยความยินยอม การนำอวัยวะเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง การติดตามการนำร่างไปใช้ และวิธีการที่หน่วยรับบริจาคจะจัดการกับร่างผู้เสียชีวิตหลังเสร็จสิ้น

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม