ตำรากายวิภาคศาสตร์นาซี คู่มือช่วยชีวิตที่ได้จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

  • 20 สิงหาคม 2019
ภาพจากตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ แสดงส่วนแก้มที่ถูกเฉือนออกบางส่วน Image copyright Erich Lepier
คำบรรยายภาพ ภาพจากตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ แสดงส่วนแก้มที่ถูกเฉือนออกบางส่วน

นับเป็นเวลากว่าแปดสิบปีมาแล้วที่หนังสือชุด "แผนที่กายวิภาคศาสตร์มนุษย์ของเพิร์นคอปฟ์" (Perncopf Atlas of Human Anatomy) ซึ่งเขียนโดยเอดูอาร์ด เพิร์นคอปฟ์ นายแพทย์นาซีคนสำคัญ ได้ตีพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก

หนังสือชุดนี้ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าบันทึกความรู้เรื่องอวัยวะต่าง ๆ ได้ละเอียดลออยิ่งกว่าตำราเล่มใด โดยมีการจัดทำเป็นภาพประกอบที่มีรายละเอียดชัดเจนอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ชั้นผิวหนังไปจนถึงกล้ามเนื้อแต่ละมัด เส้นเอ็นและเส้นประสาทแต่ละเส้น รวมทั้งกระดูกและอวัยวะทุกชิ้น

แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะใช้งานตำราเล่มนี้อย่างเปิดเผย เพราะที่มาของความรู้ทางการแพทย์ขั้นสูงดังกล่าว ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ล้มตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีต

ตำราที่แปดเปื้อนมลทิน

ปัจจุบันหนังสือชุดดังกล่าวซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 เล่ม ไม่มีการตีพิมพ์ซ้ำอีกต่อไปแล้ว ส่วนหนังสือเก่ามือสองบางส่วนที่ถูกนำออกขายทางออนไลน์นั้น อาจมีราคาสูงถึงหลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่าแสนบาท ห้องสมุดหลายแห่งในยุโรปเก็บหนังสือชุดนี้ไว้เพื่อการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตร์โดยทั่วไป

Image copyright Keiligh Baker
คำบรรยายภาพ ตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์หลายเล่มถูกเก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติอังกฤษ

สาเหตุที่ตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์มีสถานะคล้ายหนังสือต้องห้ามเช่นนี้ ก็เพราะมีความเกี่ยวข้องกับอดีตอันโหดร้ายในยุคที่นาซีเรืองอำนาจ ตัวของ นพ.เพิร์นคอปฟ์เองเป็นผู้สนับสนุนฮิตเลอร์ตัวยง และเพื่อนร่วมงานของเขายังบอกว่าเขายึดมั่นศรัทธาในแนวคิดแบบชาติสังคมนิยม (national socialism) ของนาซี และสวมเครื่องแบบนาซีไปทำงานทุกวันตั้งแต่ปี 1938 เป็นต้นมา

นพ.เพิร์นคอปฟ์ได้รับการสนับสนุนจากนาซีในหลายด้าน เช่นเลื่อนขั้นให้ขึ้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนาของออสเตรีย โดยหลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว เขาสั่งปลดอาจารย์เชื้อสายยิวภายในคณะออกทันที ซึ่งรวมถึงเจ้าของรางวัลโนเบลเชื้อสายยิว 3 รายด้วย

การจัดทำตำรากายวิภาคศาสตร์มนุษย์ที่มีความละเอียดสูงสุด ถือเป็นโครงการระยะยาวของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ที่กินเวลานานถึง 20 ปี โดยในปี 1939 เขาได้รับความช่วยเหลือจากนาซีอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลของ "อาณาจักรที่สาม" (Drittes Reich) ได้ออกกฎหมายใหม่ให้ส่งร่างนักโทษที่ถูกประหารทั้งหมดไปยังสถาบันกายวิภาคศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อใช้ประโยชน์ในงานวิจัยและการสอนนักศึกษาแพทย์

Image copyright None
คำบรรยายภาพ นพ.เพิร์นคอปฟ์ และทีมงานผู้วาดภาพประกอบให้กับตำราของเขา

ในช่วงเวลาดังกล่าว นพ.เพิร์นคอปฟ์และทีมงานต้องเร่งมือผ่าตัดและศึกษาอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์กันอย่างหนักถึงวันละ 18 ชั่วโมง โดยมีศิลปินผู้ทำหน้าที่วาดภาพประกอบจำนวนหนึ่งคอยสนับสนุนด้วย บางครั้งพวกเขามีงานล้นมือจนผ่าตัดศพนักโทษที่ส่งเข้ามาไม่ทัน ทำให้เรือนจำและค่ายกักกันของนาซีต้องชะลอการประหารนักโทษออกไปก่อน

แต่ว่านักโทษที่ถูกฆ่าและใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษากายวิภาคมนุษย์นี้คือใคร ? ดร. ซาบีเน ฮิลเดอบรันด์ท จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ บอกว่า ภาพประกอบอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 800 ภาพในหนังสือชุดนี้ มาจากการศึกษาร่างของ "นักโทษการเมือง" ซึ่งได้แก่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแบบนาซี รวมทั้ง "เผ่าพันธุ์ที่ต้องถูกกำจัด" เช่นชาวยิว ชาวยิปซี ไปจนถึงกลุ่มเกย์และเลสเบียน

ตำรากายวิภาคศาสตร์ของ นพ.เพิร์นคอปฟ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1937 โดยศิลปินที่วาดภาพประกอบบางคนลงลายเซ็นในภาพโดยมีเครื่องหมายสวัสดิกะแทรกอยู่ในชื่อ บางคนเขียนเครื่องหมายรูปสายฟ้าฟาดคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอักษร SS หรือชื่อกองกำลังจัดตั้งของนาซีเอาไว้ด้วย

Image copyright Erich Lepier
คำบรรยายภาพ ลายเซ็นของศิลปินผู้วาดภาพประกอบมีเครื่องหมายสวัสดิกะอยู่ตรงกลาง

ความโหดร้ายที่ช่วยชีวิตมนุษย์

ตำรานี้ขายได้ถึงหลายพันชุดทั่วโลกและมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีก 5 ภาษา แต่ในหน้าคำนำของหนังสือไม่มีการกล่าวถึงที่มาอันโหดร้ายนองเลือดเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งวงการแพทย์เริ่มตั้งคำถามถึงเรื่องนี้กันในช่วงทศวรรษ 1990 ส่งผลให้ตำราถูกระงับการพิมพ์ซ้ำไปในปี 1994

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้อ่านและใช้ตำรานี้อยู่อย่างลับ ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งซึ่งต้องการช่วยชีวิตคนไข้ แต่ติดขัดในเรื่องความรู้กายวิภาคศาสตร์ที่หาอ่านและดูภาพตัวอย่างจากตำราเล่มอื่นไม่ได้

ผลการสำรวจกลุ่มประสาทศัลยแพทย์ในสหราชอาณาจักรพบว่า 59% รู้จักตำรากายวิภาคศาสตร์ของนพ.เพิร์นคอปฟ์ และมีผู้ใช้งานอยู่จริงราว 13% ในปัจจุบัน ส่วนประสาทศัลยแพทย์ในจำนวนนี้ 69% ไม่ต่อต้านการใช้ตำราดังกล่าวช่วยชีวิตคนไข้ หากได้รับทราบถึงที่มาทางประวัติศาสตร์ของมันเสียก่อน แต่อีก 15% รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องใช้ตำราซึ่งมีมลทินทางจริยธรรม ส่วนอีก 17% ยังไม่แน่ใจในเรื่องนี้

แพทย์หญิงซูซาน แม็กคินนอน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทศัลยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ เผยว่าเธอเป็นผู้หนึ่งที่ใช้ตำรากายวิภาคศาสตร์ของนพ.เพิร์นคอปฟ์ เพราะไม่มีตำราเล่มใดจะมีคุณภาพเทียบเทียมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เธอต้องค้นหาเส้นประสาทย่อย ๆ ที่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการเจ็บปวดเรื้อรังที่ยังรักษาไม่ได้

Image copyright Washington University/ St. Louis
คำบรรยายภาพ แพทย์หญิงซูซาน แม็กคินนอน ตั้งคำถามทางจริยธรรมในการใช้ตำราการแพทย์ของนาซี

"ดิฉันทราบดีถึงที่มาอันชั่วร้ายของตำราเล่มนี้ จึงเก็บมันเอาไว้ที่ตู้ล็อกเกอร์ในห้องผ่าตัด เพื่อนำออกมาใช้ในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น" พญ.ซูซานกล่าว "ถึงมันจะแปดเปื้อนมลทินในอดีต แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีศีลธรรมได้"

เมื่อปีที่แล้วแรบไบ โจเซฟ โพลัก นักบวชยิวและศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสุขภาพ ได้เตรียมการเสวนาเพื่อออก "เรสปอนซัม" (Responsum) หรือคำตอบมาตรฐานสำหรับคำถามทางจริยธรรมโดยใช้หลักศาสนายูดาย และได้นำเอาประสบการณ์ของ พญ.แม็กคินนอน มาร่วมในการพิจารณานี้ด้วย

คำตอบที่ได้เบื้องต้นนั้นอนุญาตให้ใช้ตำรานาซีช่วยชีวิตคนได้ แต่ต้องให้ผู้ใช้งานได้รับทราบและตระหนักถึงประวัติที่มาอันดำมืดของมันด้วย เพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีให้แก่เหยื่อผู้ถูกกระทำได้บ้าง "หากคนไข้จะต้องถูกตัดขา เพราะ พญ.แม็กคินนอนซึ่งเป็นประสาทศัลยแพทย์ชั้นนำของโลกหาเส้นประสาทที่เป็นปัญหาไม่เจอ การเอาตำราเล่มนี้มาใช้เพื่อคืนชีวิตให้กับคนไข้ย่อมทำได้อย่างแน่นอน" แรบไบโพลักกล่าว

Image copyright Washington University/ St. Louis
คำบรรยายภาพ แพทย์หญิงแม็กคินนอน ระหว่างการผ่าตัด

ปัจฉิมบทของตำรานาซี

หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง นพ.เพิร์นคอปฟ์ถูกจับกุมและถูกปลดออกจากตำแหน่งในมหาวิทยาลัย เขาถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายกักกันเชลยศึกของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นเวลาสามปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกตั้งข้อหาอาชญากรสงคราม

หลังจากนั้นนพ.เพิร์นคอปฟ์กลับมาเขียนตำรากายวิภาคศาสตร์อีกครั้ง โดยออกเล่มที่สามในชุดเดียวกันเมื่อปี 1952 แต่ก็มาเสียชีวิตลงในปี 1955 ก่อนตำราเล่มที่สี่จะได้รับการตีพิมพ์ไม่นาน

กว่า 60 ปีหลังจากนั้น ตำราของเขายังคงเป็นแหล่งรวมความรู้ทางการแพทย์ที่ละเอียดและแม่นยำมากที่สุดเล่มหนึ่งของโลก

ดร. โจนาธาน ไอฟ์ นักชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรแสดงความเห็นว่า "ถ้าเราใช้งานและหาประโยชน์จากตำราเล่มนี้ ก็ไม่ต่างจากเราร่วมมือกับนาซี แต่หากทิ้งมันไปเฉย ๆ ก็เท่ากับปล่อยให้ความรู้อันมีค่าสูญหายไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยการใช้ตำรากายวิภาคศาสตร์ของเพิร์นคอปฟ์ก็อาจช่วยย้ำเตือนให้เรารำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตได้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม