อาวุธนิวเคลียร์ : ฤดูหนาวนิวเคลียร์รุนแรงแค่ไหน หากมหาอำนาจยิง “นุก” ใส่กัน

  • 5 กันยายน 2019
รูปคนสวมหน้ากาก Image copyright Getty Images

หายนะจากสงครามนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกหวั่นเกรงกันมานาน เพราะหากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯและรัสเซียดำเนินไปถึงจุดแตกหัก จนทั้งสองฝ่ายตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดโจมตีเข้าใส่กัน อะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ ?

นอกจากบ้านเมืองและชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลจะถูกทำลายล้างด้วยแรงระเบิดแล้ว กัมมันตรังสีที่แผ่กระจายไปทั่ว และหมอกควันหนาทึบซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกในระยะยาว ที่รู้จักกันในชื่อว่า "ฤดูหนาวนิวเคลียร์" (nuclear winter) ยังลดทอนโอกาสที่มนุษย์บางส่วนจะมีชีวิตรอดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโลกขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วย

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส และมหาวิทยาลัยโคโลราโด วิทยาเขตโบลเดอร์ของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องสภาพการณ์ของฤดูหนาวนิวเคลียร์ที่มีความเป็นไปได้สูงสุด โดยใช้ฐานข้อมูลและแบบจำลองคอมพิวเตอร์อันทันสมัยที่สุดในการทำนาย

ทีมผู้วิจัยระบุว่า เมื่อเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯและรัสเซียต่างใช้ "นุก" โจมตีฝ่ายตรงข้ามจนหมดคลังแสง จะเกิดหมอกควันหนาทึบจำนวนมหาศาลขึ้นไปสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ รวมทั้งเถ้าถ่านจากการระเบิดและเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นตามมาอีก 150 เมกะตัน ก็จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆทึบปิดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องลงมาถึงพื้นโลกได้เต็มที่

Image copyright NASA EARTH OBSERVATORY
คำบรรยายภาพ หมอกควันจากไฟป่าครั้งใหญ่ในแคนาดาเมื่อปี 2017 ตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกนานนับปี คล้ายกับที่เกิดขึ้นในภาวะฤดูหนาวนิวเคลียร์

หมอกควันจะปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าของซีกโลกเหนือภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะขยายตัวปกคลุมไปถึงซีกโลกใต้ด้วยในเวลา 2 สัปดาห์ต่อมา อุณหภูมิทั่วโลกจะลดลงโดยเฉลี่ย 9 องศาเซลเซียส ในช่วง 12 เดือนแรกหลังเกิดสงครามนิวเคลียร์ แต่ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ อุณหภูมิอาจลดลงต่ำกว่าระดับปัจจุบันถึง 20 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

สภาพอากาศที่หนาวเย็นและขมุกขมัวเช่นนี้ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี กว่าที่แสงอาทิตย์จะกลับมาส่องสว่างบนพื้นโลกได้ในระดับ 40% ของช่วงก่อนเกิดสงคราม และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี กว่าที่หมอกควันหนาทึบจะสลายตัวไปจนหมด

ส่วนความชื้นในอากาศที่ทำให้ฝนตกตามฤดูกาล จะลดลงทันทีถึง 30% ภายในช่วงไม่กี่เดือนแรกหลังสงครามเท่านั้น และจะลดต่ำลงไปอีกเรื่อย ๆ จนแตะระดับที่ความชื้นหายไปถึง 58% ในช่วงหลายปีต่อมา

ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความเสียหายอย่างหนักต่อภาคเกษตรกรรม เนื่องจากรูปแบบการพัดของลมและการเกิดฤดูมรสุมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหารอย่างยาวนาน ซึ่งแม้แต่คนที่มีชีวิตรอดอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินและกักตุนเสบียงเอาไว้ในระดับที่บริโภคได้นาน 5-6 ปี ก็อาจจะไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยบอกว่าความรุนแรงของฤดูหนาวนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์นี้ ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับภาวการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหลังอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน ซึ่งทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป

ก่อนหน้านี้ในปี 2007 ทีมวิจัยเดียวกันได้เคยสร้างแบบจำลองที่ทำนายสภาพการณ์ของฤดูหนาวนิวเคลียร์มาแล้ว แต่ในครั้งนี้มีการปรับปรุงแบบจำลองให้มีความละเอียดและทันสมัยมากขึ้น ซึ่งผลการทำนายที่ได้ไม่แตกต่างจากของเมื่อ 12 ปีก่อนมากนัก

ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปในรายงานผลการศึกษาว่า "เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดหายนะทางนิวเคลียร์ในระดับรุนแรงเช่นนี้ บรรดาผู้นำชาติมหาอำนาจควรได้รับรู้ถึงขอบเขตความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพภูมิอากาศโลก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วมาตรการลดอาวุธนิวเคลียร์หรือปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงที่บังคับใช้กับทุกฝ่าย มีความจำเป็นอย่างยิ่ง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง