เบร็กซิท : นายกฯพ่ายซ้ำซาก สภาล่างห้ามรัฐบาลนำประเทศออกจากอียูแบบไร้ข้อตกลง ตีตกเลือกตั้งใหม่ ต.ค. นี้

  • 5 กันยายน 2019
จอห์นสัน Image copyright UK Parliament

รัฐบาลของนายบอริส จอห์นสัน พ่ายแพ้การลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 24 ช.ม. หลังร่างกฎหมายของรัฐบาลให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ 15 ต.ค. ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอ

ร่างกฎหมายจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ซึ่งรัฐบาลเสนอต่อสภาล่างให้ลงมติ ต้องการเสียงสนับสนุน 434 เสียง หรือ 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนฯ แต่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 298 เสียง และ คัดค้าน 56 เสียง

นายจอห์นสัน เสนอร่างกฎหมายเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ต่อสภาล่างทันทีในช่วงค่ำของวันที่ 4 ก.ย. หลังจากที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคคอนเซอร์เวทีฟของรัฐบาลจำนวนหนึ่งร่วมมือกับส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านผ่านร่างกฎหมายสกัดไม่ให้รัฐบาลพาประเทศออกจากสหภาพยุโรป (อียู) แบบไร้ข้อตกลง หรือที่เรียกว่า no-deal Brexit นี้ ด้วยคะแนน 327 ต่อ 299 เสียง

ตามข้อตกลงล่าสุดกับสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักรต้องออกจากการเป็นประเทศสมาชิกของอียูในวันที่ 31 ต.ค. หลังขอเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง คือ 29 มี.ค. และ 12 เม.ย. ศกนี้

ร่างกฎหมาย no-deal Brexit ฉบับนี้ หากผ่านความเห็นชอบของสภาสูง จะมีผลบังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเจรจากับอียูเพื่อขอเลื่อนกำหนดการถอนตัวจากสหภาพยุโรปออกไปจากวันที่ 31 ต.ค. ปีนี้ หากการหารือระหว่าง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทั้งหมดได้ ทว่า นายจอห์นสันยืนยันมาตลอดตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปลายเดือน ก.ค. ว่าจะพาประเทศออกจากอียูภายในวันที่ 31 ต.ค. ไม่ว่าจะบรรลุข้อตกลงกับอียูได้หรือไม่

ทันทีที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระ 3 จากสภาล่าง วุฒิสภาก็รับพิจารณาทันทีในคืนวันที่ 4 ก.ย.

ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ย. ส.ส. ของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ จำนวนหนึ่งร่วมมือกับส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน ผ่านร่างการควบคุมวาระการประชุมในสภาผู้แทนราษฎร ไปด้วยคะแนน 328 ต่อ 301 เสียงส่งผลให้ ส.ส.สามารถเสนอกฎหมายยับยั้งไม่ให้รัฐบาลนำประเทศออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลงตามเส้นตายวันที่ 31 ต.ค.นี้ได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลให้ สภาผู้แทนฯ มีอำนาจกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยมีเป้าหมายหลักในการผ่านกฎหมายใหม่ที่จะบังคับให้นายกรัฐมนตรีเลื่อนกระบวนการถอนตัวออกจาก อียู ออกไปก่อน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใหม่เรื่องเบร็กซิทกับอียูได้

ขณะนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 เดือนก่อนถึงกำหนดที่สหราชอาณาจักรจะต้องถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 31 ต.ค. และนี่คือรูปการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในมหากาพย์เบร็กซิทที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้

เบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง 31 ต.ค.

ตามกำหนดเดิม สหราชอาณาจักรจะต้องแยกตัวออกจากอียูในเวลา 23.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 31 ต.ค.นี้

นายกรัฐมนตรีจอห์นสันระบุว่า เขาต้องการทำข้อตกลงใหม่กับอียูในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการแยกตัว แต่ยืนกรานว่าเบร็กซิทจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.อย่างแน่นอน แม้จะไม่มีข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม

การออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลงหมายความว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพศุลกากร และการเป็นตลาดเดียวกับสหภาพยุโรป (ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ออกแบบมาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าของสมาชิก) ในทันที

นักการเมืองและนักธุรกิจหลายคน ระบุว่า นี่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศ แต่บางส่วนบอกว่าความเสี่ยงเหล่านี้เป็นการพูดขยายเกินจริง

รูปการณ์นี้ยังเป็นไปได้อยู่ หากสภาบนไม่ผ่านร่างกฎหมาย no-deal Brexit ที่สภาล่างเสนอไป

กฎหมายสกัดเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงมีผลบังคับ

ที่ผ่านมา ส.ส. เคยลงคะแนนเสียงเกินกว่าหนึ่งครั้งเพื่อบอกว่าพวกเขาคัดค้านการออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลง และขณะนี้ ส.ส.ลูกพรรคคอนเซอร์เวทีฟบางคนพยายามจะผลักดันให้มีการผ่านกฎหมายใหม่เพื่อหยุดยั้งเรื่องนี้

แต่การตัดสินใจของรัฐบาลในการพักการประชุมสภาหลายสัปดาห์ตั้งแต่ 9 ก.ย.นี้ หมายความว่า ส.ส.จะเหลือเวลาไม่มากในการขัดขวางเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง

ขณะนี้ ส.ส.ได้เข้าควบคุมวาระการประชุมในสภาแล้ว และได้ผลักดันให้ผ่านกฎหมายใหม่เพื่อบังคับให้รัฐบาลเจรจากับอียูขอเลื่อนกำหนดเบร็กซิทออกไปเป็นวันที่ 31 ม.ค.ปีหน้า

หากวุฒิสภาร่างกฎหมายนี้ตามสภาล่าง ร่างนี้จะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายในวันจันทร์ที่ 9 ก.ย.นี้

ลงมติไม่ไว้วางใจ

หากความพยายามผ่านกฎหมายเพื่อขัดขวางเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงล้มเหลว ส.ส.ยังสามารถจัดให้มีการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ซึ่งนายเจเรมี คอร์บิน หัวหน้าพรรคเลเบอร์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักเคยระบุว่าอาจใช้วิธีนี้

หาก ส.ส.ส่วนใหญ่สนับสนุนญัตติไม่ไว้วางใจ ก็จะมีกรอบเวลา 14 วันให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีใหม่ ในการเอาชนะการลงมติไม่ไว้วางใจ

รัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยวิธีนี้อาจดำเนินการขอเลื่อนกำหนดเบร็กซิท หรือจัดการเลือกตั้งใหม่ หรือจัดการลงประชามติรอบใหม่

หากไม่มีรัฐบาลใดชนะการลงมติไว้วางใจ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ โดยที่นายจอห์นสันยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็อาจเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งหลังวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งสหราชอาณาจักรได้พ้นจากการเป็นสมาชิกกลุ่มอียูไปแล้ว

ผ่านข้อตกลงภายใน 31 ต.ค.

หากรัฐบาลต้องการทางเลือกที่จะป้องกันเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง สามารถทำได้โดยให้รัฐสภาให้สัตยาบันข้อตกลงเบร็กซิทที่ทำกับอียูก่อนสิ้นเดือน ต.ค.

แต่ข้อตกลงที่มีอยู่ในปัจจุบันที่อดีตนายกรัฐมนตรีเทรีซา เมย์ ทำไว้กับอียู ถูกสภาผู้แทนราษฎรปฏิเสธมาหลายครั้ง และนายจอห์นสันเองได้ระบุว่าข้อตกลงนี้ได้ตายไปแล้ว

รัฐบาลของนายจอห์นสันหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงใหม่กับอียูได้ หรือปรับแก้ข้อตกลงที่มีอยู่เดิมแต่ให้ตัดประเด็นเกี่ยวกับแผนรับมือ หรือ backstop ออกไป เพราะเป็นข้อตกลงที่รัฐบาลของนายจอห์นสันไม่เห็นด้วย

Backstop คือ การจะไม่มีด่านพรมแดนด่านศุลกากรที่ชายแดนสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ประเทศสมาชิกในอียู) กับไอร์แลนด์เหนือ (ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร) แม้สหราชอาณาจักรออกจากอียูแล้ว

ด้านอียูระบุว่าอาจพิจารณาข้อเสนอใหม่ของสหราชอาณาจักร แต่ย้ำว่าเรื่อง backstop คือส่วนสำคัญในข้อตกลง

ชะลอเบร็กซิทออกไป

แม้ฝ่ายคัดค้านเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลงจะประสบความสำเร็จในการทำให้รัฐบาลขอเลื่อนเส้นตายการถอนตัวออกจากอียูออกไป แต่สหราชอาณาจักรไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ฝ่ายเดียว เพราะจะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์จากชาติสมาชิกอียูทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่บรรดาภาคีอียูจะให้ความเห็นชอบ หากชาติเหล่านี้เล็งเห็นว่าทางเลือกอื่นคือ การที่สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลง

ยกเลิกเบร็กซิท

ยังมีทางเลือกทางกฎหมายที่จะยกเลิกเบร็กซิท นั่นคือการยกเลิกมาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งกำหนดกรอบเวลา 2 ปีในการถอนตัวจากอียูนับแต่เริ่มใช้มาตรานี้ โดยในกรณีของสหราชอาณาจักรนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีเมย์ได้ใช้มาตรา 50 เมื่อปลายเดือน มี.ค.2017 ซึ่งหมายความว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากอียูช่วงปลายเดือน มี.ค.2019 แล้วขอเลื่อนมาเป็น 31 ต.ค. ปีนี้

แต่ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการทำ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม