มาลาเรีย : ผู้เชี่ยวชาญตั้งเป้ากำจัดโรคร้ายนี้ให้หมดจากโลกภายใน 30 ปี

  • 10 กันยายน 2019
Mosquito feeding Image copyright Getty Images

รายงานชิ้นสำคัญที่มาจากการสั่งการขององค์การอนามัยโลกตั้งเป้าว่า ภายในหนึ่งชั่วอายุคน โลกจะปลอดจากเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคที่เก่าแก่ที่สุด และคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดโรคหนึ่ง พบผู้ติดเชื้อมาลาเรียมากกว่า 200 ล้านราย ในแต่ละปี โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็ก

รายงานนี้ ระบุว่า การกำจัดเชื้อมาลาเรียไม่ใช่ความฝันที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปีเพิ่ม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 61,000 ล้านบาท) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การกำจัดเชื้อมาลาเรียเป็น "เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่"

มาลาเรียคืออะไร

มาลาเรียเป็นโรคที่เกิดจากปรสิตพลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ด้วยการถูกยุงตัวเมียกัด

เมื่อติดเชื้อแล้ว ผู้ที่ติดเชื้อจะมีไข้สูงและหนาวสั่น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ปรสิตที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียถูกแพร่เชื้อด้วยยุง

เชื้อปรสิตนี้จะเข้าไปอยู่ที่เซลล์ในตับและเซลล์เม็ดเลือดแดง และทำให้เกิดอาการหลายอย่างขึ้นรวมถึง ภาวะโลหิตจาง

สุดท้าย เชื้อนี้จะแพร่ไปทั่วร่างกาย รวมถึงสมองและอาจทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้

แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากมาลาเรียราว 435,000 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

โลกของเรามีความก้าวหน้าอย่างมากในการต่อสู้กับเชื้อมาลาเรีย

ตั้งแต่ปี 2000 :

  • จำนวนประเทศที่พบเชื้อมาลาเรียลดลงจาก 106 เป็น 86 ประเทศ
  • พบผู้ติดเชื้อมาลาเรียลดลง 36%
  • อัตราการเสียชีวิตลดลง 60%

ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเข้าถึงวิธีการต่าง ๆ ในการป้องกันยุงกัด อย่างเช่น ใช้มุ้งที่มียาฆ่าแมลงเคลือบ และมียาดีขึ้นที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การนอนในมุ้งที่มียาฆ่าแมลงเคลือบ ช่วยป้องกันยุงกัดตอนกลางคืนได้

ดร. วินนี อึมพันจู-ชุมบูโช หนึ่งในผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มาลาเรียก็ยังสร้างปัญหาในชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในแอฟริกา ซึ่งปัญหาใน 5 ประเทศในทวีปคิดเป็นภาระเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งโลก

ทำไมรายงานชิ้นนี้จึงมีความสำคัญ

การกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไปจากโลกนี้ จะเป็นความสำคัญครั้งยิ่งใหญ่

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) สั่งให้ทำรายงานนี้เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียชั้นนำของโลก 41 คน ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์ไปจนถึงนักเศรษฐศาสตร์ ได้สรุปว่า สามารถที่จะทำได้สำเร็จภายในปี 2050

รายงานของพวกเขา ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแลนแซ็ต (Lancet) และถูกเรียกว่า "เป็นรายงานที่ไม่เคยมีมาก่อน"

เซอร์ริชาร์ด ฟีแชม หนึ่งในผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า "การกำจัดเชื้อมาลาเรียเป็นความฝันที่ห่างไกลมานานเกินไปแล้ว แต่ตอนนี้ เรามีหลักฐานว่า มาลาเรียอาจถูกและควรถูกกำจัดได้ภายในปี 2050"

"รายงานนี้แสดงให้เห็นว่า การกำจัดเชื้อให้หมดไปเป็นไปได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน"

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า จะต้อง "มีมาตรการอย่างเข้มข้น" เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
นักวิทยาศาสตร์หวังเปิดเพลงก่อกวนภาษารักของยุง

จะต้องทำอะไรบ้าง

รายงานนี้ประเมินว่า จากแนวโน้มในปัจจุบัน โลกของเรา "ส่วนใหญ่จะปลอดจากเชื้อมาลาเรีย" ภายในปี 2050

แต่ยังจะคงมีพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียที่ทนทานต่อการถูกกำจัดในแอฟริกา ตั้งแต่เซเนกัลแถบตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปไปจนถึงโมซัมบิกทางตะวันออกเฉียงใต้

รายงานนี้ระบุว่า ในการบรรลุเป้าหมายในปี 2050 จะต้องใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบันให้มีประสิทธิผลมากขึ้น และพัฒนาหนทางใหม่ ๆ ในการรับมือกับโรคนี้

อาจรวมถึง เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยยีนที่ "อาจสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาล"

เทคโนโลยีที่ใช้ยีนขับเคลื่อนนี้ต่างไปจากกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรมตามปกติ โดยมันจะเปลี่ยนแปลงยีนในประชากรยุง ในเชิงทฤษฎี มันจะทำให้ยุงกลายเป็นหมัน และทำให้ประชากรยุงหมดไป หรือทำให้ยุงต้านทานปรสิตได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระราชาธิบดี อึมสวาติที่ 3 แห่ง เอสวาตินี

สมเด็จพระราชาธิบดี อึมสวาติที่ 3 แห่งเอสวาตินี (หรือ สวาซิแลนด์ ในอดีต) และประธานกลุ่มพันธมิตรมาลาเรียผู้นำแอฟริกา (African Leaders Malaria Alliance) ตรัสว่า "การกำจัดเชื้อมาลาเรียภายในหนึ่งชั่วอายุคนมีจำเป็น มีความท้าทายและมีโอกาสสำเร็จ"

"อุปสรรคก็คือ การที่จะต้องคอยติดตามยุงที่แพร่เชื้อมาลาเรียและปรสิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ กำลังวิวัฒนาการเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกกำจัดไป"

"เราต้องมั่นใจว่า มีการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมนั้นเป็นอันดับแรก"

ต้องใช้เงินมากแค่ไหน

รายงานนี้ ประเมินว่า ขณะนี้มีการใช้เงินราว 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท) เกี่ยวกับการแก้ปัญหามาลาเรียในแต่ละปี

แต่อาจจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 61,000 ล้านบาท) ต่อปี เพื่อกำจัดเชื้อมาลาเรียให้หมดไปจากโลกให้ได้ภายในปี 2050

ผู้เขียนรายงานระบุว่า ยังมีต้นทุนทางธุรกิจเกิดขึ้นด้วยเป็นธรรมดา ในแง่ของการสูญเสียชีวิตและการต่อสู้กับปรสิตมาลาเรียมาอย่างยืดเยื้อ และการที่ยุงมีวิวัฒนาการในการต้านทานต่อยาและยาฆ่าแมลง

รายงานสรุปว่า การใช้เงินเพิ่ม 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีนั้น จะเป็น "ความท้าทาย" แต่จะผลดีทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการกำจัดเชื้อมาลาเรียนั้นจะ "มากกว่าเงินที่ใช้ไปมาก"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ วัคซีนมาลาเรีย ซึ่งเริ่มมีการทดลองใช้ น่าจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้จำนวนมาก

มาลาเรียจะถูกกำจัดภายในปี 2050 ได้หรือไม่

การกำจัดโรคใดโรคหนึ่งให้หมดไปเป็นความท้าทายในระดับโลก ที่ผ่านมาทำสำเร็จเพียง 1 ครั้งเท่านั้น คือการประกาศว่า ไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ หมดไปจากโลกแล้วในปี 1980

ในการทำเรื่องนี้ให้ทำสำเร็จจำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและใช้วัคซีนที่มีประสิทธิผลอย่างสูง

แต่การที่มีโรคฝีดาษถูกกำจัดไปได้เพียงโรคเดียว และความพยายามในการกำจัดไวรัสโปลิโอ ได้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของการกำจัดโรคให้หมดไป

ในช่วงที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคฝีดาษ ได้มีความหวังว่า โปลิโอ ก็จะถูกกำจัดไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน และมีการตั้งเป้าหมายกำจัดโปลิโอให้ได้ภายในปี 2000

20 ปีต่อปี หลังจากเป้าหมายในตอนแรก มีผู้ติดเชื้อโปลิโอลดลง 99% อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออีก 1% ได้แสดงให้เห็นว่า เชื้อนี้กำจัดยากอย่างไม่น่าเชื่อ

ไนจีเรีย เป็นที่ที่ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อโปลิโอได้ การให้วัคซีนแก่เด็กทุกคนในประเทศที่มีโปลิโอเป็นโรคประจำถิ่น (ปากีสถานและอัฟกานิสถาน) ก็ยังคงมีความยากลำบาก

ปฏิกิริยาที่ผ่านมาคืออะไร

ดร. เทดรอส เกเบรเยซูส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า "การกำจัดมาลาเรียเป็นหนึ่งในเป้าหมายสาธารณสุขสูงสุดมานานร่วมศตวรรษแล้ว และกำลังแสดงให้เห็นว่า เป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

"แต่เราจะกำจัดไม่สำเร็จภายในกรอบเวลานี้ ด้วยแนวทางและเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ผ่านมา หรือนานกว่านั้น"

ดร. เฟรด บิงกา จากมหาวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ในกานา กล่าวว่า "การกำจัดมาลาเรียเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่"

"มันจะต้องใช้ความพยายาม การยึดมั่น และการร่วมมืออย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เรารู้ว่า ผลที่ได้มีความคุ้มค่าในการลงทุน ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาชีวิตไว้ได้มหาศาล แต่ยังคงช่วยพัฒนาสวัสดิภาพของมนุษย์ สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และช่วยทำให้ผู้คนบนโลกมีความเสมอภาค ความปลอดภัย และสุขภาพดีเพิ่มขึ้น"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม