การุณยฆาต: ศาลชี้ขาดว่าแพทย์ทำเพื่อประโยชน์ของคนไข้

  • 12 กันยายน 2019
พยาบาลจับเข็มฉีดยา Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การุณยฆาตกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายในเนเธอร์แลนด์ในปี 2002 (แฟ้มภาพ)

ศาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินให้แพทย์ที่ทำการุณยฆาตให้แก่คนไข้สมองเสื่อมพ้นผิด หลังจากแพทย์คนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ดำเนินขั้นตอนตรวจสอบความยินยอมของคนไข้ก่อน

คนไข้วัย 74 ปี ซึ่งเสียชีวิตในปี 2016 มีความประสงค์จะเข้ารับการทำการุณยฆาต แต่ระบุว่าเธอจะเป็นผู้กำหนดเวลาที่เหมาะสมเอง

ผู้พิพากษาระบุว่าแพทย์คนดังกล่าวไม่ได้กระทำการใดที่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะหากไม่ทำการุณยฆาตก็เท่ากับทำลายเจตจำนงของคนไข้

คดีนี้นับเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องร้องกันในเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่กฎหมายกำหนดให้ทำการุณยฆาตได้มาตั้งแต่ปี 2002

ในการอ่านคำพิพากษาที่กรุงเฮกเมื่อวันพุธ ผู้พิพากษามาเรียต เรงก์เคนส์ กล่าวว่า มีการทำตาม "ข้อกำหนดต่าง ๆ ตามกฎหมายการุณยฆาต" แล้ว

"ดังนั้นผู้ต้องสงสัยจึงพ้นผิดในทุกข้อหา" ผู้พิพากษากล่าว

อย่างไรก็ดี อัยการแย้งว่าแพทย์คนดังกล่าวซึ่งไม่ได้มีการเปิดเผยชื่อและขณะนี้ได้ยุติการทำงาน นับตั้งแต่เกิดคดีความ "ได้กระทำการด้วยเจตนาดี" แต่ยังถือว่าละเมิดกฎหมายการุณยฆาต ของเนเธอร์แลนด์จากการที่ไม่ได้ตรวจสอบความยินยอมของคนไข้หญิงรายดังกล่าวก่อน เพราะคนไข้อาจจะเปลี่ยนใจได้

อัยการยังระบุอีกว่าควรจะมีการปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดมากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจจบชีวิตเธอ

ทั้งนี้ มีการกล่าวหาว่าแพทย์หญิงคนดังกล่าวได้ทำให้คนไข้หญิงซึ่งป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม หมดสติลง และได้ขอให้คนในครอบครัวช่วยยึดร่างเธอไว้ขณะที่แพทย์ฉีดยาเพื่อจบชีวิตเธอ

แพทย์หญิงรายนี้ยืนยันว่าได้ดำเนินกระบวนการทุกอย่างโดยรอบคอบ

การไต่สวนคดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่เป็นบททดสอบสำคัญเนื่องจากปัจจุบันคนมีอายุขัยยืนยาวขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคที่ส่งผลต่อความสามารถในการคิดและความทรงจำ


เมื่อใดจึงควรหยุดถามว่าอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่

แอนนา ฮอลลิแกน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงเฮก

ผู้ที่ตัดสินใจเลือกจบชีวิตตัวเองในขณะที่มีสติสัมปชัญญะดีอยู่ จะเลือกเช่นเดิมไหมหากสภาพจิตใจไม่ปกติ คำตอบของผู้พิพากษาต่อคำถามนี้คือ ใช่ และนี่คือหัวใจสำคัญของคดีที่เป็นบททดสอบนี้

มีเสียงปรบมือดังขึ้นเล็กน้อยขณะที่มีการอ่านคำพิพากษาท่ามกลางคนฟังเต็มห้องพิจารณาคดี

การกระทำการุณยฆาตน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนไข้มีอำนาจในตัวเอง เพราะเป็นการเปิดโอกาส ให้เลือกว่าต้องการจะจบชีวิตลงเมื่อใด แม้แต่ในประเทศที่การุณยฆาตถูกกฎหมายมานานเกือบ 20 ปี แต่สิ่งนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่

ในกรณีนี้ผู้พิพากษาตัดสินว่า ในช่วงก่อนที่คนไข้จะเสียชีวิต เธอไม่สามารถแจ้งความประสงค์ ของตัวเองได้ ความรุนแรงของโรคสมองเสื่อมทำให้เธอไม่เข้าใจแม้แต่ความหมายของคำว่า "การุณยฆาต" อีกต่อไป

ระหว่างการไต่สวนนี้ ทั้งแพทย์และทนายหลายคนต่างเผชิญกับความลำบากใจทั้งในทางปฏิบัติ และในแง่ศีลธรรม แต่คำถามคือว่าเมื่อใดที่เราควรจะหยุดตรวจสอบความจำนงว่า คนไข้อยากมีชีวิตอยู่หรืออยากตาย คนไข้ยังคงมีความสามารถตัดสินใจเองอยู่หรือไม่ หากพวกเขาไม่อาจแม้แต่จะควบคุมสภาพจิตใจของตัวเอง


เกิดอะไรขึ้นกับคนไข้รายดังกล่าว

หลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมในช่วง 4 ปีก่อนที่จะเสียชีวิต คนไข้รายนี้เขียน เอกสารแจ้งความจำนงว่าต้องการทำการุณยฆาตก่อนที่เธอจะต้องเข้าไปอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แต่เธอจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะให้ทำเมื่อไหร่

ก่อนที่เธอจะถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในศูนย์ฯ แพทย์คนหนึ่งได้ตัดสินใจว่า การจบชีวิตคนไข้รายนี้ ควรเป็นไปตามความประสงค์ที่เธอเขียนแจ้งความจำนงไว้ นอกจากนี้แพทย์อิสระอีก 2 คน ก็ได้ยืนยันสิ่งเดียวกัน จากนั้นก็มีการกำหนดวันทำการุณยฆาตให้เธอ

ในวันนั้น แพทย์ได้ใส่ยาระงับประสาทไว้ในกาแฟที่เธอดื่ม จากนั้นเธอก็หมดสติไป ก่อนจะกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ในตอนนั้นสามีกับลูกสาวของเธอต้องช่วยกันยึดร่างเธอไว้ ในขณะที่แพทย์ฉีดยาเพื่อจบชีวิตเธอ

ทำไมจึงมีการฟ้องศาล

ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ว่า คนไข้รายได้ยังมีความสามารถที่จะแจ้งความยินยอม ต้องการจบชีวิตตัวเองในขณะนั้นหรือไม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะเคยแจ้งความประสงค์ไว้แล้วก็ตาม

"คำถามสำคัญในคดีนี้คือ แพทย์ควรจะปรึกษากับคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมไปอีกนานแค่ไหน หากคนไข้ได้ร้องขอสิ่งนี้ตั้งแต่เริ่มมีอาการสมองเสื่อมใหม่ ๆ" ซันนา วัน เดอร์ ฮาร์ก โฆษกอัยการกล่าว และบอกด้วยว่า "อัยการไม่ได้กังขาในเจตนาดีและซื่อสัตย์ของแพทย์"

แต่เห็นว่าควรจะมีการ "ปรึกษาหารืออย่างละเอียดกับคนไข้ให้มากกว่านี้" ก่อนที่จะตัดสินใจจบชีวิตเธอ

อย่างไรก็ตามลูกสาวของคนไข้ได้กล่าวขอบคุณแพทย์

"หมอได้ปลดปล่อยแม่ของฉันจากการจองจำทางจิตใจ" เธอระบุในแถลงการณ์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ:

คำบรรยายภาพ "เราฉีดสิ่งนี้เข้าเส้นเลือดดำของคนไข้ ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที คนไข้ก็จะจากไป"

นพ.อีฟ เดอ ลอกต์ เป็นแพทย์ที่ให้บริการทำการุณยฆาตในเบลเยียม แต่ละวันเขาได้รับการร้องขอจากคนไข้จำนวนมากที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ด้วยเหตุผลและความรู้สึกส่วนตัว เขาบอกว่าสามารถทำให้ได้อย่างมากที่สุดเดือนละ 1 คนเท่านั้น

การุณยฆาต หรือการฆ่าด้วยความกรุณา เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในไม่กี่ประเทศเท่านั้น โดยในเบลเยียมกฎหมายอนุญาตให้ทำได้มาตั้งแต่ปี 2002 โดยเฉลี่ย มีคนถูกทำการุณยฆาต ในเบลเยียมวันละ 6 คน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม