70 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน : จีนกลายมาเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุดในโลกชาติหนึ่งได้อย่างไร

  • 2 ตุลาคม 2019
Local women sell produce in the market. Zhongyi market, located at the southern gate of Dayan ancient city, in Lijian, Yunnan Province in China Image copyright Getty Images

โดย เวอร์จีเนีย แฮร์ริสัน และ ดาเนียล พาลัมโบ

บีบีซีนิวส์

จีนใช้เวลาไม่ถึง 70 ปี จากการเป็นชาติที่โดดเดี่ยว สู่การกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกชาติหนึ่ง

ในขณะที่ชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี วันก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาดูกันว่าจีนสร้างความมั่งคั่ง (และความไม่เท่าเทียม) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้อย่างไร

"ตอนที่พรรคคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ จีนอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้น" คริส เหลิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประเทศจีนประจำธนาคาร DBS กล่าว

"ไม่มีคู่ค้า ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก"

แต่ 40 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดให้มีเส้นทางการค้าและมีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้ประชากรหลายร้อยล้านคนไม่ยากจนอีกต่อไป

จีนในช่วงทศวรรษ 1950 เผชิญกับหายนะทางมนุษยชาติที่เลวร้ายที่สุดเมื่อนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ หรือ The Great Leap Forward ของ เหมา เจ๋อตุง ที่พยายามจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจีนจากเกษตรกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมล้มเหลว และทำให้มีคน 10-40 ล้านคนเสียชีวิตระหว่างปี 1959 ถึง 1961 นับเป็นภาวะขาดแคลนอาหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

จากนั้นการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นความพยายามของ เหมา เจ๋อตุง ที่จะกำจัดศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมจีนอย่างรุนแรง

เปิดประเทศ

หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิตในปี 1976 การปฏิรูปต่าง ๆ นำโดย เติ้ง เสี่ยวผิง เริ่มทำให้เศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรได้รับสิทธิในการทำเกษตรในที่ดินทำกินของตัวเอง ทำให้มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และไม่ขาดแคลนอาหารเหมือนเดิมอีกต่อไป

ปี 1979 ประเทศเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนหลังจีนและสหรัฐฯ ปรับสัมพันธ์ทางการทูตกันใหม่ เงินทุนไหลเข้ามามหาศาลเพราะนักลงทุนเล็งเห็นว่าแรงงานและค่าเช่าในจีนราคาถูก

"ตั้งแต่ช่วงท้ายของยุค 70 เป็นต้นมา พูดได้เลยว่าเราได้เห็นปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์" เดวิด แมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าว

ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจจีนเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว และยิ่งมากขึ้นไปอีกหลังเข้าร่วมองค์การการค้าโลกในปี 2001 ข้อจำกัดและภาษีต่าง ๆ ในประเทศอื่น ๆ ลดลง และไม่นานสินค้าจีนก็เดินทางไปทุกที่

ตัวเลขของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) ชี้ว่า ในปี 1978 มูลค่าสินค้าส่งออกของจีนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั่วโลก

มาถึงปี 1985 ตัวเลขพุ่งสูงเป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่ถึงสองทศวรรษถัดมา สินค้าส่งออกของจีนคิดเป็นมูลค่ารวม 4.3 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้จีนเป็นชาติผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก

คนจนน้อยลง

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนหลายร้อยล้านคนดีขึ้น ธนาคารโลกบอกว่า คนมากกว่า 850 ล้านคนไม่ยากจนอีกต่อไป และภายในปี 2020 จีนจะสามารถกำจัดความยากจนแบบสุดโต่งได้

ขณะเดียวกัน การศึกษาของคนในประเทศก็ดีขึ้น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ราว 27 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานในจีนจะมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเท่ากับสัดส่วนในเยอรมนีในขณะนี้

ความไม่เท่าเทียมที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้ไปทั่วถึงประชากรทั้ง 1.3 พันล้านคน มีตัวอย่างให้เห็นมากมายของคนที่มั่งคั่ง และชนชั้นกลางที่มีมากขึ้น ซึ่งอยู่เคียงข้างไปกับสังคมชนบทที่แรงงานมีทักษะต่ำและสูงอายุขึ้นเรื่อย ๆ

ธนาคารโลกระบุว่า รายได้ต่อคนในจีนยังเท่ากับตัวเลขในประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่

การเติบโตชะลอตัว

ตอนนี้ จีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว หลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามจะพึ่งการส่งออกน้อยลง และหันมาทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจากสินค้าบริโภคแทน อุปสรรคใหม่ที่จีนต้องเผชิญคือความต้องการสินค้าจีนจากตลาดโลกที่ลดน้อยลง และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้อัตราการเจริญเติบโตจะลดลงเหลือแค่ระหว่าง 5-6 เปอร์เซ็นต์ จีนก็จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ทรงพลังที่สุดอยู่ดี

นอกจากนี้ จีนยังมีโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) อีกด้วย โดยจะเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าในหลายทวีป เชื่อมต่อเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลกเข้าด้วยกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม