เทปดักฟังในสถานกงสุลซาอุฯ เผยวินาที จามาล คาชูจกิ นักข่าวซาอุฯ ถูกสังหาร

  • 2 ตุลาคม 2019
Jamal Khashoggi and the Saudi consulate in Istanbul Image copyright Getty Images

"คุณได้ยินเสียงพวกเขาหัวเราะ เป็นภารกิจที่เลือดเย็นมาก พวกเขารออยู่ที่นั้น รู้ว่าผู้ชายคนนี้จะเดินทางเข้ามา และเขาจะถูกสังหารและหั่นเป็นชิ้น ๆ"

นี่คือคำบอกเล่าของ บารอนเนส เฮเลนา เคนเนดี้ ทนายความชาวอังกฤษ เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ฟังเทปดักฟังโดยทางการตุรกีในสถานกงสุล ขณะนายจามาล คาชูจกิ นักข่าวซาอุฯ ผู้วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบียโดนสังหาร

"ความสะพรึงกลัวของการได้ยินเสียงคน ๆ หนึ่ง ความหวาดกลัวในเสียงคน ๆ นั้น คุณได้ฟังสด ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณสั่นไปทั้งตัว"

เคนเนดี้ ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมทีมซึ่งนำโดยนางแอกเนส คาลามาร์ ผู้รายงานพิเศษเรื่องการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมของสหประชาชาติ หลังจากเกลี้ยกล่อมหน่วยข่าวกรองตุรกีอยู่หนึ่งสัปดาห์ พวกเขาทั้งสองก็ได้โอกาสเข้าไปฟังเทปนี้พร้อมกับล่ามภาษาอารบิกอีกหนึ่งคน ได้ฟังเทปยาว 45 นาที ซึ่งคัดมาจากการดักฟังทั้งหมด 2 วัน

"ชัดเจนว่าเจตนาของฝ่ายตุรกีคือต้องการจะช่วยฉันพิสูจน์ว่ามีการวางแผนและไตร่ตรอง [การสังหารนี้] ไว้ก่อน" คาลามาร์ บอกกับรายการพาโนรามาของบีบีซี

หลังจาก คาชูจกิ ไปสถานกงสุลวันแรก เทปดักฟังโดยหน่วยข่าวกรองตุรกีเผยให้ทราบว่า มีการโทรศัพท์ติดต่อกลับไปยังกรุงริยาดทันที

"สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโทรศัพท์ครั้งนี้คือมีการอ้างถึงนายคาชูจกิในฐานะหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ทางการต้องการตัว" คาลามาร์ เล่า

เชื่อกันว่าการโทรศัพท์ในครั้งแรกนั้นเป็นการส่งสัญญาณไปบอก ซาอุด อัล-คาห์ตานี ผู้ช่วยคนสำคัญของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

คำบรรยายภาพ บารอนเนส เฮเลนา เคนเนดี้ ทนายความชาวอังกฤษ

ซาอุด อัล-คาห์ตานี เคยถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องในการกักตัวและทรมานนักเคลื่อนไหวในซาอุดีอาระเบียมาแล้ว และนายคาชูจกิก็เคยเขียนกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ "บัญชีหมายหัว" ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

ในวันที่ 28 ก.ย. มีบันทึกโทรศัพท์อย่างน้อย 4 ครั้งระหว่างสถานกงสุลกับทางการซาอุดีอาระเบีย ในจำนวนนี้มีบทสนทนาระหว่างกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบียที่ตุรกีกับหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย

หัวหน้าหน่วยความมั่นคงผู้นี้ได้บอกกับกงสุลใหญ่ว่า ได้มีการวางแผนภารกิจลับสุดยอด ซึ่งเป็น "ภาระหน้าที่ของชาติ"

"ฉันมั่นใจเลยว่านี่เป็นภารกิจที่วางแผนมาอย่างจริงจังและรัดกุม และมาจากเบื้องบน" เคนเนดี้ กล่าว

บ่ายวันที่ 1 ต.ค. เจ้าหน้าที่หน่วยกรองซาอุดีอาระเบีย 3 คนบินมายังนครอิสตันบูล ทราบกันว่าสองคนในจำนวนนั้นทำงานให้กับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

คาลามาร์ เชื่อว่าภารกิจนั้นเป็นการสำรวจดูลาดเลา

เมทิน แอร์ซุส อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตุรกีและผู้เชี่ยวชาญด้านซาอุดีอาระเบีย บอกว่า ปฏิบัติการในลักษณะนี้จะต้องได้รับการอนุมัติไม่จากกษัตริย์หรือไม่ก็มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

"เป็นเวลานานกว่าที่ คาชูจกิ จะตระหนักถึงอันตรายและหาวิธีป้องกันตัว และราคาที่เขาต้องจ่าย [สำหรับความผิดพลาดนั้น] ก็สูงลิ่ว"

Image copyright EPA

เช้ามืดวันที่ 2 ต.ค. เครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่งลงจอดที่สนามบินอิสตันบูล บนเครื่องมีชาวซาอุดีอาระเบีย 9 คน รวมถึงแพทย์นิติเวชชื่อ ซาลาห์ อัล-โตเบกี

คาลามาร์เชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้คือทีมสังหารของซาอุดีอาระเบีย

"ภารกิจนี้ทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ… มีสองคนที่ถือหนังสือเดินทางทูต"

จากการฟังเทปดักฟัง เคนเนดี้ เชื่อว่าชายที่ชื่อ มาเฮด มูเตร็บ เป็นหัวหน้าหน่วยสังหารนี้

ที่ผ่านมา บ่อยครั้งที่คนเห็น มูเตร็บ เดินทางไปกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แต่จะวางตัวเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง

เคนเนดี้ เล่าว่า บทสนทนาระหว่างกงสุลใหญ่และมูเตร็บ มีการพูดถึงข้อมูลว่า คาชูจกิ จะเดินทางเข้ามาวันอังคาร

เช้าวันที่ 2 ต.ค. ขณะที่ คาชูจกิ และ ฮาทีเจอ เจนกิซ คู่หมั้นของเขา กำลังเดินทางไปสถานกงสุล บทสนทนาที่น่าสะพรึงกลัวระหว่าง มูเตร็บ และ ซาลาห์ อัล-โตเบกี ก็กำลังเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

คำบรรยายภาพ แอกเนส คาลามาร์ ผู้รายงานพิเศษเรื่องการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมของสหประชาชาติ

เคนเนดี้ เล่าว่า ดร. อัล-โตเบกี เล่าให้ มูเตร็บ ฟังว่า "ผมชอบเปิดเพลงเวลาผ่าศพ บางครั้งผมก็ดื่มกาแฟและก็มีซิการ์วางไว้ใกล้ ๆ ...เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องหั่นชิ้นส่วนบนพื้น แม้กระทั่งถ้าคุณขายเนื้อ คุณก็ต้องจับสัตว์แขวนไว้"

เคนเนดี้ เล่าอีกว่า พวกเขาสองคนพูดกันว่า "สัตว์บูชายัญมาถึงหรือยัง ?"

และแล้วเวลาแห่งการสังหารก็มาถึง

"มันมาถึงจุดหนึ่งที่คุณได้ยินคาชูจกิเปลี่ยนจากผู้ชายที่มีความมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นเผชิญหน้ากับความกลัว ความวิตกกังวลและความหวาดกลัวที่เพิ่มระดับขึ้น และก็เริ่มตระหนักว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น" เคนเนดี้ เล่า

เธอได้ยิน คาชูจกิ ถามขึ้นสองครั้งด้วยกันว่าเขากำลังถูกลักพาตัวใช่ไหม และเขาก็พูดว่า "เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในสถานทูตได้ยังไง"

คาลามาร์ เล่าต่อว่า เสียงที่ได้ยินหลังจากจุดนั้นเป็นสัญญาณบอกว่าเขาขาดอากาศหายใจ เขา "อาจจะถูกใช้ถุงพลาสติกคลุมหัว"

จากนั้น เคนเนดี้ เชื่อว่า เป็นหน้าที่ของแพทย์นิติเวชที่มารับช่วงต่อ

"คุณได้ยินเสียงที่พูดว่า "ปล่อยให้เขาหั่นไป" ...และจากนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นว่า 'มันจบแล้ว เอามันออก เอามันออก เอานี่ไปสวมหัวเขาไว้'..."

เคนเนดี้ บอกว่าเธอตั้งสมมติฐานได้อย่างเดียวว่าในจุดนั้นพวกเขาได้ตัดหัวนายคาชูจกิออก

ฮาทีเจอ เจนกิซ คู่หมั้นคาชูจกิ บอกกับบีบีซีว่า ขณะที่การสังหารเกิดขึ้น "ฉันกำลังฝันถึงอนาคต เช่นว่างานแต่งงานเราจะเป็นยังไง เราวางแผนจะมีพิธีแต่งงานเล็ก ๆ"

ช่วงสามโมงเย็นของวันเกิดเหตุ กล้องวงจรปิดแสดงภาพรถสถานกงสุลขับออกจากสถานกุงสลไปที่บ้านพักของกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบียซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 2 ซอย

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็น คาชูจกิ อีกเลย

ตลอดช่วงเวลานี้ ฮาทีเจอ เจนกิซ ก็ยังรออยู่หน้าสถานกงสุล

"ฉันรอ รอ แล้วก็รอ จนเลยสามโมงครึ่งแล้ว ฉันก็นึกได้ว่าสถานกุงสุลปิดสามโมงครึ่ง ฉันวิ่งเข้าไปถามว่าทำไมเขายังไม่ออกมาอีก ยามหน้าสถานกงสุลบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องว่าฉันกำลังพูดเรื่องอะไร"

ขอรับผิดชอบ

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทรงปฏิเสธไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหารคาชูจกิ แต่ก็ขอรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นในฐานะผู้นำประเทศ

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ออกคำสั่งให้สังหารนายคาชูจกิ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ปีที่แล้วในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในตุรกี พระองค์ทรงให้สัมภาษณ์กับช่อง CBS News ของสหรัฐฯ ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง "อาชญากรรมอันเลวร้าย" นี้ แต่ "ขอรับผิดชอบไว้ทั้งหมดในฐานะผู้นำของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสังหารนี้ทำโดยบุคคลที่ทำงานให้กับรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียทรงปฏิเสธไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหารคาชูจกิ แต่ก็ขอรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นในฐานะผู้นำประเทศ

พระองค์ทรงปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งและก็ไม่รู้เรื่องตอนที่เหตุเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ทางการซาอุฯ ได้ออกมากล่าวโทษว่าการสังหารนี้เป็น "ปฏิบัติการเถื่อน" และมีเจ้าหน้าที่ซาอุฯ 11 คนถูกพิจารณาคดี

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ซึ่งได้รับเชิญจากทางการตุรกีให้เข้าฟังเทปที่ดักฟังขณะเกิดเหตุในสถานกงสุล ระบุว่า ข้อสรุปที่ได้คือ "เป็นเรื่องแน่นอนระดับกลางถึงสูง" ว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงอยู่เบื้องหลังการสังหารนี้

รายงานของคาลามาร์ที่เขียนให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ข้อสรุปอย่างแน่ชัดว่า "ภายใต้กฎหมายนานาชาติ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าอาชญากรรมนี้สามารถถูกจัดประเภทให้เป็นอย่างอื่นไปนอกเสียจากการสังหารโดยรัฐ"

ก่อนจะจบการสัมภาษณ์กับ ฮาทีเจอ เจนกิซ เธอบอกว่า การเสียชีวิตของ คาชูจกิ มีนัยสำคัญแค่ไหน

"มันไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมสำหรับฉัน แต่สำหรับทั้งมนุษยชาติ สำหรับทุกคนที่คิดเหมือนจามาล และยืนหยัดแบบเขา"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ฮาทีเจอ เจนกิซ คู่หมั้นคาชูจกิ บอกกับบีบีซีว่า ขณะที่การสังหารเกิดขึ้น "ฉันกำลังฝันถึงอนาคต เช่นว่างานแต่งงานเราจะเป็นยังไง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม