ปัญหาความยากจนในโลกบรรเทาลงแล้วจริงหรือ

  • 18 ตุลาคม 2019
A woman carries her child as she collects firewood at a waste site in India Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ธนาคารโลกระบุว่า ชาวอินเดียกว่า 250 ล้านคน หลุดพ้นจาก "ความจน" ตามมาตรฐานนานาชาติ ระหว่างปี 1990-2015

ธนาคารโลก ระบุว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคน มีประชากรโลกกว่า 1.1 พันล้านคน ได้ "หลุดพ้นจากความยากจน"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ถือเป็นหนึ่งในข่าวน่ายินดีที่สุดเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าของโลกในศตวรรษนี้

โดยข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ระหว่างปี 1990 - 2015 จำนวนผู้ที่อยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน (Poverty line) คือ มีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 57 บาท) หรือต่ำกว่านั้น ลดลงจาก 1,900 ล้านคน มาอยู่ที่ 735 ล้านคน

นั่นหมายความว่าจำนวนประชากรที่ถือว่าเป็น "คนจน" ตามคำนิยามดังกล่าว ลดลงจาก 36% มาอยู่ที่ 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ว่าการขจัดความยากจนไม่ใช่เรื่องง่าย และนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งความยากจนบอกบีบีซีว่า นโยบายเพื่อการพัฒนาทั้งหลาย "ไม่ได้เข้าถึงกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดเท่าที่ควร"

GETTY
ความยากจนทั่วโลก

แบ่งตามภูมิภาค, ประมาณการในปี 2018

  • 656 ล้านคนมีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือต่ำกว่า

  • ใต้ทะเลทรายซาฮารา 437ล้านคน

  • เอเชียใต้121 ล้านคน

  • เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก34 ล้านคน

  • ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน26 ล้านคน

  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา25 ล้านคน

ที่มา: ธนาคารโลก

นายมาร์ติน ราวัลเลียน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและรองประธานอาวุโสธนาคารโลก บอกกับบีบีซีว่า "ปัญหาความไม่เสมอภาคทางรายได้ของประชากรโลกคือความท้าทายสำคัญที่เรากำลังเผชิญต่อจากนี้ ในเชิงความคืบหน้าของการต่อสู้กับปัญหาความยากจน และความก้าวหน้าทางสังคม"

ความเร็ว 2 ระดับ

ธนาคารโลกระบุว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะสงครามความขัดแย้ง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าในบางประเทศ

ในขณะที่จีนและอินเดียมีประชากรที่ไม่ถือว่าเป็น "คนจน" ตามคำนิยามข้างต้น รวมกันถึง 1 พันล้านคน แต่ตัวเลขของผู้ที่อยู่ในภาวะ "ยากจนอย่างยิ่ง" ในพื้นที่แถบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกากลับสูงขึ้นกว่าเมื่อ 25 ปีก่อน

นางคาโรไลนา ซานเชซ-ปาราโม ผู้อำนวยการด้านความยากจนและเสมอภาคของธนาคารโลก ระบุว่า "ในช่วงราว 1 ทศวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็นโลกที่กำลังเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว 2 ระดับ"

โดยเธอบอกกับบีบีซีว่าสาเหตุของแนวโน้มนี้มีด้วยกัน 4 ปัจจัย คือ

ความยากจนลดลง

ระหว่างปี1990 - 2015 (หน่วยล้านคน)

*ช่วงเวลาของอินเดียคือระหว่างปี 1993-2015
ที่มา: ธนาคารโลก

1. การเติบโตทางเศรษฐกิจในความเร็วที่แตกต่างกัน

นางซานเชซ-ปาราโม ระบุว่า "การเติบโตทางเศรษฐกิจในแถบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราและลาตินอเมริกามีอัตราที่เชื่องช้ากว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหรือเอเชียใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว และหากคุณรวมปัจจัยข้อนี้เข้ากับการที่หลายประเทศมีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอัตราการเกิดที่สูง สิ่งที่คุณได้ก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อหัวประชากรที่น้อยลงไปอีก"

"เมื่อเศรษฐกิจประเทศไม่เติบโต มันก็เป็นเรื่องยากมากที่จะลดปัญหาความยากจนลง" เธอกล่าว

2. การเติบโตแบบทั่วถึง (Growth inclusiveness)

ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็น "เงื่อนไขที่จำเป็น" ในการลดความยากจน แต่นี่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวของเรื่องนี้ นางซานเชซ-ปาราโม กล่าว

ในหลายประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปอย่าง "ทั่วถึงพอ" เนื่องจากธรรมชาติของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรและทุนเข้มข้น (capital-intensive industries) นั้นมักสร้างงานค่อนข้างน้อยในภูมิภาค เช่น แถบตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา

นางซานเชซ-ปาราโม บอกว่า "การใช้แรงงานคือแหล่งรายได้หลักของคนจน ดังนั้นหากไม่มีโอกาสงานสำหรับคนงานประเภทนี้ เราก็คงจะไม่ได้เห็นปัญหาความยากจนลดลง"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความยากจนมากขึ้นเมื่อประกอบกับการที่แรงงานได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น

3. การเข้าถึงสาธารณูปโภคและบริการขั้นพื้นฐาน

ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะจากการที่ประชากรมีรายได้เท่านั้น แต่ยังต้องเข้าถึงการศึกษา และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี

นางซานเชซ-ปาราโม ชี้ว่า มาเลเซียและประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีระบบที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ ส่งผลให้ความยากจนของมาเลเซียได้กลายเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2013 โดยพิจารณาจากมาตรฐานนานาชาติ

ในทางกลับกัน ในบราซิลมีการดำเนินโครงการแจกเงินให้ประชาชนผู้ยากจน ซึ่งช่วยลดอัตราความยากจนลง 21.6% ในปี 1990 มาอยู่ที่ 2.8% ในปี 2014 แต่อัตราดังกล่าวเพิ่มกลับขึ้นมาที่ 4.8% ในปี 2017

4. สงครามความขัดแย้ง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สงครามและความขัดแย้งทางการเมืองได้ทำลายความก้าวหน้าที่เคยมีมาในอดีตของบางประเทศ

"ขณะเดียวกัน ความยากจนได้กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เพราะประเทศอื่น ๆ ได้ก้าวหน้าไปก่อนแล้ว" นางซานเชซ-ปาราโม กล่าว

การกระจุกตัวของความยากจนในโลก

หน่วยล้านคน, ปี 2015

*การเมินล่าสุดคาดว่าทั้ง 2 ประเทศมีคนจนอยู่ราว 100 ล้านคน แต่ไนจีเรียกำลังจะแซงหน้า หรือได้แซงหน้าอินเดียไปแล้ว
ที่มา: ธนาคารโลก

ในปี 2015 ราวครึ่งหนึ่งของคนจนทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ใน 5 ประเทศคือ อินเดีย ไนจีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เอธิโอเปีย และบังกลาเทศ

การประมาณการหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ไนจีเรียกำลังจะแซงหน้า หรือได้แซงหน้าอินเดียไปแล้ว ในฐานะประเทศที่มีคนยากจนมากที่สุดในโลก โดยทั้ง 2 ประเทศมีคนจนอยู่ต่ำกว่า 100 ล้านคนเล็กน้อย

ภายในปี 2030 แม้หลายประเทศในแอฟริกาจะดำเนินมาตรการต่อสู้กับความยากจน แต่ประชากรเกือบ 9 ใน 10 ยังมีรายได้เลี้ยงชีพอยู่ที่วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 57 บาท) หรือต่ำกว่านั้นในแถบใต้ของทะเลทรายซาฮารา

ความยากจนลดลงในแอฟริกา

สัดส่วนผู้มีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์ฯ หรือต่ำกว่า

ประเทศลดจากมาเป็นระหว่างปี
แทนซาเนีย86%49%2000-2011
ชาด63%38%2003-2011
สาธารณรัฐคองโก53%37%2005-2011
บูร์กินาฟาโซ82%44%1998-2014
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก94%77%2004-2012
เอธิโอเปีย61%31%1999-2015
นามิเบีย31%13%2003-2015
โมซัมบิก81%62%2002-2014
รวันดา77%57%2000-2013
ยูกันดา67%42%1999-2016
เริ่มปี 1995-2005 / จบปี 2010-2019
ที่มา: ธนาคารโลก

ช่วยเหลือคนยากจนที่สุด

การลดปัญหาความยากจนให้ได้ภายในปี 2030 คือหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ แต่รายงานที่ออกมาเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าภายในกำหนดเส้นตายดังกล่าว จะยังมีประชากรที่ถือว่าเป็นคนจนตามมาตรฐานนานาชาติราว 6%

นายราวัลเลียนระบุว่านโยบายการพัฒนาในปัจจุบัน "ใช้งานได้ดีสำหรับคนจน แต่ไม่ใช่สำหรับผู้มีฐานะยากจนข้นแค้นอย่างที่สุด" และเขาเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงเพียงพอ

"การแก้ปัญหาความยากจนคือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนที่สุดอย่างช้า ๆ แต่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกที่กำลังพัฒนาในปัจจุบัน" นายราวัลเลียนกล่าว

เขาชี้ว่าประเทศร่ำรวยได้พัฒนาศักยภาพและนโยบายที่จัดให้มีสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า เช่น การศึกษา และสาธารณสุข

"นั่นคือสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนายังคงล้าหลัง ประเทศเหล่านี้ลดจำนวนคนจนได้รวดเร็วกว่า แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจนที่สุด" นายราวัลเลียนกล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายราวัลเลียน ชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาลดตัวเลขคนจนได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนที่สุดได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

ความท้าทายด้านความเสมอภาค

นายราวัลเลียน ชี้ว่า เกณฑ์บ่งชี้ความยากจนสำหรับผู้มีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือต่ำกว่านั้น เป็นเกณฑ์ที่ใช้เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคนจนที่สุดในสังคม

แต่การที่ประเทศรายได้ต่ำเริ่มร่ำรวยขึ้น แล้วขยับมาอยู่ในประเทศรายได้ปานกลาง ก็ยิ่งทำให้ความไม่เสมอภาคในสังคมเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เป็นการยากขึ้นที่คนยากจนที่สุดจะหลุดพ้นจากจุดต่ำสุดของระดับรายได้ใหม่ของประเทศ

"เราได้เห็นตัวเลขคนจน (ที่มีรายได้วันละ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือต่ำกว่า) ลดลง แต่ตัวเลขคนจนตามมาตรฐานของประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่กลับเพิ่มขึ้น" นายราวัลเลียน กล่าว "ดังนั้นปัญหาความไม่เสมอภาคที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดที่เราจะเผชิญนับจากนี้ไป ในเชิงขอความเจริญก้าวหน้า, การแก้ปัญหาความยากจน และความก้าวหน้าของสังคมโดยรวม"

ขณะที่ นางซานเชซ-ปาราโม ระบุว่า ความเสมอภาคไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องรายได้ "แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเสมอภาคทางโอกาส...ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะยากจนหรือไม่ คุณจะสามารถได้โอกาสในงานหรือการลงทุนใหม่ ๆ"

*รายงานเสริมโดย เฟอร์นานโด ดูอาร์เต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม