การไต่สวนเพื่อยื่นถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกจากตำแหน่ง มีความเป็นมาอย่างไร

  • 1 พฤศจิกายน 2019
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน (ซ้าย) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระหว่างการหารือกันเมื่อเดือน ก.ย. Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ เรื่องนี้เกิดจากการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน (ซ้าย) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เรื่องที่ว่ากันว่า อำนาจจากต่างชาติ อาจจะเป็นภัยต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยล่าสุดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้ลงมติสนับสนุนให้เริ่มกระบวนการถอดถอนนายทรัมป์อย่างเป็นทางการแล้ว

นายทรัมป์กำลังเผชิญกับกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากข้อกล่าวหาที่ว่า เขาพยายามขอความช่วยเหลือจากยูเครนอย่างไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง

เรื่องนี้มีความซับซ้อนและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ลองมาดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้

นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายด้วยการกดดันให้ผู้นำยูเครนขุดคุ้ยข้อมูลที่สร้างความเสียหายต่อคู่แข่งทางการเมืองของเขา

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เขาได้ขอให้ประธานาธิบดียูเครน สอบสวนนายโจ ไบเดน หนึ่งในตัวเต็งที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไปจากเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะว่าการขอให้ต่างชาติช่วยให้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

กระบวนการถอดถอนที่ในท้ายที่สุด อาจทำให้นายทรัมป์ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังดำเนินต่อไป

แต่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า นายทรัมป์ได้ละเมิดกฎหมาย หรือกระทำความผิดที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ส่วนตัวเขากล่าวว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

เรื่องนี้เริ่มมาจากคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ไม่ระบุนาม เมื่อเดือน ส.ค. เขาได้เขียนจดหมายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ของนายทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครนในวันที่ 25 ก.ค.

เขาระบุว่ามี "ความกังวลอย่างยิ่ง" ว่านายทรัมป์ได้ใช้ตำแหน่งประธานาธิบดีในการ "เชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง" การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020

ในเวลาต่อมา ได้มีการเปิดเผยบทสนทนาทางโทรศัพท์คร่าว ๆ โดยระบุว่า นายทรัมป์ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน สอบสวนนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเต็งที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งปีหน้า รวมถึงสอบสวนลูกชายของนายไบเดนด้วย

การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่นายทรัมป์ได้สั่งยุติการส่งเงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อมาเจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่ง ได้ให้ปากคำว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ระบุชัดเจนว่า ยูเครนต้องสอบสวนนายไบเดน สหรัฐฯ จึงจะส่งเงินช่วยเหลือก้อนนี้ให้ แต่ทำเนียบขาวปฏิเสธเรื่องนี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ฮันเทอร์ ไบเดน โจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์

นายทรัมป์และผู้สนับสนุนได้กล่าวหานายไบเดนว่า ได้ใช้อำนาจโดยมิชอบในการกดดันให้ยูเครนยุติการสอบสวนทางอาญาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อนายฮันเทอร์ ไบเดน ลูกชายของนายโจ ไบเดน ซึ่งทำงานในบริษัทพลังงานของยูเครน

แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีหลักฐานว่านายโจ ไบเดนได้ดำเนินการใด ๆ ในการจงใจเอื้อประโยชน์ให้ลูกชายของเขา และยังไม่มีหลักฐานว่านายฮันเทอร์ ไบเดน ได้กระทำความผิดด้วย

สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การสนทนาทางโทรศัพท์เป็นข้อพิสูจน์ว่านายทรัมป์ละเมิดกฎหมาย ด้วยการขอให้ต่างชาติพยายามสร้างมลทินต่อตัวนายไบเดนก่อนการเลือกตั้ง

แต่ก็มีการถกเถียงกันว่า การเชื้อเชิญให้รัฐบาลต่างชาติสอบสวนคู่แข่งทางการเมืองนั้น เป็นการกระทำความผิดที่ทำให้ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ เพิกเฉยต่อการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยระบุว่าเป็น "การล่าแม่มด"

อย่างไรก็ตาม การสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อเดือน ก.ค. ก็คือเหตุผลสำคัญที่ทางฝ่ายเดโมแครตพยายามใช้ในการขับนายทรัมป์ออกจากตำแหน่ง แต่การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ สมาชิกพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ส่วนหนึ่งจะต้องลงมติร่วมกับฝ่ายเดโมแครตด้วย

นายทรัมป์บอกว่า เขาได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีเซเลนสกี ของยูเครน เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เพื่อแสดงความยินดีที่คว้าชัยในการเลือกตั้งเมื่อไม่นานนี้ โดยนายเซเลนสกี อดีตดาราโทรทัศน์และไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมือง ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนอย่างถล่มทลายในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม