โดนัลด์ ทรัมป์ : สภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ เห็นชอบยื่นถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่งประธานาธิบดี

ทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ มีมติสนับสนุนการยื่นถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่งในฐานความผิด 2 ข้อหา คือ การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ลงมติเมื่อเวลาประมาณ 8.00 น.ตามเวลาประเทศไทย สนับสนุนการยื่นถอดถอนนายทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยข้อหาแรก คือ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มี ส.ส.ยกมือเห็นด้วย 230 เสียง ไม่เห็นด้วย 197 เสียง ส่วนข้อหาที่สอง คือ ขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส มี ส.ส.เห็นด้วย 229 เสียง ไม่เห็นด้วย 198 เสียง

หลังจากนี้ ทรัมป์จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวน โดยประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ จะเป็นประธานในกระบวนการไต่สวน และวุฒิสมาชิกจะทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุน ขณะที่ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งทนายความฝ่ายจำเลยได้

เมื่อการไต่สวนสิ้นสุด วุฒิสภาสหรัฐฯ จะลงมติ ถ้าวุฒิสมาชิกอย่างน้อย 2 ใน 3 (67%) เห็นว่า ประธานาธิบดีมีความผิด ประธานาธิบดีคนนั้นจะถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วรองประธานาธิบดีจะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่

ปฏิกิริยาแรกจากทรัมป์

นายทรัมป์ซึ่งอยู่ระหว่างการพบปะผู้สนับสนุนที่รัฐมิชิแกนเปลี่ยนประเด็นปราศรัยกลางคันหลังจากรู้ผลการโหวตของสภาล่าง แล้วพูดว่า "โอ้ ผมคิดว่าผลการโหวตออกมาแล้วนะ ปรากฏว่า ส.ส.รีพับลิกันทุกคนโหวตให้เรา"

"ว้าว ว้าว เกือบ 200 เสียง (ที่คัดค้านการยื่นถอดถอน) เราได้มา 198 ต่อ 229 เสียง สรุปว่าไม่มี ส.ส.รีพับลิกันแตกแถวสักคนเดียวและมี ส.ส.เดโมแครต 3 คนโหวตให้เรา"

"พรรครีพับลิกันไม่เคยโดนหยามขนาดนี้มาก่อน แต่รีพับลิกันก็ไม่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากเท่าครั้งนี้มาก่อนเช่นกัน"

นายทรัมป์ ยังกล่าวกับผู้สนับสนุนอีกว่า "ระหว่างที่เรากำลังสร้างตำแหน่งงานและต่อสู้เพื่อมิชิแกน ฝ่ายซ้ายในสภาคองเกรสก็ถูกความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง และความโกรธเคืองกลืนกินเข้าไปแล้ว"

ขณะที่ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์มั่นใจว่าเขาจะพ้นจากข้อครหาในขั้นกระบวนการไต่สวนของวุฒิสภา

กระบวนการถอดถอนทรัมป์มีที่มาอย่างไร

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เรื่องที่ว่ากันว่า อำนาจจากต่างชาติ อาจจะเป็นภัยต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์

นายทรัมป์กำลังเผชิญกับกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากข้อกล่าวหาที่ว่า เขาพยายามขอความช่วยเหลือจากยูเครนอย่างไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง

เรื่องนี้มีความซับซ้อนและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ลองมาดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้

นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายด้วยการกดดันให้ผู้นำยูเครนขุดคุ้ยข้อมูลที่สร้างความเสียหายต่อคู่แข่งทางการเมืองของเขา

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เขาได้ขอให้ประธานาธิบดียูเครน สอบสวนนายโจ ไบเดน หนึ่งในตัวเต็งที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไปจากเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะว่าการขอให้ต่างชาติช่วยให้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

กระบวนการถอดถอนที่ในท้ายที่สุด อาจทำให้นายทรัมป์ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังดำเนินต่อไป

แต่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า นายทรัมป์ได้ละเมิดกฎหมาย หรือกระทำความผิดที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ส่วนตัวเขากล่าวว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

เรื่องนี้เริ่มมาจากคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ไม่ระบุนาม เมื่อเดือน ส.ค. เขาได้เขียนจดหมายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ของนายทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครนในวันที่ 25 ก.ค.

เขาระบุว่ามี "ความกังวลอย่างยิ่ง" ว่านายทรัมป์ได้ใช้ตำแหน่งประธานาธิบดีในการ "เชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง" การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020

ในเวลาต่อมา ได้มีการเปิดเผยบทสนทนาทางโทรศัพท์คร่าว ๆ โดยระบุว่า นายทรัมป์ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน สอบสวนนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเต็งที่จะชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งปีหน้า รวมถึงสอบสวนลูกชายของนายไบเดนด้วย

การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่นายทรัมป์ได้สั่งยุติการส่งเงินช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อมาเจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่ง ได้ให้ปากคำว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ระบุชัดเจนว่า ยูเครนต้องสอบสวนนายไบเดน สหรัฐฯ จึงจะส่งเงินช่วยเหลือก้อนนี้ให้ แต่ทำเนียบขาวปฏิเสธเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ฮันเทอร์ ไบเดน โจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์

นายทรัมป์และผู้สนับสนุนได้กล่าวหานายไบเดนว่า ได้ใช้อำนาจโดยมิชอบในการกดดันให้ยูเครนยุติการสอบสวนทางอาญาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อนายฮันเทอร์ ไบเดน ลูกชายของนายโจ ไบเดน ซึ่งทำงานในบริษัทพลังงานของยูเครน

แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีหลักฐานว่านายโจ ไบเดนได้ดำเนินการใด ๆ ในการจงใจเอื้อประโยชน์ให้ลูกชายของเขา และยังไม่มีหลักฐานว่านายฮันเทอร์ ไบเดน ได้กระทำความผิดด้วย

สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตระบุว่า การสนทนาทางโทรศัพท์เป็นข้อพิสูจน์ว่านายทรัมป์ละเมิดกฎหมาย ด้วยการขอให้ต่างชาติพยายามสร้างมลทินต่อตัวนายไบเดนก่อนการเลือกตั้ง

แต่ก็มีการถกเถียงกันว่า การเชื้อเชิญให้รัฐบาลต่างชาติสอบสวนคู่แข่งทางการเมืองนั้น เป็นการกระทำความผิดที่ทำให้ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ เพิกเฉยต่อการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยระบุว่าเป็น "การล่าแม่มด"

อย่างไรก็ตาม การสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อเดือน ก.ค. ก็คือเหตุผลสำคัญที่ทางฝ่ายเดโมแครตพยายามใช้ในการขับนายทรัมป์ออกจากตำแหน่ง แต่การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ สมาชิกพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ส่วนหนึ่งจะต้องลงมติร่วมกับฝ่ายเดโมแครตด้วย

นายทรัมป์บอกว่า เขาได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีเซเลนสกี ของยูเครน เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เพื่อแสดงความยินดีที่คว้าชัยในการเลือกตั้งเมื่อไม่นานนี้ โดยนายเซเลนสกี อดีตดาราโทรทัศน์และไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมือง ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนอย่างถล่มทลายในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา