เรื่องราวของ อันวาร์ คองโก มือสังหารหมู่ในอินโดนีเซียที่แสดงเป็นเหยื่อของตัวเองในภาพยนตร์

  • 5 พฤศจิกายน 2019
Image copyright Final Cut For Real
คำบรรยายภาพ อันวาร์ คองโก (ขวา) ถูกถ่ายภาพ ขณะแสดงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Act of Killing ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ฆาตกรรมจำแลง

เนื้อหาบางส่วนในบทความนี้อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจ

อันวาร์ คองโก มือสังหารที่เคยฆ่าคนมานับร้อยนับพัน กำลังเต้นรำจังหวะชะชะช่า ตอนที่เพื่อนคนหนึ่งกำลังมองดูเขาอยู่

เพียงไม่นานก่อนหน้านั้น ขณะอยู่บนดาดฟ้าอาคารหลังหนึ่งในอินโดนีเซีย เขาเพิ่งสาธิตวิธีที่เขาพอใจที่สุดในการสังหารผู้คน นั่นก็คือการใช้เส้นลวดรัดคอคนเหล่านั้นจนตาย เขาชอบวิธีนี้เพราะการทุบตีให้ตายนั้นยุ่งยากจนเกินไป

คาดว่าชายรูปร่างผอมบางที่มีผมหงอกขาวโพลนผู้นี้ ได้สังหารผู้คนไปอย่างน้อย 1,000 คน บ้างก็ประเมินว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากน้ำมือของเขาน่าจะสูงกว่านั้นมาก

"ผมพยายามลืมเรื่องราวพวกนั้นทั้งหมด" เขากล่าวอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน "[ด้วยการ] เต้นรำ หาความสุข ดื่มแอลกอฮอล์บ้างเล็กน้อย แล้วก็สูบกัญชานิดหน่อย" จากนั้นเขาก็เริ่มร้องเพลง

นี่คือหนึ่งในฉากที่กระชากใจผู้ชมมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่อง The Act of Killing (ชื่อภาษาไทยว่า ฆาตกรรมจำแลง) ภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2012 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการสังหารหมู่ในศตวรรษที่ 20 เหตุการณ์หนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้

ในช่วงปี 1965-1966 การกวาดล้างทางการเมืองครั้งใหญ่หลังการก่อรัฐประหารล้มเหลว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500,000 คน ในอินโดนีเซีย โดยกองทัพได้ใช้กำลังจัดการและพุ่งเป้าไปที่ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศ

ฆาตกรรมจำแลง คือเรื่องราวของการติดตามชีวิตของอันวาร์ สมาชิกในกลุ่มมือสังหารที่ฉาวโฉ่ที่สุด ที่เข่นฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัดหลายร้อยคน หลังจากที่เขาได้รับเชิญให้ร่วมรับบทบาทนักแสดงในฉากตอนสังหารของภาพยนตร์เรื่องนี้

อันวาร์ คองโก เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวัย 78 ปี

อันวาร์ เติบโตมาในครอบครัวที่อยู่อาศัยและทำงานในพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองเมดานทางตอนเหนือของอินโดนีเซีย ทางบ้านของเขามีฐานะดี และคัดค้านการเป็นเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี 1945

เขาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 12 ขวบ และไม่นานหลังจากนั้น ก็เข้าไปพัวพันกับกลุ่มอาชญากรรมในเมืองเมดาน ในช่วงแรก เขาและเพื่อน ๆ มักจะเตร็ดเตร่อยู่แถวโรงภาพยนตร์ยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง เอาตั๋วภาพยนตร์ มาขายต่อเอากำไร

แต่ไม่นานนัก อันวาร์และเพื่อนก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่าเดิม พวกเขาขู่กรรโชกทรัพย์เรียกค่าคุ้มครองจากเจ้าของห้างร้านชาวจีน ลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมายและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันด้วย

อันวาร์มีเพื่อนชื่ออาดี ซุลกาดรี ทั้งสองถูกว่าจ้างให้เป็นมือลอบสังหาร

โจชัว โอปเพนไฮเมอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ บอกว่า "ตอนพยายามฆ่าคนครั้งแรก ทั้งสองล้มเหลวไม่เป็นท่า" เขาเล่าว่า "สองคนพยายามใช้ลูกทุเรียนฆ่าคน นั่นก็คงจะบอกได้ว่า มันไม่ได้ผล"

ในช่วงก่อนการทำรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 1965 ตามมาด้วยการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ อันวาร์และพวกกลายเป็นอาชญากรที่หาตัวจับยาก ซ้ำร้ายกว่านั้น พวกเขามีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วย

Image copyright Final Cut For Real
คำบรรยายภาพ ภาพนิ่งจากภาพยนตร์เรื่อง The Act of Killing คนกลางคือ อันวาร์ คองโก ส่วนคนขวาคือ อาดี ซุลกาดรี เพื่อนของเขา

ทหารคือผู้บงการให้สังหารหมู่ ขณะที่ผู้ลงมือคือกลุ่มอันธพาลที่เตร็ดเตร่ตามท้องถนน กับทหารพรานที่นิยมขวา ทหารได้เรียกแก๊งของอันวาร์เข้ามารับงานนี้ พวกเขาสอบปากคำ ทรมาน และสังหารผู้ต้องสงสัยฝ่ายซ้ายจัดหลายร้อยคน

แก๊งของมือสังหารเหล่านี้เป็นที่รู้จักว่าแก๊งกบ (Frog Squad) ซึ่งเป็นแก๊งปลิดชีพที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาค อันวาร์ในฐานะมือสังหาร เป็นสมาชิกที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุด

วิธีฆ่าคนที่ทางกลุ่มใช้ได้อิทธิพลมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาโปรดปรานมากที่สุดคือ ภาพยนตร์เกี่ยวกับแก๊งมาเฟียอย่าง Al Pacino และ John Wayne's Westerns

คาดว่าอันวาร์ลงมือสังหารคนด้วยตัวเองหลายร้อยคน ซัมซุล อารีฟิน ผู้ว่าการจังหวัดสุมาตราเหนือ เล่าถึงความน่ากลัวของอันวาร์ในสมัยนั้นไว้ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Act of Killing ว่า "ทุกคนต่างเกรงกลัวเขา" เขากล่าว "แค่ได้ยินชื่อก็หวาดผวาแล้ว"

การกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหดในครั้งนั้น ยังเป็นเรื่องอ่อนไหวในอินโดนีเซียจนถึงปัจจุบัน และมีผู้ถูกจำคุกโดยไม่ได้รับการไต่สวนราว 100,000 คน พวกเขาถูกโยงใยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์

ขณะที่ผู้ที่ลงมือฆ่าคนอย่างอันวาร์และแก๊งของเขา ไม่เคยถูกนำตัวมาดำเนินคดี และยังกลายเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพนับถือในกลุ่มเยาวชนปัญจศีล (Pancasila Youth) กลุ่มทหารพรานที่สนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้น กลุ่มเยาวชนปัญจศีลแตกแขนงมาจากกลุ่มมือสังหารนั่นเอง

Image copyright Final Cut For Real
คำบรรยายภาพ ภาพนิ่งจากภาพยนตร์ที่เผยให้เห็นฉากการสังหารหมู่ที่หมู่บ้านกัมปุมโกลัม (Kampung Kolam)

ในช่วงหลายปีหลังจากเหตุสังหารหมู่ อันวาร์กลับไปใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับการก่ออาชญากรรมเช่นเดิมในเมืองเมดาน เขาใช้ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่เป็นเครื่องมือทำมาหากินด้วยการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย ปล้นทรัพย์ ร่วมขบวนการรีดไถและกรรโชกทรัพย์ขนานใหญ่

ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 เขายังทำงานเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ไนต์คลับที่ใหญ่ที่สุดในเมดาน แต่ตำแหน่งนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงงานบังหน้าในการค้ายาเสพติดให้กับกลุ่มเยาวชนปัญจศีล ในองค์กรนี้ อันวาร์ถือว่าได้รับการยกย่องเชิดชูจากบทบาทการสังหารหมู่ผู้คนในช่วงทศวรรษ 1960 คนที่กระทำผิดอย่างเขาได้กลายเป็นแบบอย่างของทหารพรานรุ่นใหม่หลายล้านคน และยังได้รับการเชิดชูเป็นวีรบุรุษในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่พวกเขาบอกเล่าสืบต่อกัน

โปรดิตา ซาบารินี ถูกปลูกฝังให้เชื่อประวัติศาสตร์นี้ตอนที่เรียนที่โรงเรียน "เราถูกสอนว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งชั่วร้าย และพวกเขาไม่นับถือพระเจ้า ซึ่งเป็นการทรยศต่อชาติ" เธอกล่าวกับบีบีซี "เราไม่ตั้งคำถามในสิ่งที่เราถูกสอนที่โรงเรียน แม้แต่ตอนที่ฉันรู้ว่ามีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ฉันยังคิดว่า 'พวกเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกฆ่าก็ไม่เป็นไร'"

จนกระทั่งทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ตามตัวจนพบ อันวาร์จึงจำต้องเผชิญหน้ากับอาชญากรรมที่ก่อไว้ และสำนึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง

ตอนที่โอปเพนไฮเมอร์ พบกับอันวาร์ครั้งแรกในปี 2005 เขาพูดอย่างอวดดี อดีตมือสังหารคนนี้สาธิตวิธีลงมือฆ่าคนอย่างหน้าชื่นตาบาน

โอปเพนไฮเมอร์บอก "ผมคิดว่าการคุยโวนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะย้ำว่าสิ่งที่พวกเขากระทำไปคุ้มค่าที่จะพูดคุยโอ้อวด" แต่อันวาร์ก็ยอมเปิดเผยความรู้สึกและความเจ็บปวดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา"

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ติดตามชีวิตของอันวาร์และพวกซึ่งได้รับเชิญให้ร่วมแสดงฉากสังหารที่เคยลงมือทำเอง พวกเขาทั้งเขียนบทเองและเล่นเองโดยอาศัยแนวทางตามภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ

พวกเขามักจะล้อกันเรื่องฆ่าคนจีน "เราจะเล่าเรื่องราวที่เราทำสมัยที่เรายังหนุ่มให้ฟัง!" ในช่วงแรกอันวาร์ประกาศอย่างภาคภูมิใจ แต่ไม่นานหลังจากนั้น แรงกดดันของการต้องรับบทเป็นตัวเอกของเรื่อง ก็หนักเกินกว่าที่เขาจะรับไหว และเริ่มเผยให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

เขายอมรับว่าตัวเองต้องทุกข์ทรมานจากการฝันร้ายเป็นประจำ "ผมนอนหลับไม่สนิท บางทีอาจจะเป็นเพราะผมเคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา ตอนที่ผมใช้ลวดรัดคอคนเหล่านั้น" เขาเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

Image copyright Carlos Arango de Montis
คำบรรยายภาพ อันวาร์ คองโก ต้องขอให้หยุดถ่ายทำ ระหว่างที่เขารับบทเป็นเหยื่อในช่วงท้ายของภาพยนตร์

ในช่วงท้ายของของภาพยนตร์เรื่องนี้อันวาร์ได้เล่นเป็นเหยื่อที่เขาฆ่า พอถึงฉากที่เขาถูกลวดพันรอบคอ อันวาร์ร้องขอให้หยุดการถ่ายทำ และนั่งนิ่งไม่ไหวติง "ผมบาปไหม" อันวาร์ถามทั้งน้ำตาตอนนั่งดูตัวเองเล่นบทนี้ "ผมทำแบบนี้กับคนมากมาย"

โอปเพนไฮเมอร์ เล่าว่า "เขาไปถึงจุดที่ว่ารู้สึกถึงความผิดของตัวเองอย่างแท้จริงและเอ่ยถึงมันอย่างตรงไปตรงมา" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผมเดาว่า จุดเตือนใจของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้คือว่า มนุษย์นั้นสามารถ ทำลายตัวเองได้ด้วยการกระทำของตัวเราเอง"

อันวาร์แต่งงานตอนอายุมากแล้วและไม่มีลูก เขายังคงพัวพันกับการก่ออาชญากรรมหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องฆาตกรรมจำแลงออกฉายไปแล้ว อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับส่งผลสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้คนอินโดนีเซียคนอื่น ๆ อีกมาก

เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตที่คุณอาจสนใจ:

อินโดนีเซียห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศ แต่ก็มีการลักลอบดูกัน ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนกองทัพบางกลุ่ม ถึงกับลงมือสกัดกั้นการฉายภาพยนตร์นี้อย่างรุนแรงในสถานที่บางแห่ง

รีเบกกา เฮนช์เก อดีตบรรณาธิการบีบีซีภาคภาษาอินโดนีเซีย กล่าวว่า "ฉันได้ดูตอนที่มีการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง คนดูแน่นขนัด บรรยากาศไม่ต่างจากคอนเสิร์ตร็อก ฉันรู้สึกได้ว่ากำแพงแห่งความเงียบได้ถูกทำลายลงแล้ว"

โปรดิตา ซาบารินี ซึ่งเคยถูกบังคับให้ชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์เดียวกันที่โรงเรียน แต่เป็นการบอกเล่าจากมุมมองของฝ่ายทางการ เล่าว่า มุมมองของเธอเปลี่ยนไปทั้งหมดหลังจากได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ทหารอินโดนีเซียนายหนึ่งกำลังเฝ้าผู้ต้องสงสัยเป็นคอมมิวนิสต์ ระหว่างการกวาดล้างในอินโดนีเซีย

"ตอนที่ดูเรื่อง The Act of Killing และได้เห็นบรรดาผู้กระทำผิดคุยโวโอ้อวด มันกระทบใจฉันมากว่า ทำไมความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขาถึงผิดไปได้ขนาดนั้น แล้วฉันก็รู้สึกละอายใจที่ ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน" เธอกล่าว "ฉันละอายใจที่ฉันไม่เคยคิดตั้งคำถามมากกว่านี้"

"ฉันอยากให้ประเทศเริ่มกระบวนการบอกเล่าความจริง เพื่อที่จะได้เกิดความเป็นธรรมบางอย่างขึ้น"

ผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่บางส่วนรู้สึกไม่พอใจที่โอปเพนไฮเมอร์ให้มือสังหารอย่างอันวาร์ ได้พูดอะไรอย่างที่ต้องการในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

ขณะที่ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาคล้ายกันเรื่อง The Look of Silence ที่ออกฉายทีหลัง ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของผู้รอดชีวิต

ส่วนอีกหลายคนรู้สึกว่า ฆาตกรรมจำแลงเป็นภาพยนตร์ที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงอาชญากรรมอันเกิดจากฝีมือของของชายเหล่านี้ เบดโจ อุนตุง อดีตนักโทษการเมือง กล่าวกับบีบีซีว่า The Act of Killing (ฆาตกรรมจำแลง) เผยให้เห็น "การสังหารอย่างเหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรม ด้วยฝีมือ [ของคน] อย่างอันวาร์ คองโก ที่กระทำการโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ"

เขากล่าวด้วยว่า "น่าผิดหวังที่เขาตายไปก่อนที่จะได้รับโทษทัณฑ์"

โอปเพนไฮเมอร์ กล่าวว่า การแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ของอันวาร์อาจมีผลดีที่ไม่คาดคิดบางอย่างเกิดขึ้น "แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจ แต่เขาได้ช่วยกระตุ้นให้คนอินโดนีเซียทั้งประเทศได้ครุ่นคิดเรื่องนี้"

"เขาได้ช่วยทำให้คนในประเทศพูดถึงเรื่องนี้ เขาได้ช่วยให้โลกได้เห็นว่ามีการเข่นฆ่าเหล่านี้เกิดขึ้นจริง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม