อนุมัติหมายจับ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร กับพวกฐานร่วมกันฆ่า “บิลลี่”

  • 11 พฤศจิกายน 2019
พอละจี รักจงเจริญ Image copyright ครอบครัวรักจงเจริญ
คำบรรยายภาพ บิลลี่ ซึ่งขณะหายตัวไปมีอายุได้ 30 ปี เป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และผู้เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อีกสามคน ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

บุคคลอีก 3 คนที่ถูกออกหมายจับร่วมกับนายชัยวัฒน์ ได้แก่ นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ทั้งหมดถูกออกหมายจับโดยมีฐานความผิด 6 ข้อ นอกจากความผิดฐานร่วมกันฆ่าแล้ว ยังมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นทำให้ปราศจากเสรีภาพและเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และร่วมกันอำพรางคดี กระทำการแก่ศพ เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลในทางคดี

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นหนึ่งในคนที่พบบิลลี่ก่อนเขาหายตัวไปเมื่อ 17 เม.ย. 2557

ทั้งหมดยังมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ได้ไต่สวนพบมูลความผิดแล้ว

นายชัยวัฒน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) กล่าวว่า "ผมยังไม่ได้ข่าวว่าเขา (ดีเอสไอ) ทำอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไร" และเห็นว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

Image copyright THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไออธิบายจุดที่พบกระดูกของบิลลี่ในถังน้ำมันใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน

นายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 โดยนายชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานฯ ยอมรับว่าเขาได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้ด้วยข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมาย แต่ได้ปล่อยตัวไปในวันเดียวกัน

นับตั้งแต่นั้นไม่มีผู้พบตัวบิลลี่ ขณะที่นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้ดำเนินเรื่องให้ติดตามการหายตัวไปของบิลลี่

เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้รับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ และล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ดีเอสไอได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงการหายตัวไปของบิลลี่ คือ กระดูกกะโหลกมนุษย์ในถังขนาด 200 ลิตรที่จมอยู่ใต้น้ำ บริเวณสะพานแขวนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน การตรวจสอบพบว่ากระดูกที่พบมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่ และอนุมานเบื้องต้นว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว

Image copyright ครอบครัวรักจงเจริญ
คำบรรยายภาพ บิลลี่ ซึ่งขณะหายตัวไปมีอายุได้ 30 ปี เป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ในวันนี้ (11 พ.ย.) คณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ซึ่งมีพันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานได้พิจารณาพยานหลักฐานรวมทั้งผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และเห็นว่ามีพยานหลักฐานพอขออนุมัติต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าว

Image copyright CHARLOTTE PAMMENT/BBC
คำบรรยายภาพ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ เชื่อมั่นว่าดีเอสไอจะนำตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของสามีของเธอมาลงโทษได้

การหายตัวไปของบิลลี่เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในไทยและต่างประเทศ และเป็นประเด็นจุดประกายให้เกิดการรับรู้เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย