จีนออกกฎใหม่ให้สแกนใบหน้าผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในการลงทะเบียน เพื่อยืนยันตัวตน

  • 3 ธันวาคม 2019
คนกำลังใช้โทรศัพท์ที่ด้านนอกร้านไนกี้ในนครเซี่ยงไฮ้ Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ จีนได้พยายามมานานหลายปีแล้วในการออกกฎให้ทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตต้องใช้ชื่อจริงของตัวเอง

คนในประเทศจีนต้องถูกสแกนใบหน้าเมื่อลงทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถือใหม่ เพราะทางการต้องการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลายร้อยล้านคนทั่วประเทศ

กฎนี้ประกาศออกมาเมื่อเดือน ก.ย. และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา

รัฐบาลระบุว่า ต้องการ "ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของพลเมืองในโลกไซเบอร์"

ขณะนี้จีนได้ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการสำรวจประชากรแล้ว จีนเป็นผู้นำโลกในเทคโนโลยีประเภทนี้ แต่การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดการถกเถียงกันขึ้น

กฎใหม่คืออะไร

ปัจจุบันตอนลงทะเบียนเพื่อใช้โทรศัพท์ใหม่หรือทำสัญญาในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์ ประชาชนจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนอยู่แล้ว (เช่นเดียวกับในหลายประเทศ) และต้องถูกถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย

แต่ตอนนี้พวกเขาจะต้องถูกสแกนใบหน้าด้วย เพื่อตรวจสอบว่าเป็นคน ๆ เดียวกับในบัตรประจำตัวประชาชน

จีนได้พยายามนำกฎนี้มาใช้กับทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตมานานหลายปีแล้ว เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใช้ชื่อจริงของตัวเองในโลกออนไลน์

ยกตัวอย่างในปี 2017 มีการออกกฎใหม่หลายข้อที่กำหนดให้บริการหลายอย่างทางอินเทอร์เน็ตต้องตรวจสอบเอกลักษณ์ที่แท้จริงของผู้ใช้งานก่อนอนุญาตให้พวกเขาโพสต์เนื้อหาทางออนไลน์ได้

กฎใหม่สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมถูกกำหนดขึ้นมาโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นช่องทางในการทำให้ระบบนี้ "เข้มแข็งขึ้น" และรัฐบาลสามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทุกคนได้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ในจีน เข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

เจฟฟรี ติง นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า หนึ่งในแรงจูงใจของจีนในการกำจัดผู้ใช้งานนิรนามให้หมดไปทั้งในการใช้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตคือ การเพิ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์และลดการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

แต่เขากล่าวว่า แรงจูงใจที่เป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ การตามแกะรอยประชาชนได้ดีขึ้น "มันเกี่ยวข้องกับการผลักดันจากส่วนกลางที่พยายามจะตามเฝ้าดูทุกคน หรืออย่างน้อยนั่นก็คือความปรารถนาที่จีนต้องการ"

ประชาชนกังวลไหม

ตอนที่มีการประกาศกฎนี้เมื่อเดือน ก.ย. สื่อจีนไม่ได้เห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในโลกออนไลน์ ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายร้อยคนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่ทางการเก็บข้อมูลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น

"ผู้คนกำลังถูกจับตามองอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่อย ๆ" หนึ่งในผู้ใช้งานเวยโป๋กล่าว "พวกเขา [รัฐบาล] กลัวอะไรกัน"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ผู้ประท้วงในฮ่องกงหลีกเลี่ยงการสอดแนมของตำรวจอย่างไร

อีกหลายคนโอดครวญว่า มีการละเมิดข้อมูลจำนวนมากเกินไปแล้วในจีน "ก่อนหน้านี้ ขโมยรู้ว่าคุณชื่ออะไร ต่อไปพวกเขาจะรู้ด้วยว่าคุณหน้าตาเป็นยังไง" ผู้ใช้งานคนหนึ่งระบุ และมีคนเข้ามากดไลก์กว่า 1,000 คน ผู้ใช้งานอีกคนได้วิจารณ์นโยบายนี้ว่า "เรื่องนี้กำลังถูกนำมาปฏิบัติโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสาธารณชน"

ผู้ใช้งานอีกคนบอกว่า เขามักจะได้รับโทรศัพท์หลอกลวงจากคนที่รู้ชื่อและที่อยู่ของเขา จากนั้นได้ถามต่อว่า "ตอนนี้ พวกเขาจะรู้ไหมว่า ฉันหน้าตาเป็นอย่างไร"

แต่หลายคนก็ไม่ได้แสดงการต่อต้านมากนัก โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับ "ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี"

จีนมีการตรวจสอบและควบคุมเว็บไซต์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว มีการลบและปิดกั้นเนื้อหาที่ทางการไม่ต้องการให้ประชาชนเห็นและพูดถึง

มีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในจีนมากแค่ไหน

จีนมักถูกเรียกว่า เป็นรัฐสอดแนม โดยในปี 2017 มีการติดกล้องวงจรปิดทั่วประเทศ 170 ล้านตัว และมีเป้าหมายจะติดอีก 400 ล้านตัวภายในปี 2020

จีนกำลังติดตั้งระบบ "ความน่าเชื่อถือทางโซเชียล" (social credit) เพื่อเก็บคะแนนด้านการปฏิบัติตัวและการมีปฏิสัมพันธ์ของพลเมืองทุกคนเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน

โดยจีนมีเป้าหมายว่า ในปี 2020 พลเมืองทุกคนในจีนจะต้องลงทะเบียนในฐานข้อมูลแห่งชาติ เพื่อเก็บข้อมูลของรัฐและข้อมูลการเงิน จากนั้นทางการจะ "จัดอันดับ" ให้พลเมืองแต่ละคน

การจดจำใบหน้ามีบทบาทสำคัญในระบบสอดแนมและได้รับการชื่นชมว่า ช่วยให้จีนจับตัวผู้หลบหนีคดีได้ ปีที่แล้ว สื่อรายงานว่า ตำรวจสามารถแยกตัวคนหนีคดีออกมาจากฝูงชน 60,000 คนได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีนี้

นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานในปีนี้ว่า ในภูมิภาคซินเจียงทางตะวันตกของจีน ซึ่งมีชาวมุสลิมอุยกูร์ราว 1 ล้านคน และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ถูกควบคุมตัวในค่ายที่ทางการเรียกว่า "ค่ายให้การศึกษา" ได้ใช้กล้องสอดแนมที่ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในการแกะรอยชาวอุยกูร์โดยเฉพาะ โดยอ้างอิงข้อมูลด้านรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา

แต่การจดจำใบหน้ากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน และการทำธุรกรรมการค้าในจีน เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีการใช้งานเทคโนโลยีนี้เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ในการชำระเงินในร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสียที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ในปีนี้ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ฟ้องร้องสวนสัตว์ว่า บังคับใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากับผู้เยี่ยมชมสวนสัตว์ทุกคน ทำให้เกิดอภิปรายกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การเก็บข้อมูลพลเมืองขนานใหญ่ของทางการจีน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
จีนระบุ ไม่มีคุก มีแต่ศูนย์ฝึกอบรมในซินเจียง และคนเต็มใจเข้ามาเพื่อ 'เปลี่ยนแนวคิด'

ในเดือน ก.ย. รัฐบาลจีน ระบุว่า มีแผนที่จะ "จำกัดและควบคุม" การใช้งานเทคโนโลยีจดจำใบหน้าในโรงเรียน หลังจากมีรายงานว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ในการตรวจตราการเข้าชั้นเรียนและพฤติกรรมของนักศึกษา

นายติง กล่าวว่า มีความชัดเจนว่าพบข้อเสียเพิ่มมากขึ้นหลังมีนำการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าไปใช้งานอย่างกว้างขวาง

เขากล่าวว่า จากที่เคยมีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความกังวลเรื่องจะมีการขโมยข้อมูล การล้วงข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ชอบของบริษัทเพื่อการพาณิชย์ต่าง ๆ ตอนนี้ประชาชนดูเหมือนจะเริ่มวิจารณ์เกี่ยวกับการที่รัฐบาลจีนอาจใช้เทคโนโลยีนี้ในการแกะรอยประชาชนมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม