เคล็ดลับอ่านหนังสือเร็ว 100,000 คำภายใน 5 นาที ทำได้จริงหรือหลอกลวง ?

  • 4 ธันวาคม 2019
เด็กจีนกรีดพลิกหน้าในหนังสือ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บรรดาผู้เผยแพร่เคล็ดลับอ่านเร็วแบบควอนตัม อ้างว่าสามารถฝึกให้เด็กอ่านหนังสือได้มากถึงหนึ่งแสนคำภายในห้านาที

เวลาที่ต้องเร่งอ่านหนังสือสอบหรืออ่านเอกสารกองโต หลายคนคงนึกอยากให้ตัวเองมีความสามารถพิเศษ แค่กวาดตาเพียงแวบเดียวก็อ่านจับใจความไปได้หลายหน้า ทำให้ทบทวนตำราหรือทำงานเอกสารได้มากและง่ายกว่าคนอื่น ความต้องการแบบนี้เองที่ทำให้มีผู้เสนอคอร์สฝึกทักษะอ่านเร็วแบบเหลือเชื่อขึ้นในประเทศจีน โดยอ้างว่าผู้เรียนจะสามารถอ่านได้เร็วถึงหนึ่งแสนคำภายในเวลาเพียงห้านาทีเท่านั้น

ในการแข่งขันอ่านเร็วชิงแชมป์ยุโรปเมื่อปี 2018 นายแดน ฮอลโลเวย์ ชาวอังกฤษ คว้าชัยชนะด้วยสถิติที่ 1,700 คำต่อนาที แต่ศูนย์กวดวิชาหลายแห่งในจีนทุกวันนี้ กลับอวดอ้างว่าสามารถฝึกเด็ก ๆ ให้อ่านได้ว่องไวกว่านั้นมาก ซึ่งทำให้ความเร็วในการอ่านของนายฮอลโลเวย์เป็นเรื่องน่าขันระดับอนุบาลไปทันที

เทคนิคการอ่านน่ามหัศจรรย์นี้เรียกว่า "การอ่านเร็วแบบควอนตัม" ซึ่งได้สร้างกระแสฮือฮาขึ้นในแวดวงการศึกษาของจีน พร้อมกับข้อถกเถียงว่าเคล็ดลับดังกล่าวสามารถจะทำได้จริงหรือไม่ หลังจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เด็กนักเรียนหลายคนพลิกหน้าหนังสืออ่านอย่างรวดเร็วปานลมพัดในการแข่งขันที่กรุงปักกิ่ง

เก่งจนน่าสงสัย ทำให้ทางการต้องสอบสวน

ในการแข่งขันที่ว่านี้ บรรดาเด็กนักเรียนที่ผ่านการฝึกอ่านเร็วแบบควอนตัม ต่างพลิกหน้าหนังสืออ่านอย่างว่องไวเหมือนสับไพ่ โดยครูผู้สอนและกลุ่มองค์กรที่เผยแพร่เคล็ดลับนี้บอกว่า ถ้าพลิกหน้าหนังสืออ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อหาก็จะเริ่มปรากฏขึ้นเป็นภาพในสมองของผู้อ่าน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม นักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์เทคนิคดังกล่าวว่าเป็นเพียง "เรื่องหลอกลวง" และ "วิทยาศาสตร์เทียม" (Pseudoscience) เป็นเหตุให้สำนักงานการศึกษาท้องถิ่นของเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ออกคำสั่งห้ามนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเข้าเรียนหลักสูตรการอ่านเร็วแบบควอนตัมเด็ดขาด ทั้งยังดำเนินการสอบสวนองค์กรที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของจีนบางรายระบุว่า เทคนิคการอ่านเร็วแบบนี้ไม่สมเหตุสมผล ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือรองรับ ทั้งมีการโฆษณาที่ชวนให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หลักสูตรสอนเทคนิคอ่านเร็วแบบควอนตัมก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมทางสังคมบางประการ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การที่คนทั่วไปมีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์น้อย ทำให้คอร์สสอนอ่านเร็วแบบควอนตัมเป็นที่นิยมในจีน

พ่อแม่เป็นกังวล กลัวลูกเรียนไม่เก่ง-ไม่ทันเพื่อน

สังคมจีนมีการแข่งขันด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพสูง ทำให้บรรดาพ่อแม่กลัวว่า ลูกของตนเองจะพลาดโอกาสในการได้ความรู้หรือทักษะพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ก้าวทันหรือแม้กระทั่งล้ำหน้าเด็กคนอื่น ๆ ในเรื่องการเรียนได้

อันที่จริงแล้ว เทคนิคการอ่านเร็วแบบควอนตัมถูกพัฒนาขึ้นโดยยูมิโกะ โทบิทานิ ครูชาวญี่ปุ่น โดยตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรกเมื่อปี 2006 สื่อมวลชนจีนรายงานว่า มีองค์กรที่เปิดสอนเทคนิคดังกล่าวตามเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่นที่กรุงปักกิ่ง เมืองเซินเจิ้น เมืองกวางโจวและหางโจว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ค่าเรียนสำหรับคอร์สเทคนิคอ่านเร็วที่แพงที่สุดอาจสูงถึงกว่า 4 แสนบาท

ผู้แทนศูนย์ฝึกอบรมแห่งหนึ่งในนครเฉิงตู ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Cover News ว่าค่าเรียนคอร์สอ่านเร็วแบบควอนตัมมีสนนราคาที่แพงลิบลิ่ว ตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท ไปจนถึงราว 260,000 บาท ส่วนหลักสูตรพิเศษระดับสูงนั้น ผู้เรียนอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายถึงกว่า 400,000 บาทเลยทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะเห็นดีเห็นงามกับหลักสูตรมหัศจรรย์นี้ไปทั้งหมด ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตั้งข้อสงสัยและแสดงความเห็นล้อเลียนพ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้ลูกสมัครเรียนเทคนิคดังกล่าว

เซี่ยง ปิงฉี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ในกรุงปักกิ่งบอกกับบีบีซีว่า วิธีการอ่านเร็วแบบนี้ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มารองรับ ทั้งยังสวนทางกับหลักการพื้นฐานของการศึกษาโดยทั่วไปอีกด้วย แต่มันก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีนเพราะ "พ่อแม่ต่างเป็นกังวลเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของลูก และหวังจะหาทางลัดให้ลูกได้ประสบความสำเร็จสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ "

เคยมีรายงานถึงกรณีที่คล้ายกันมาแล้วในปี 2018 เมื่อหนังสือพิมพ์ "เยาวชนจีนรายวัน" (China Youth Daily ) เผยแพร่เทคนิค "ปิดตาอ่านหนังสือ" ซึ่งผู้สอนอ้างว่าใช้การสั่นพ้องของคลื่นสมองในรูปแบบเสียง เข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไพเนียล (Pineal gland) หรือต่อมไร้ท่อที่อยู่เหนือสมองทำงาน ส่งผลให้ผู้อ่านรับรู้ถึงภาพวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งถ้อยคำและรูปแบบของเนื้อหาในหนังสือได้ แม้ในขณะที่มีผ้าผูกปิดตาอยู่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาวะการแข่งขันสูงในจีน ทำให้พ่อแม่กังวลเรื่องผลการเรียนของลูกและลงทุนกับการกวดวิชาเพิ่มขึ้น

"พ่อแม่อยากมีลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ ทำให้เต็มใจทุ่มเงินจ่ายค่าฝึกทักษะพิเศษ ซึ่งตนเองเชื่อว่าจะสามารถเสกให้ลูกฉลาดเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน" รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาฯ ของจีนกล่าว

"พ่อแม่กลัวว่าหากลูกพลาดโอกาสไปเพียงครั้งเดียว จะทำให้ตามไม่ทันเพื่อน พวกเขาอาจจะไม่ปักใจเชื่อในเทคนิคพิสดารนี้อย่างเต็มที่ แต่ก็กลัวว่าหากมันเกิดได้ผลจริงขึ้นมา และลูกของตนไม่ได้ฝึกได้เรียนกับเขา ก็จะเสียเปรียบเด็กอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งได้"

สังคมจีนขาดความรู้เท่าทันทางวิทยาศาสตร์

จู เจาหุ้ย นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งชาติจีนบอกกับบีบีซีว่า การขาดความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวจีนจำนวนมากไม่รู้เท่าทันและหลงเชื่อคำอวดอ้างที่เป็นเพียงวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience) ซึ่งหมายถึงความเชื่อหรือข้อปฏิบัติที่แสร้งแสดงตนว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งที่จริงแล้วไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้สนับสนุน และไม่สามารถพิสูจน์หรือตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้

ผลการสำรวจเมื่อปีที่แล้วพบว่า ประชากรจีนเพียง 8.5% เท่านั้นที่มีความรู้เท่าทันทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากสถิติ 1.6% เมื่อปี 2005

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ระบบประเมินผลการศึกษาของจีนเน้นใช้เกรดเป็นตัวตัดสินที่สำคัญที่สุด

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) นิยาม "ความรู้เท่าทันทางวิทยาศาสตร์" ไว้ว่า "ความสามารถที่จะเข้าใจประเด็นซึ่งเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ด้วยความรู้ความคิดทางวิทยาศาสตร์ ทั้งสามารถวิเคราะห์และวิจารณ์ในฐานะพลเมืองได้"

จู เจาหุ้ย กล่าวย้ำว่า "พ่อแม่ผู้ปกครองที่ถูกหลอก เชื่อว่าข้อมูลที่พิมพ์ลงบนหน้ากระดาษ จะสามารถถ่ายทอดเข้าไปในสมองมนุษย์ได้ด้วยวิธีการทางควอนตัม ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง"

ด้านเซี่ยง ปิงฉี แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า สังคมจีนอาจป้องกันไม่ให้กรณีหลอกลวงต้มตุ๋นทางการศึกษาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ด้วยการใช้นโยบายควบคุมตรวจสอบศูนย์กวดวิชาและองค์กรที่จัดการฝึกทักษะแปลก ๆ เหล่านี้อย่างเข้มงวดกวดขันขึ้น

นอกจากนี้ การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบวัดประเมินผลการศึกษา รวมทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันเน้นใช้เกรดเป็นตัวชี้วัดสำคัญเพียงอย่างเดียว จะช่วยให้โอกาสทางสังคมเปิดกว้างมากขึ้น ส่วนนักเรียนและผู้ปกครองก็ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขันทางวิชาการอีกต่อไป แต่จะมีช่องทางได้พัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ที่หลากหลายขึ้นด้วย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม