เหตุการณ์เด่นรอบโลกที่เกิดขึ้นในปี 2019 มีอะไรบ้าง

  • 22 ธันวาคม 2019
รวมภาพเหตุการณ์ Image copyright Reuters/GettyImages/BBC
คำบรรยายภาพ บีบีซีไทยรวบรวมเหตุการณ์สำคัญในปี 2019 ตั้งแต่การประท้วงยืดเยื้อในฮ่องกง ไปจนถึงไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดามในฝรั่งเศส

ปี 2019 เกิดเหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกหลายเหตุการณ์ บีบีซีไทย รวบรวมเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในปีนี้

การประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง เพลิงไหม้มหาวิหารนอเทรอดามอันเก่าแก่ของฝรั่งเศส ไปจนถึงความวุ่นวายและซับซ้อนในกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปที่ยังไม่เป็นไปตามแผนของสหราชอาณาจักร จนต้องเจรจาขอเลื่อนเส้นตายหลายครั้ง

นี่คือเหตุการณ์สำคัญในปี 2019

1.ประท้วงฮ่องกง

เหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกต่อเนื่องยาวนานที่สุดในปีนี้ หนีไม่พ้นการประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง การประท้วงนี้มีชนวนมาจากการนำร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่เข้าสู่การอภิปรายในสภานิติบัญญัติ หากผ่านการรับรอง จะส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยในฮ่องกงถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในจีนแผ่นดินใหญ่ได้

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ผู้ประท้วงเดินออกมาเดินขบวนบนท้องถนนในย่านหยุ่นหลง ซึ่งเป็นเขตของชนชั้นแรงงานทางเหนือของฮ่องกง

ประชาชนในฮ่องกงจึงออกมาประท้วงตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2019 เพราะกังวลว่า จะมีการใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกง ระหว่างการชุมนุมประท้วง มีการปะทะกันอย่างรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง ตำรวจยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาใส่ และบางครั้งก็ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ประท้วงด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมอย่างกลุ่มชายสวมหน้ากากออกมาไล่ทำร้ายผู้ชุมนุมที่สถานีรถไฟใต้ดินหยุ่นหลง

ผู้ประท้วงนัดกันออกมาประท้วงในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยในช่วงที่มีผู้คนออกมาร่วมชุมนุมมากที่สุด ทางผู้จัดการประท้วงอ้างว่า มีคนออกมามากถึง '1 ล้านคน' แรงกดดันนี้ทำให้นางแคร์รี แลม หัวหน้าผู้บริหารเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ต้องถอนร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นทางการออกจากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา แต่การประท้วงได้บานปลายกลายเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยและเรียกร้องให้นางแลมลาออกจากตำแหน่ง ทำให้การประท้วงครั้งนี้กลายเป็นวิกฤตการณ์ครั้งเลวร้ายที่สุดของฮ่องกง นับแต่เกาะแห่งนี้ถูกส่งมอบกลับคืนสู่การปกครองของจีนเมื่อปี 1997

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ประท้วงฮ่องกง: กลุ่มชายเสื้อขาวทำร้ายผู้ชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตย

แม้จีนให้อิสระฮ่องกงในการปกครองตัวเองภายใต้หลักการที่เรียกว่า 1 ประเทศ 2 ระบบ ไปจนถึงปี 2047 แต่ชาวฮ่องกงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกผู้นำของตัวเองโดยตรง และนี่คือหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของผู้ประท้วงที่ยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจีนจะยอมอ่อนข้อให้

ในปีนี้ ยังมีการประท้วงใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในอีกหลายแห่งทั่วโลก ทั้งการประท้วงต่อต้านระบบบำนาญใหม่ของฝรั่งเศส การประท้วงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในชิลี อิรัก เลบานอน นอกจากนี้ยังมีการประท้วงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วย อย่างเช่นการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็กซ์ติงก์ชันรีเบลเลียน

ข่าวการประท้วงอื่น ๆ ที่คุณอาจสนใจ:

2.วิกฤตเวเนซุเอลา

ส่วนในอีกฝั่งหนึ่งของโลก เวเนซุเอลา ประเทศที่เคยร่ำรวยที่สุดในลาตินอเมริกา เผชิญวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งทะยาน กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วประเทศ ซึ่งขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรค และไฟฟ้า วิกฤตนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย สหประชาชาติระบุว่า ตั้งแต่ปี 2014 มีชาวเวเนซุเอลาเดินทางออกจากประเทศแล้ว 3 ล้านคน ส่วนใหญ่แล้วเดินทางเข้าไปยังโคลอมเบียประเทศเพื่อนบ้านก่อนจะไปยังเอกวาดอร์ เปรู และชิลี และส่วนอื่น ๆ เดินทางไปบราซิล

ช่วงเดือน ม.ค. 2019 นายฮวน กุยโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ประกาศตัวเป็นประธานาธิบดีรักษาการ และบอกว่าตัวเขามีอำนาจบริหารประเทศแทนประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ขณะที่ผู้ชุมนุมหลายพันคนประท้วงเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีมาดูโร ลาออก ด้านสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนนายกุยโด ขณะที่รัสเซียและจีนต่อต้าน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เมื่อเงินทองไร้ค่า คนเวเนซุเอลาต้องเอาข้าวของมาแลกเปลี่ยนกัน

จากนั้นเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นายกุยโด พยายามที่จะขนส่งอาหารและยาซึ่งจัดหาโดยสหรัฐฯ เข้าไปในประเทศโดยสันติ ผ่านพรมแดนที่ติดกับโคลอมเบียและบราซิล แต่นายมาดูโร ส่งกองกำลังทหารไปสกัดไว้ ประชาชนที่พยายามเดินทางข้ามพรมแดนไปขนอาหารและยากลับมา ถูกทหารยิงด้วยกระสุนจริงและกระสุนยาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย

วิกฤตที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนจนถึงขั้น ทำให้บางช่วงไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ติดต่อกันนานหลายวัน ประชาชนต้องตระเวนนำภาชนะต่าง ๆ ไปรองน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแม้แต่น้ำที่เจิ่งนองอยู่บนท้องถนน และน้ำจากท่อระบายน้ำเสีย

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ทำให้เงินโบลิวาร์แทบจะกลายเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่ไร้ค่า งานวิจัยที่ทำขึ้นโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นถึง 1,300,000% ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือน พ.ย. 2018 และภายหลังจากทางการออกธนบัตรสกุลโบลิวาร์แบบใหม่โดยมีการตัดจำนวนเลขศูนย์ลง 5 หลัก เงินสดได้กลายเป็นของหายากในประเทศนี้ ส่งผลให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งพาวิธีการอันเก่าแก่ในการยังชีพ นั่นคือการเอาข้าวของมาแลกเปลี่ยนกัน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เวเนซุเอลาเผชิญวิกฤตขาดแคลนไฟฟ้า

เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก แต่ในช่วงที่อยู่ภายใต้การบริหารประเทศของ อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 และ ประธานาธิบดีมาดูโร เวเนซุเอลาเผชิญทั้งการทุจริต การบริหารจัดการที่ผิดพลาด และหนี้สูง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังทลาย ประธานาธิบดีชาเวซ ถือโอกาสช่วงที่มีรายได้มากจากการค้าขายน้ำมันช่วงปี 2000 กู้ยืมเงินมหาศาลและยอดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็พุ่งสูงขึ้น และจากนั้นในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของนายมาดูโร เศรษฐกิจเวเนซุเอลาก็ร่วงดิ่งลง

3.กระบวนการถอดถอนทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง หลังจากเสียงข้างมากเกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. เห็นชอบให้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ทรัมป์เรียกกระบวนการถอดถอนนี้ว่า "การพยายามทำรัฐประหาร" และ "การล่าแม่มด"

เสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนฯ เห็นว่า นายทรัมป์กระทำผิดใน 2 ข้อหา คือ

1) ใช้อำนาจในทางมิชอบจากกรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่า พยายามกดดันยูเครนให้สอบสวนนายโจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครต คู่แข่งทางการเมืองในการลงชิงชัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2020

2) ขัดขวางการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากการที่ไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนในกระบวนการยื่นถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง

การไต่สวนอย่างเปิดเผยครั้งแรกเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายเดโมแครตครองเสียงส่วนใหญ่ ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ฝ่ายรีพับลิกัน ปฏิเสธแข็งขันว่าไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด

นายทรัมป์ยังได้เขียนจดหมายความยาว 6 หน้า ส่งถึงนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ จากพรรคเดโมแครต ในคืนวันก่อนที่สภาผู้แทนฯ จะลงมติ เขาเรียกกระบวนการถอดถอนนี้ว่า "การพยายามทำรัฐประหาร" และ "การล่าแม่มด"

ขั้นตอนต่อไป ในเดือน ม.ค. 2020 เขาจะต้องเผชิญการไต่สวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายรีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ และจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนว่า เขามีความผิดอย่างน้อย 2 ใน 3 ของวุฒิสมาชิก จึงจะส่งผลให้นายทรัมป์ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งมาก่อน และหากพิจารณาจากการที่ฝ่ายรีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา การถอดถอนนายทรัมป์ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

4.เลื่อนเบร็กซิท

ปัญหาทางการเมืองในรัฐสภาที่ยืดเยื้อมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้คือ การลงมติรับรองข้อตกลงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือที่เรียกว่า เบร็กซิท (Brexit) เรื่องนี้ได้สร้างความวุ่นวายในสภาผู้แทนฯ ของอังกฤษ จนทำให้รัฐมนตรีหลายคนลาออก รวมถึงนางเทรีซา เมย์ ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ หลังจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนฯ ไม่รับรองร่างกฎหมายข้อตกลงเบร็กซิท ที่เธอเจรจากับทางสหภาพยุโรปถึง 3 ครั้ง ติดต่อกัน ทำให้เธอต้องเจรจาขอให้ทางสหภาพยุโรปเลื่อนเส้นตายเบร็กซิทหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเบร็กซิทแบบไร้ข้อตกลง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
การเมืองสหราชอาณาจักรกำลังร้อนระอุเรื่องเบร็กซิท

จากนั้นนายบอริส จอห์นสัน ซึ่งมีจุดยืนที่สนับสนุนเบร็กซิทมาตั้งแต่ต้น และเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เขาได้เดินหน้าเจรจาจนบรรลุข้อตกลงเบร็กซิทฉบับใหม่กับทางสหภาพยุโรปในช่วง กลางเดือน ต.ค.

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
บอริส จอห์นสัน ทำอย่างไรให้ชนะใจผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

รัฐสภาสหราชอาณาจักรต้องประชุมรัฐสภาในวันเสาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 37 ปี ในวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่ออภิปรายและลงมติข้อตกลงเบร็กซิท แต่ปรากฏว่า ส.ส. ส่วนใหญ่สนับสนุนคำแปรญัตติที่เสนอโดยเซอร์โอลิเวอร์ เล็ตวิน ส.ส. อิสระ ซึ่งเสนอให้ "ยับยั้งการรับรอง" ข้อตกลงเบร็กซิทของนายบอริส จอห์นสัน จนกว่าจะมีการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน ส่งผลให้นายจอห์นสัน ต้องขอเลื่อนเส้นตายเบร็กซิทจากเดิม 31 ต.ค. ซึ่งในเวลาต่อมาทางสหภาพยุโรปได้อนุญาตให้เลื่อนออกไปเป็นภายใน 31 ม.ค.

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อตกลงฉบับนายจอห์นสันคือ การจัดตั้งจุดตรวจศุลกากรระหว่างไอร์แลนด์เหนือ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร) และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) โดยด่านศุลกากรจะตั้งอยู่ระหว่างเกาะบริเตนใหญ่และเกาะไอร์แลนด์ ตรวจตราสินค้าก่อนเข้าไอร์แลนด์เหนือ

นายจอห์นสัน ได้ประกาศจัดเลือกตั้งทั่วไปใหม่วันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา และนำพาพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ได้จำนวน ส.ส. ในสภาฯ 365 คน จากทั้งหมด 650 คน คาดว่าสภาผู้แทนฯ สหราชอาณาจักร จะลงมติสนับสนุนข้อตกลงเบร็กซิทของเขาในช่วงต้นเดือน ม.ค. ส่งผลให้สหราชอาณาจักรจะต้องออกจากสหภาพยุโรปภายในเส้นตาย 31 ม.ค. 2020

5.ไฟป่าแอมะซอน

เหตุการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในปีนี้ได้แก่ ไฟไหม้ป่าแอมะซอน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ปอดของโลก" เพราะต้นไม้นับล้านล้านต้นที่ป่าแห่งนี้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลในช่วงหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและยังช่วยสร้างออกซิเจนให้แก่โลกใบนี้ด้วย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าปริมาณการเกิดไฟป่าในแอมะซอนเพิ่มขึ้นถึง 83% จากปีที่แล้ว

เหตุไฟป่าเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ป่าฝนผืนใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ซึ่งเว็บไซต์ britannica ระบุว่ามีพื้นที่ 6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 12 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย แต่ปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าปกติ สถาบันวิจัยด้านอวกาศแห่งชาติบราซิล (INEP) เปิดเผยว่าข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าปริมาณการเกิดไฟป่าในแอมะซอนเพิ่มขึ้นถึง 83% จากปีที่แล้ว

INEP ระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค.-ส.ค. 2019 ตรวจพบการเกิดไฟป่าในป่าแอมะซอนมากถึง 72,000 จุด ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้ามีไฟป่าเกิดขึ้น 40,000 ครั้ง ขณะที่บรรดานักอนุรักษ์ต่างพากันโจมตีประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล ว่าสนับสนุนให้มีการทำไม้และถางป่าเพื่อทำการเกษตร

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไฟป่าที่เผาผลาญแอมะซอน อาจส่งผลให้ "ปอดของโลก" แห่งนี้ไม่สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากเช่นเดิมอีกต่อไป และจะส่งผลให้การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศทำได้ยากขึ้น ป่าแห่งนี้ยังทำให้เกิดฝนสำหรับทำการเกษตรในอเมริกาใต้ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า พืชพรรณ และผู้คนนับล้าน

6.เพลิงไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

เหตุการณ์เกี่ยวกับเพลิงไหม้ที่สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เพลิงไหม้มหาวิหารนอเทรอดามในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ศาสนสถานเก่าแก่อายุ 850 ปี เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2019

เพลิงไหม้เริ่มลุกลามมาจากด้านในบริเวณใกล้กับยอดแหลมของมหาวิหารนอเทรอดามเมื่อเวลาประมาณ 18.43 น. ตามเวลาท้องถิ่น พนักงานดับเพลิงราว 500 คน ถูกส่งมาควบคุมเพลิง เปลวเพลิงลุกลามเผาไหม้หลังคาไปทางตะวันออกและทางตะวันตก เวลาผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ ยอดแหลมก็พังถล่มลงมาหลังไฟลามไปถึงยอด กว่าที่เพลิงจะมอดสนิทก็ล่วงเลยมาถึงเวลา 10.00 น. ของวันต่อมา

Interactive ความรุนแรงของเพลิงไหม้

ระหว่างเพลิงไหม้

วิหารนอเทรอดาม 15 เม.ย. 2019

ก่อนเพลิงไหม้

วิหารนอเทรอดามก่อนเกิดเพลิงไหม้

ยอดแหลมนี้ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่อันเดิมในศตวรรษที่ 19 ระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณ์ก่อนหน้านี้ มันทำจากไม้โอ๊ก และเคลือบด้วยตะกั่ว ส่วนหลังคาเป็นโครงตาข่ายที่ทำจากไม้ โดยจำนวนมากมีอายุย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 13 เพดานหินโค้งซึ่งอยู่ภายใต้หลังคา ดูเหมือนจะรอดจากเพลิงไหม้ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมันช่วยปกป้องพื้นที่ด้านในตัววิหารไม่ให้ถูกเพลิงเผาผลาญ

Interactive หลังคาวิหารนอเทรอดามพังถล่ม

หลังคาเริ่มถล่มลงมา

หลังคาเหนือบริเวณที่นั่งของบาทหลวงและนักร้องของโบสถ์พังถล่ม

ไฟเริ่มลุกลามไปทั่วหลังคา

Image of the fire spreading east along the roof

7.เหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ

นอกจากเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในปีนี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญอื่น ๆ อีกหลายอย่างเกิดขึ้น รวมถึง การที่ตุรกีส่งกำลังทหารบุกข้ามพรมแดนเข้าไปทางตอนเหนือของซีเรีย เมื่อเดือน ต.ค. 2019 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของตุรกีในการสร้าง "เขตปลอดภัย" ขึ้น เพื่อที่จะย้ายผู้ลี้ภัยชาวเคิร์ดราว 2 ล้านคนในตุรกีเข้ามาอยู่ที่นี่ และกำจัดนักรบชาวเคิร์ดออกไป

การโจมตีนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกจากทางตอนเหนือของซีเรียอย่างฉับพลันโดยไม่มีใครคาดคิด แต่ต่อมารัสเซียได้เข้ามาเจรจากับตุรกี และเห็นชอบร่วมกันในสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเรียกว่า เป็นข้อตกลง "ประวัติศาสตร์" ที่มีเป้าหมายในการรักษากองกำลังชาวเคิร์ดให้อยู่ห่างจากพรมแดนของซีเรียที่ติดกับตุรกี

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ทำความรู้จักชาวเคิร์ด กลุ่มชาติพันธุ์ที่สู้รบกับตุรกีทางเหนือของซีเรีย

กองกำลังชาวเคิร์ด ถือเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกำราบกลุ่มรัฐอิสลาม (Islamic State--IS) โดยในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า นายอาบู บาการ์ อัล-บักห์ดาดี หัวหน้ากลุ่มไอเอส ที่กำลังหลบหนีเสียชีวิตแล้วจากปฏิบัติการของทหารสหรัฐฯ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย โดยเขาได้จุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย ระหว่างที่กองกำลังพิเศษบุกจู่โจม

นายบักห์ดาดี เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2014 หลังจากประกาศก่อตั้ง "รัฐอิสลาม" ในพื้นที่ที่อยู่ในอิรักและซีเรีย และไอเอสได้ปฏิบัติการที่โหดเหี้ยมหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกว่า เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปีนี้คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนเขตปลอดทหาร (Demilitarized Zone - DMZ) ระหว่างเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ เพื่อพบกับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ นายทรัมป์ได้เดินข้ามพรมแดนเข้าไปในเขตของเกาหลีเหนือเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ช่วงปลายเดือน มิ.ย.

นี่เป็นการพบกันครั้งที่ 3 ระหว่างทรัมป์ และคิม ในช่วงเวลากว่า 1 ปี และทรัมป์ได้กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปยังเขตแดนของเกาหลีเหนือ ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่าง 2 ประเทศ ยังไม่มีความคืบหน้า และเกาหลีเหนือก็เริ่มกลับมาทดลองขีปนาวุธอีกครั้ง

Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปยังเขตแดนของเกาหลีเหนือ ขณะยังดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ