ญี่ปุ่นทำอย่างไร เมื่อมีเด็กจำนวนมากไม่ยอมไปโรงเรียน

  • 25 ธันวาคม 2019
Children playing in Tamagawa Free School Image copyright Stephane Bureau du Colombier

ที่ญี่ปุ่น มีเด็กจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมไปโรงเรียน มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ฟูโตโกะ" (futoko) แต่การที่สิ่งนี้กำลังกลายเป็นปัญหาจึงก่อให้เกิดคำถามว่าฟูโตโกะ เกิดจากระบบ การศึกษาของญี่ปุ่นเอง หรือเป็นปัญหาที่ตัวนักเรียน

ยูตะ อิโตะ วัย 10 ขวบ รอจนถึงวันหยุดปิดเทอมช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว กว่าที่เขาจะตัดสินใจบอกพ่อและแม่ว่า เขาไม่อยากจะไปโรงเรียนอีกต่อไปแล้ว

เขาฝืนใจไปโรงเรียนประถมแห่งนี้นานหลายเดือน และบ่อยครั้งที่ไม่ยอมไปโรงเรียนเลย เขาถูกแกล้งและทะเลาะกับเพื่อนร่วมชั้นเป็นประจำ

พ่อแม่ของเขามีทางเลือก 3 ทาง คือ ให้ยูตะเข้ารับคำปรึกษาที่โรงเรียนโดยหวังว่าอะไร ๆ จะดีขึ้น หรือจัดการศึกษาให้ที่บ้าน หรือไม่ก็ส่งเขาเข้าโรงเรียนอิสระ พ่อแม่ของยูตะเลือกทางเลือกสุดท้าย

ตอนนี้ ยูตะใช้เวลาที่โรงเรียนนี้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แล้วเขาก็มีความสุขขึ้นมาก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เด็กนักเรียนประถมในญี่ปุ่น (แฟ้มภาพ)

ยูตะเป็นฟูโตโกะคนหนึ่งจากเด็กจำนวนมากของญี่ปุ่น ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นให้นิยามคำนี้ไว้ว่า หมายถึง เด็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียนนานกว่า 30 วัน ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพหรือการเงิน

มีการแปลความหมายของคำว่าฟูโตโกะเป็นภาษาอังกฤษหลายคำ ตั้งแต่ การขาดเรียน หนีโรงเรียน กลัวโรงเรียน หรือไม่ยอมไปโรงเรียน

หลายสิบปีมานี้ทัศนคติในเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไป โดยนับถึงปี 1992 การไม่ไปโรงเรียน หรือโตโกเกียวชิ (tokokyoshi) ซึ่งหมายถึงการต่อต้าน ถือเป็นอาการป่วยทางจิตอย่างหนึ่ง แต่ในปี 1997 คำที่เป็นกลางอย่างฟูโตโกะซึ่งหมายถึงการขาดเรียนถูกนำมาใช้

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. รัฐบาลประกาศว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้นที่ไม่ยอมไปโรงเรียน มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงปี 2018 มีเด็ก 164,528 คน ที่ไม่ยอมไปโรงเรียนนาน 30 วันขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 144,031 คน ในปี 2017

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ สุนัขอยู่ในชั้นเรียนร่วมกับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนอิสระทามากาวะ

มีความเคลื่อนไหวให้จัดตั้งโรงเรียนอิสระในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อรับมือกับจำนวนฟูโตโกะที่เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนประเภทนี้เป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีหลักการเรื่องความเป็นอิสระและปัจเจกบุคคล

โรงเรียนประเภทนี้เป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับแทนการศึกษาภาคบังคับและการจัดการศึกษาที่บ้าน เพียงแต่เด็กจะไม่ได้รับวุฒิรับรองการศึกษา

จำนวนเด็กที่เข้าเรียนโรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนอิสระแทนที่จะเข้าโรงเรียนธรรมดาทั่วไปพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ปี จาก 7,424 คน ในปี 1992 เป็น 20,346 คนในปี 2017

การออกจากโรงเรียนกลางคันอาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ และมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ฮิกิโกะโมริ (hikikomori) หรือการไม่เข้าสังคม ขังตัวเองไว้แต่ภายในบ้าน

แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือ การฆ่าตัวตายของนักเรียนในปี 2018 ซึ่งมีจำนวน 332 ครั้ง ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 30 ปี

ตั้งแต่ปี 2016 จำนวนนักเรียนฆ่าตัวตายเริ่มเพิ่มขึ้นสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องผ่านกฎหมายป้องกันการฆ่าตัวตายพร้อมกับออกคำแนะนำพิเศษแก่ทางโรงเรียนต่าง ๆ

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ โรงเรียนอิสระ ตั้งกฎของตัวเอง

แล้วทำไมเด็กญี่ปุ่นจำนวนมากจึงไม่ยอมไปโรงเรียน

การสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการพบว่า สภาพแวดล้อมของครอบครัว ปัญหาส่วนตัวกับเพื่อน และการกลั่นแกล้ง ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญ

โดยทั่วไป มีการแจ้งเหตุลาออกจากโรงเรียนกลางคันว่า เข้ากับเพื่อน ๆ หรือคนอื่นไม่ได้ หรือบางครั้งก็มีปัญหากับครู เช่นเดียวกับกรณีของ โทโมเอะ โมริฮาชิ

"หนูเข้ากับคนหลายคนไม่ได้" เด็กหญิงวัย 12 ขวบ กล่าว "ชีวิตที่โรงเรียนมันไม่มีความสุขเลย"

โทโมเอะมีอาการไม่พูดในบางสถานการณ์ (selective mutism) ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเธออยู่ในที่สาธารณะ

"ตอนอยู่นอกบ้านหรือห่างจากครอบครัว หนูพูดไม่ได้" เธอเล่า

เธอรู้สึกว่าการทำตามกฎต่าง ๆ ของโรงเรียนในญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก

"ห้ามใส่กางเกงรัดรูปที่มีสีสัน ห้ามย้อมผม กำหนดสีของยางรัดผม แล้วก็ห้ามสวมยางรัดผมที่ข้อมือ" เธอเล่า

Image copyright Getty Images

โรงเรียนจำนวนมากในญี่ปุ่นมีกฎควบคุมรูปลักษณ์ภายนอกของนักเรียนแทบทุกอย่าง บังคับให้นักเรียนย้อมผมสีน้ำตาลของตัวเองให้เป็นสีดำ หรือการที่ไม่อนุญาตให้สวมกางเกงรัดรูปหรือเสื้อคลุม แม้แต่ในช่วงอากาศหนาว โรงเรียนบางแห่งถึงกับกำหนดสีชุดชั้นในให้นักเรียนด้วย

กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในโรงเรียนถูกนำมาใช้ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เพื่อรับมือกับความรุนแรงและการกลั่นแกล้งกัน แต่ต่อมาเริ่มมีการผ่อนคลายกฎดังกล่าวลงในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ก็กลับมาเข้มงวดขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้

กฎเกณฑ์เหล่านี้รู้จักกันในชื่อว่า "กฎดำ" สะท้อนถึงคำที่เคยถูกใช้เรียกบริษัทที่เอารัดเอาเปรียบพนักงานของตัวเอง

ตอนนี้ โทโมเอะ ไปโรงเรียนอิสระทามากาวาในกรุงโตเกียว เช่นเดียวกับยูตะ ที่นี่นักเรียนไม่ต้องสวมเครื่องแบบ เลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ ตามแผนที่ตกลงร่วมกันระหว่างทางโรงเรียน ผู้ปกครองและนักเรียน มีการส่งเสริมให้นักเรียนทำตามความสนใจและทักษะของตัวเอง

มีห้องที่มีคอมพิวเตอร์สำหรับเรียนภาษาญี่ปุ่นและคณิตศาสตร์ มีห้องสมุดที่มีหนังสือและการ์ตูนญี่ปุ่น

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ นักเรียนเลือกกิจกรรมที่อยากทำในโรงเรียนอิสระ

บรรยากาศดูเป็นกันเองมาก เหมือนกับครอบครัวขนาดใหญ่ นักเรียนอยู่ร่วมกันในพื้นที่ส่วนรวมเพื่อพูดคุยหรือเล่นด้วยกัน

"จุดประสงค์ของโรงเรียนนี้คือการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็ก" ทากาชิ โยชิกาวา ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้เล่า

ทักษะเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่านการออกกำลังกาย เล่นเกม หรือเรียนหนังสือ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะไม่ตื่นตระหนกเมื่ออยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก

โรงเรียนแห่งนี้เพิ่งย้ายที่ตั้งไปยังสถานที่ใหม่ที่มีบริเวณกว้างขึ้น และมีเด็กราว 10 คน ไปเรียนในแต่ละวัน

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ มีเด็กราว 10 คนมาเรียนที่โรงเรียนอิสระทามากาวาในแต่ละวัน

นายโยชิกาวา เปิดโรงเรียนอิสระแห่งแรกรับนักเรียนในปี 2010 ในอพาร์ตเมนต์ 3 ชั้นในย่านฟูชู ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยในกรุงโตเกียว

"ผมคาดว่า จะมีเด็กอายุมากกว่า 15 ปีมาเข้าเรียน แต่จริง ๆ แล้ว เด็กที่มา มีอายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้น" เขาเล่า

"ส่วนใหญ่เป็นเด็กเงียบและมีอาการไม่พูดบางสถานการณ์ เมื่อไปโรงเรียน พวกเขาก็ไม่ทำอะไร"

นายโยชิกาวา เชื่อว่า ปัญหาด้านการสื่อสารเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กส่วนใหญ่ไม่ยอมไปโรงเรียน

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ ทากาชิ โยชิกาวา เปิดโรงเรียนอิสระแห่งแรกในปี 2010

เส้นทางในการเข้ามาทำงานด้านการศึกษาของนายโยชิกาว่านั้นไม่ธรรมดา เขาลาออกจากการทำงานเป็น "มนุษย์เงินเดือน" ที่บริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตอนมีอายุ 40 ปีเศษ หลังจากที่เขาตัดสินใจว่า ไม่อยากจะไต่เต้าในเส้นทางอาชีพเดิมอีกต่อไป

พ่อของเขาเป็นแพทย์ และชอบที่จะรับใช้สังคมเช่นเดียวกับเขา เขาจึงกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์และพ่ออุปถัมภ์

ประสบการณ์นี้ทำให้เขาได้เห็นถึงปัญหาที่เด็ก ๆ เผชิญ เขาตระหนักว่า มีเด็กจำนวนมากทุกข์ทรมานเพราะความยากจน หรือตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว และปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการเรียนของเด็ก ๆ อย่างมาก

ศ.เรียว อูชิดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาโกยา กล่าวว่า ปัญหาส่วนหนึ่งที่เด็กนักเรียนเผชิญคือชั้นเรียนมีขนาดใหญ่

"ในชั้นเรียนมีนักเรียนราว 40 คน ซึ่งใช้เวลาด้วยกันตลอดปี อะไรหลาย ๆ อย่างจึงเกิดขึ้นได้" เขากล่าว

ศ.อูชิดะ กล่าวว่า มิตรภาพคือหัวใจสำคัญในการเอาชีวิตรอดในญี่ปุ่น เพราะความหนาแน่นของประชากรสูง ถ้าคุณเข้ากันกับคนอื่นหรือร่วมงานกับคนอื่นไม่ได้ คุณก็จะเอาตัวไม่รอด สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้บริการขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ซึ่งล้วนมีความแออัด

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มิตรภาพคือกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอดในโรงเรียน

แต่สำหรับนักเรียนหลายคนความจำเป็นในการปรับตัวคือปัญหา พวกเขารู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ในชั้นเรียนที่มีคนจำนวนมาก ต้องทำทุกอย่างด้วยกันกับเพื่อนร่วมชั้นในพื้นที่เล็ก ๆ

"การรู้สึกอึดอัดในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ" ศ.อูชิดะ กล่าว

ในญี่ปุ่น เด็ก ๆ จะอยู่ร่วมชั้นเรียนเดิมหลายปี ถ้ามีปัญหาในชั้นเรียนเกิดขึ้น การต้องไปโรงเรียนก็เป็นเรื่องที่สร้างความเจ็บปวดได้

"ในกรณีนี้ ความช่วยเหลืออย่างที่ได้จากโรงเรียนอิสระ มีความหมาย" ศ.อูชิดะ กล่าว "ในโรงเรียนอิสระพวกเขาไม่ได้ใส่ใจความเป็นกลุ่มก้อนมากนัก แต่ให้คุณค่ากับความคิดและความรู้สึกของนักเรียนแต่ละคนมากกว่า"

Image copyright Stephane Bureau du Colombier
คำบรรยายภาพ Children playing in Tamagawa Free School

แม้โรงเรียนอิสระจะให้ทางเลือก แต่ก็ยังมีปัญหาหลายอย่างในระบบการศึกษาแบบนี้ ศ.อูชิดะ เห็นว่า การไม่ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความแตกต่างหลากหลายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลายคนเห็นด้วย

ขณะนี้กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง "กฎดำ" และสภาพแวดล้อมในโรงเรียนของญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

คอลัมน์ในหนังสือพิมพ์โตเกียวชิมบุน (Tokyo Shimbun) ระบุว่า โรงเรียนเหล่านี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความแตกต่างหลากหลายของนักเรียน

เมื่อเดือน ส.ค. กลุ่มรณรงค์ "โครงการแบล็ก โกโซกุ โอ นากูโซ!" [เรามากำจัดกฎดำกันเถอะ!] ได้ยื่นคำร้องออนไลน์ไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีคนร่วมลงชื่อมากกว่า 60,000 คน ขอให้สอบสวนกฎที่ไม่มีเหตุผลของโรงเรียน ซึ่งจังหวัดโอซากาได้สั่งให้โรงเรียนมัธยมทุกแห่งทบทวนกฎดังกล่าวและมีโรงเรียนราว 40% ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎของโรงเรียน

ศ.อูชิดะ กล่าวว่า ในขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ ดูเหมือนจะยอมรับการไม่ยอมไปโรงเรียนว่าไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นแนวโน้มอย่างหนึ่ง เขาเห็นว่า จะเป็นการยอมรับไปโดยปริยายว่าเด็กไม่ใช่ปัญหา แต่การที่พวกเขาแสดงออกเช่นนั้นเพราะระบบการศึกษาไม่สามารถให้สภาพแวดล้อมที่อบอุ่นแก่เด็กได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม