จีนกำลังเร่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะหลายแห่ง แต่ประชาชนมีต้นทุนที่ต้องจ่าย

  • 27 ธันวาคม 2019
เซินเจิ้น Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เซินเจิ้น พัฒนากลายเป็นเมืองแห่งโลกอนาคตภายในเวลาเพียง 30 ปี

30 ปีก่อน นครเซินเจิ้นของจีนเคยเป็นหมู่บ้านประมงที่มีทุ่งนาล้อมรอบ

จากนั้นแผนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกของจีนจึงเริ่มขึ้น เพื่อเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ จากชนบทที่เงียบสงบกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานและห้างร้านของเอกชน ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นเมืองอย่างเต็มตัว

ตอนนี้เซินเจิ้นมีประชากร 12 ล้านคน เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง หรือ แม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta)

จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานสูงสุดในโลกในการสร้างเมืองอัจฉริยะ แต่มีหลายคนตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้ในเมืองอัจฉริยะเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองหรือเพื่อสอดแนมพฤติกรรมของผู้คนกันแน่

เมืองสะอาด

ปัจจุบันประชากรจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองมีมากกว่า 58% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 1980 และคาดว่าในปี 2050 ประชากรจีนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองจะเพิ่มขึ้นอีก 292 ล้านคน

ทางการจีนระบุว่า ประเทศจีนมีเมืองอยู่ทั้งหมด 662 เมือง ในจำนวนนี้กว่า 160 เมืองมีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป

ในงานนิทรรศการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities Expo) ที่จัดขึ้นในนครบาร์เซโลนาของสเปนเมื่อไม่นานนี้ นิทรรศการของนครเซินเจิ้นเป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในงาน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างกว้่างขวางในนครเซินเจิ้น โดยเฉพาะในการจัดการจราจรและการบรรเทาความแออัด

เจียง เว่ย ตง ผู้จัดการทั่วไปของคณะผู้แทนจากเมืองเซินเจิ้นอธิบายให้บีบีซีฟังว่าเมืองของเขาใช้เทคโนโลยีทำอะไรบ้าง

เขาบอกว่าเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในการ "จัดการมลพิษ" ซึ่งผลให้เซินเจิ้นเป็น "เมืองที่สะอาดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ"

เซินเจิ้นเป็นเมืองแรกในจีนที่รถบัสและแท็กซี่ทุกคันบนท้องถนนใช้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากเทคโนโลยีจะทำให้มีระบบขนส่งอัจฉริยะในเมืองแล้ว ยังทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยระบบดูแลสุขภาพอัจฉริยะอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้คนจากมณฑลที่อยู่ห่างไกลที่เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ เข้าถึงประวัติสุขภาพของตัวเองได้ในทันที

แต่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องระบบความปลอดภัย ดูเขาไม่ค่อยอยากจะพูดถึงเรื่องนี้นัก

"เราคุ้นเคยแต่กับเทคโนโลยีด้านการจราจร นครเซินเจิ้นไม่มีการสอดส่องพฤติกรรมพลเมือง" เขากล่าว

แต่ในงานนิทรรศการอีกแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นในนครเซินเจิ้น มีการเชิญชวนให้ประชาชนจับตาจับตาดูการใช้เทคโนโลยีสอดแนมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานีฝูเถียนของเซินเจิ้นกำลังจัดงาน อายส์ ออฟ เดอะ ซิตี้ (Eyes of the City) นิทรรศการที่ทำให้เกิดคำถามว่า "ชีวิตของผู้คนและภูมิทัศน์ของเมืองจะเป็นอย่างไรเมื่อมีอุปกรณ์สอดส่องต่าง ๆ ติดตั้งอยู่ทั่วไปหมด"

Image copyright Eyes of the City
คำบรรยายภาพ นิทรรศการอายส์ ออฟ เดอะ ซิตี้ (Eyes of the City) แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีในเมืองอัจฉริยะกำลังจับตามองประชาชน

ผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้รวมถึง ระบบจดจำใบหน้า ซึ่งผู้เข้าชมนิทรรศการสามารถเลือกที่จะไม่ให้ถูกจดจำใบหน้าได้ด้วยการสวมหน้ากากชนิดพิเศษ และยังมีการสาธิตการวิเคราะห์การแสดงออกทางอารมณ์ของพนักงานเก็บตั๋วด้วย

คาร์โล รัตติ ภัณฑารักษ์ กล่าวว่า "หนึ่งในเป้าหมายหลักของนิทรรศการอายส์ ออฟ เดอะ ซิตี้ ก็คือกระตุ้นให้ประชาชนแสดงจุดยืนของตัวเองในเรื่องนี้ เพราะการเพิกเฉยจะทำให้เราตกอยู่ในอันตราย"

เก็บข้อมูล

จีนกำลังสร้างเมืองใหม่หลายแห่งในอัตราที่รวดเร็วมาก มีแผนการสร้างกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ 19 แห่ง และซูเปอร์ซิตี้แห่งแรกของโลกที่มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 40 ล้านคน

การพัฒนาเมืองระดับมหึมาขนาดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพขั้นสูงสุดในทุกมิติ ต้องมีการควบคุมการจราจรเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดยาวนานทั้งสัปดาห์ และการขนส่งจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาส่งผลกระทบต่อผู้คนในเมือง

แต่พลเมืองเองก็จำเป็นต้องมีคุณภาพมากขึ้นด้วย การทิ้งขยะไม่เป็นที่ การเปิดเพลงเสียงดังเกินไปบนรถไฟ การฝ่าไฟแดงข้ามถนน เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ความประมาทเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นปัญหาสำคัญในเมืองต่าง ๆ

ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา มีการนำระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม (social credit system) มาใช้ ซึ่งเป็นการให้รางวัลพลเมืองที่มีพฤติกรรมดีและลงโทษคนที่มีพฤติกรรมแย่ โดยในเดือน มี.ค. ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวที่หลายล้านคนถูกลงโทษด้วยการห้ามใช้บริการเครื่องบินหรือรถไฟเนื่องจากมีความประพฤติแย่ เช่น แอบใช้ตั๋วที่หมดอายุแล้วหรือสูบบุหรี่บนรถไฟ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ข้อมูลความน่าเชื่อถือทางสังคม ทำให้คนจำนวนมากถูกห้ามใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ชาร์ลส์ รีด แอนเดอร์สัน ที่ปรึกษาเมืองอัจฉริยะหลายแห่ง กล่าวว่า "ในจีน การทดลองให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมน่าทึ่งมาก แต่ผมดีใจที่ผมไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับระบบนี้"

ปัจจุบัน ยังไม่มีระบบการให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมที่เป็นระบบเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งจะใช้ระบบนี้ในแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางครั้งอาจจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายแอนเดอร์สันเล่าเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางเยือนเมืองแห่งหนึ่งของจีนช่วงไม่นานนี้

"เขาไปถึงโรงแรมแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ลืม [โทรศัพท์ไว้บนแท็กซี่] ดังนั้น ทางโรงแรมจึงพาเขาไปสถานีตำรวจ" เขาเล่า

"ตำรวจดึงข้อมูลเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว แต่ไม่พบภาพถ่ายจราจร พวกเขาจึงพาเขาไปอีกแผนกหนึ่งที่อยู่ห่างไป 2-3 ช่วงถนน พวกเขาสามารถแกะรอยแท็กซี่คันนั้นในเวลานั้นได้เลย และโทรหาคนขับรถขอให้นำโทรศัพท์มาส่งคืน"

"ภายใน 2 ชั่วโมง เขาก็ได้โทรศัพท์กลับคืนมา"

"คนขับรถแท็กซี่อาจจะกังวลว่า ถ้าเขาไม่คืนโทรศัพท์ เขาจะต้องได้คะแนนติดลบแน่"

Image copyright Eyes of the City
คำบรรยายภาพ กำลังมีการใช้ระบบจดจำใบหน้ามากขึ้นในจีน

นายแอนเดอร์สันกล่าวว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบนี้อย่างมาก แต่สำหรับพลเมืองชาวจีนที่เติบโตมาท่ามกลางการถูกจับตามองจากรัฐ อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก

"ผมไม่ได้สนับสนุน 100% มันอาจจะทำให้เกิดผลดีบางอย่างขึ้น แต่ถ้าเริ่มมีการใช้งานมันในทางที่ผิด ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่" เขากล่าว

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า กำลังมีการใช้งานระบบให้คะแนนความน่าเชื่อถือในภูมิภาคซินเจียง ซึ่งมีประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ระบบนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับแอปพลิเคชั่นที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนใช้งาน

สมองของเมือง

รัฐบาลกำลังได้รับข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากอุปกรณ์ตรวจจับและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่ทั่วเมือง

แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่อเมืองต่าง ๆ ต้องรับมือกับบริษัทเทคโนโลยีเอกชนยักษ์ใหญ่อย่าง อาลีบาบา (Alibaba) และเท็นเซ็นต์ (Tencent) ซึ่งมีฐานข้อมูลมหาศาลของพลเมือง

อาลีบาบามีสำนักงานใหญ่ในเมืองหังโจวทางตะวันออกของจีน ได้ใช้เวลา 2 ปีในการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า สมองของเมือง (City Brain) ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องต่าง ๆ และตำแหน่งพิกัดของรถยนต์และรถบัส และมันยังถูกใช้เพื่อควบคุมสัญญาณไฟจราจรมากกว่า 1,000 แห่งเพื่อไม่ให้เกิดการจราจรติดขัด

อาลีบาบาอ้างว่าได้ช่วยทำให้การจราจรของผู้คนในเมืองซึ่งมีประชากร 7 ล้านคนดีขึ้น จากที่เคยติดอันดับเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดลำดับที่ 5 ในจีน ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 57 แล้ว

ตอนนี้ทางการกำลังส่งมอบที่ดินในเมืองต่าง ๆ ให้แก่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง

รัฐบาลเซินเจิ้นเพิ่งมอบที่ดินที่เกิดจากการถมทะเลขนาด 809 ตารางเมตรให้แก่เท็นเซ็นต์ เพื่อให้ทางบริษัทก่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า "เมืองอนาคตที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม"

Image copyright Waterfront Toronto
คำบรรยายภาพ ไซด์วอล์ก แล็บส์ (Sidewalk Labs) บริษัทในเครือของกูเกิล วางแผนในการสร้างเมืองดิจิทัลในนครโทรอนโตของแคนาดา

เมืองในประเทศตะวันตกหลายแห่งกำลังติดต่อกับบริษัทของจีนเพิ่มมากขึ้น

สมาชิกสภาในเมืองดาร์วินของออสเตรเลียหลายคน เดินทางไปจีนเพื่อหารือกับหัวเว่ย และชมเทคโนโลยีของทางบริษัทในนครเซินเจิ้น หัวเว่ยใช้โครงการมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 300 ล้านบาท ในการติดตั้ง ไฟแอลอีดีอัจฉริยะ 900 ดวง, อุปกรณ์ตรวจจับด้านสิ่งแวดล้อม 24 ตัว และเครือข่ายกล้องวงจรปิดอีก 138 ตัว

นายกเทศมนตรีคอน วัตสกาลิส ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเมืองดาร์วินกำลังจะใช้งานระบบให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคมของตัวเองด้วย เขากล่าวกับเอบีซีนิวส์ว่า "ไม่มีการจดจำใบหน้า...และกล้องของเราไม่สามารถบอกได้ว่าคุณคือใครหรือทำงานอะไร"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม