เลือกตั้งไต้หวัน : ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ปธน.ไต้หวันบอกอะไรเราบ้าง

  • 12 มกราคม 2020
Tsai Ing-wen waves to supporters in Taipei, 11 January 2020 Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ในการกล่าวปราศรัยหลังได้รับชัยชนะ น.ส.ไช่ ได้บอกให้จีนล้มเลิกคำขู่ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเอาไต้หวันกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของตน

ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน กุมชัยชนะในการเลือกตั้งไต้หวัน ได้ครองตำแหน่งผู้นำเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยคะแนนเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไต้หวัน ท่ามกลางกระแสความกังวลของประชาชนที่มีต่อภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่

น.ส.ไช่ จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party หรือ DPP) ซึ่งชูนโยบายสนับสนุนเอกราชและการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยของไต้หวัน ได้คะแนนเสียงราว 57.1% จากผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 8.2 ล้านคน ทิ้งห่างคู่แข่งคนสำคัญอย่าง นายฮั่น กั๊ว หยู ผู้สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋ง ที่ชูนโยบายผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ

หลังทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายฮั่น ซึ่งได้คะแนนเสียงไปราว 38.6 % ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีไช่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายฮั่น กั๊ว หยู ผู้สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋ง ที่ชูนโยบายผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้พร้อมแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีไช่

ชัยชนะของ น.ส.ไช่ ในครั้งนี้ ถือเป็นการได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดนับตั้งแต่ไต้หวันจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรกในปี 1996 และยังทำให้พรรค DPP ของเธอได้ครองเสียงข้างมากในสภาด้วย

ในการกล่าวปราศรัยหลังได้รับชัยชนะ น.ส.ไช่ ได้บอกให้จีนล้มเลิกคำขู่ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเอาไต้หวันกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของตน

เธอกล่าวในการแถลงข่าวว่า "ไต้หวันได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่าพวกเราหวงแหนวิถีชีวิตที่มีอิสระเสรีตามแบบประชาธิปไตย และรักชาติของเรามากเพียงใด"

จีนประกาศยึดถือนโยบายจีนเดียวเสมอมา และอ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันนับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดสงครามกลางเมืองจีนในปี 1949 โดยระบุว่าไต้หวันจะต้องกลับมารวมเป็นส่วนหนึ่งของจีนในที่สุด และจะใช้กำลังหากจำเป็น

ก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งนี้ น.ส.ไช่ มีคะแนนนำในการสำรวจความเห็นของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงที่ได้เห็นวิธีการที่รัฐบาลจีนใช้จัดการกับเหตุประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง

จุดยืนที่ไม่ฝักใฝ่จีนของเธอได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนที่เกรงว่าไต้หวันจะตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนแผ่นดินใหญ่ นี่จึงทำให้ผลการนับคะแนนช่วงสุดท้ายในการเลือกตั้งครั้งนี้บ่งชี้ว่าประธานาธิบดีไช่ ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านคะแนน เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2016

ผลเลือกตั้งครั้งนี้สื่อถึงจีนอย่างไร

นายจอห์น ซัดเวิร์ธ ผู้สื่อข่าวจีนของบีบีซี ชี้ว่า คะแนนเสียงกว่า 8 ล้านคะแนนถือเป็นชัยชนะที่น่าทึ่งสำหรับการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีหญิงของไต้หวันผู้นี้

การได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นของ น.ส.ไช่ ไม่เพียงจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเลือกตั้งของไต้หวัน แต่ยังเป็นการเย้ยหยันและเป็นการปฏิเสธจีนอย่างอย่างไม่ไยดี

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ น.ส.ไช่ มีจุดยืนในการสนับสนุนเอกราชและการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยของไต้หวัน

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไช่ ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ไต้หวันจะกลับไปอยู่ในการปกครองของจีนภายใต้ระบบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แบบที่ใช้ในฮ่องกงนับแต่อังกฤษส่งมอบเขตบริหารพิเศษแห่งนี้กลับคืนสู่การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1997 โดยเธอชี้ว่า เป็นระบบที่ "ใช้การไม่ได้จริง"

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในสัปดาห์นี้ น.ส.ไช่ บอกว่า ไต้หวันควร "ศึกษาบทเรียน" จากฮ่องกง "หากเราไม่ยืนกรานเรื่องเอกราชของไต้หวัน เราก็สูญเสียทุกสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันไป"

ด้านกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ชี้ว่า ชัยชนะของ ประธานาธิบดีไช่ ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง "ระบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง" ของไต้หวัน

"ภายใต้การนำของเธอ (น.ส.ไช่) เราหวังว่า ไต้หวันจะเป็นตัวอย่างอันดีสำหรับประเทศที่ต้องการแสวงหาประชาธิปไตย ความเจริญรุ่งเรือง และวิถีทางที่ดีกว่าสำหรับประชาชนของตน" กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม