อเมริกา-อิหร่าน : 5 เหตุผลทำไมวิกฤตนี้ยังไม่จบ

  • 14 มกราคม 2020
Iranians burn US and Israeli flags during anti-US protests over killing of Qasem Soleimani in Tehran, 4 January 2020 Image copyright EPA

โดย โจนาธาน มาร์คัส

ผู้สื่อข่าวสายการทูต

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อย่างน้อยการสังหารคาเซ็ม สุเลมานี ยังไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

หากมองในมุมนั้นก็อาจถือได้ว่าวิกฤตนี้ได้คลายความตึงเครียดลงแล้ว

อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ทั้งสองประเทศเกือบทำสงครามกัน ยังไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และนี่คือเหตุผล 5 ประการว่าทำไมวิกฤตนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ

1. ลดระดับความขัดแย้งแค่ชั่วคราว

เป็นเรื่องที่เข้าใจกันผิดหากจะมองว่าอิหร่านพยายามจะลดระดับความขัดแย้งด้วยการออกมายอมรับผิดที่ยิงเครื่องบินยูเครนตก

ปกติแล้ว อิหร่านต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น แต่คราวนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะมีหลักฐานมัดตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีข่าวกรอง หน่วยสืบสวนของยูเครนที่บอกว่าเจอหลักฐานว่ามีการยิงขีปนาวุธจริง และก็มีทีมสืบสวนอิสระที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ขีปนาวุธยิงเครื่องบินตกเป็นของจริง

เห็นได้ชัดตั้งแต่ตอนที่มีรถแบคโฮ พยายามไปกวาดบริเวณที่เครื่องบินตกว่า จริง ๆ แล้วทางการอิหร่านรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หากคิดว่าเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ เจ้าหน้าที่ก็คง ไม่เข้าไปยุ่งกับซากเครื่องบินตก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า มีการยิงเครื่องบินโดยขีปนาวุธใกล้กับกรุงเตหะราน

ไม่กี่เดือนก่อน ชาวอิหร่านจำนวนมากเพิ่งออกมาประท้วงปัญหาการทุจริตและวิกฤตเศรษฐกิจ และหลังจากอิหร่านออกมายอมรับเรื่องขีปนาวุธยิงเครื่องบินตก คนก็กลับออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว การออกมายอมรับความผิดพลาดของทางการอิหร่านในครั้งนี้ จึงเป็นมาตรการการจัดการปัญหาความไม่พอใจ ของผู้คนภายในประเทศมากกว่าเป็นการลดระดับความตึงเครียดกับสหรัฐฯ

2. นโยบายสหรัฐฯ ไม่ได้เปลี่ยนไป

นักวิเคราะห์หลายคนไม่เชื่อว่าการสังหารสุเลมานี และการพยายามสังหารเจ้าหน้าที่อาวุโสอิหร่านอีกคนในเยเมน จะเป็นการขัดขวางแผนการของอิหร่านที่เตรียมโจมตีสหรัฐฯ

แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่สหรัฐฯ ทำไปเพื่อต้องการจะยับยั้งอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค ซึ่งก็อาจจะได้ผลในระยะสั้น

Image copyright PA

แต่แผนการยับยั้งนี้อาจไม่ได้ผลตามที่สหรัฐฯ ต้องการเนื่องจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เขาขู่ทำลายล้างอิหร่าน แต่ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณว่าอยากจะถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ ยังจะคว่ำบาตรและทำลายเศรษฐกิจอิหร่านต่อไป แต่อิหร่านจะไม่ยอมแพ้ นี่จะยิ่งทำให้พวกเขากล้าตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรงกว่าเก่าด้วยวิธีการของตัวเอง

3. เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านยังเหมือนเดิม

แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี และนับวันชาวอิหร่านจะไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ชนชั้นนำคงไม่ยอมจะทิ้งอำนาจไปง่าย ๆ พวกเขามีองค์กรอย่างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard Corps) ที่ทรงอิทธิพลเกินกว่าจะยอมละทิ้งอำนาจที่มี สิ่งที่พวกเขาจะทำต่อไปคือจัดการกับผู้เห็นต่างในประเทศและก็พยายามผลักสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคไป

หลังจากการสังหารสุเลมานี การไล่สหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค หรืออย่างน้อยก็แค่ออกจากอิรัก มีความเป็นไปได้มากกว่าเก่า

จากมุมมองของทางการอิหร่าน นโยบายการต่างประเทศของอิหร่านประสบความสำเร็จพอสมควร พวกเขาช่วยให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียครองอำนาจไว้ได้ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ซีเรียต่อสู้กับอิสราเอลได้ และก็มีอิทธิพลอย่างมากในอิรัก

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ปธน.ทรัมป์ ขู่ว่าสหรัฐฯ จะหยุดให้เงินสนับสนุนรัฐบาลอิรักหากบังคับสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากประเทศ

ด้วยทิศทางนโยบายต่างประเทศของ ปธน.ทรัมป์ ที่ขัดแย้งกัน ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคโดนทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากซาอุดิอาระเบียหาทางเจรจากับอิหร่านเอง และตุรกีก็หันไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับรัสเซียด้วยตัวเอง

มีแต่อิสราเอลเท่านั้นที่ดูเหมือนจะคิดว่าการสังหารสุเลมานีเท่ากับว่าทรัมป์ตั้งใจจะกลับมาให้การช่วยเหลือในภูมิภาคเช่นเดิม แต่พวกเขาก็อาจจะต้องผิดหวัง

4. ท่าทีอิรักไม่ชัดเจน

ไม่เคยมีสัญญาณชัดเจนขนาดนี้มาก่อนว่าอาจมีการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากอิรัก รัฐสภาอิรักได้ลงมติให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังพลออกจากประเทศแล้ว แต่นั่นไม่ได้มีผลบังคับทางกฎหมายแต่อย่างใด

ด้าน ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะหยุดให้เงินสนับสนุนรัฐบาลอิรักหากบังคับสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากประเทศ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ทำไมสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงเป็นศัตรูคู่แค้น

การเข้าไปแทรกแซงในอิรักของสหรัฐฯ มีความสำคัญมาก เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรเริ่มต่อสู้กับนักรบไอเอสในอิรัก คนก็มองกันว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรจะเข้าไปประจำการเป็นระยะยาว แต่หากสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ กลุ่มไอเอสอาจกลับมามีอิทธิพลอีกครั้ง

นอกจากนี้ กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่สามารถประจำการอยู่ทางตะวันออกของซีเรียได้อีกต่อไปเนื่องจากกองกำลังที่นั่นได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก

5. ข้อตกลงนิวเคลียร์

ต้นตอของวิกฤตในครั้งนี้อาจเริ่มตั้งแต่ตอนที่ ปธน.ทรัมป์ ประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อเดือน พ.ค. 2018

จากนั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯ ก็ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่าน ส่วนอิหร่านก็ใช้วิธีตอบโต้กลับด้วยการค่อย ๆ เลิกทำตามข้อตกลงทีละข้อ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านตกลงจะจำกัดปริมาณการสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย เป็นเวลา 15 ปี และจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 10 ปี

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน

ข้อตกลงนี้สำคัญมาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ โดยมีแนวโน้มว่าอิสราเอลจะเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ระหว่างนี้ อิหร่านจะพยายามรั้งประเทศอื่น ๆ ที่ร่วมทำข้อตกลงนิวเคลียร์นี้ให้อยู่ข้างตัวเอง แต่วิกฤตในครั้งนี้กำลังจะแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะอิหร่านยังได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอยู่แม้ชาติยุโรปจะพยายามช่วยแล้วก็ตาม

ในที่สุดแล้ว ข้อตกลงนี้อาจพังครืนลง และระหว่างนี้ อิหร่านก็อาจจะผลิตอาวุธนิวเคลียร์คืบหน้าใกล้สำเร็จ

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ นโยบายของทรัมป์ได้พาสหรัฐฯ กลับเข้าไปข้องเกี่ยวกับวิกฤตในตะวันออกกลาง ทั้ง ๆ ที่นโยบายเพื่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ ต้องการจะถอนกองกำลังของตนออกมา

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม