ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์และการก่ออาชญากรรม

  • 16 มกราคม 2020
ฝุ่นในอินเดีย Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เผชิญปัญหาฝุ่นควันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในอนาคตเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ อาจต้องคอยจับตามองปัญหามลพิษทางอากาศ โดยหากเมืองใดมีระดับฝุ่นควันพิษรุนแรงมากที่สุด ที่นั่นอาจเป็นพื้นที่ที่มีการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น

สิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องราวจากภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ แต่เมื่อลองพิจารณาจากงานวิจัยหลายชิ้น ที่ชี้ว่ามลพิษทางอากาศเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่ผิดพลาด อาการทางจิตเวช ผลการเรียนอันย่ำแย่ และอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย

ปัจจุบันพลเมืองโลกกว่าครึ่งหนึ่งใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองใหญ่ ซึ่งจะต้องเผชิญกับฝุ่นควันจากการเดินทาง องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ชี้ว่าผู้คน 9 ใน 10 กำลังหายใจนำอากาศ อันเป็นพิษเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ และทุก ๆ ปี ประชากรโลกกว่า 7 ล้านคน เสียชีวิตด้วยเหตุนี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม "ทัชมาฮาล" ในอินเดีย ท่ามกลางฝุ่นควัน เมื่อเดือน พ.ย. 2019

ฝุ่นบั่นทอนสติปัญญา

เซฟี รอท นักวิจัยจากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ตระหนักถึงภัยร้ายที่ฝุ่นควันส่งผลต่อร่างกายมนุษย์เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในปี 2011 เขาเริ่มสงสัยว่าหรือแท้ที่จริงแล้วมลพิษทางอากาศอาจเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเรามากกว่าที่คิด

เพื่อพิสูจน์สมมติฐานประการแรกของตัวเองว่าฝุ่นบั่นทอนสติปัญญาของมนุษย์หรือไม่ รอททำการ ทดลองโดยให้นักเรียนที่เรียนระดับเดียวกัน ทำข้อสอบชุดเดียวกันในสถานที่เดิมเป็นเวลาหลายวัน พร้อมทั้งตรวจวัดระดับของฝุ่นควันในแต่ละครั้ง

สุดท้ายเขาพบว่าผลสอบของนักเรียนนั้นแตกต่างกันอย่างมาก โดยในวันที่มีฝุ่นหนาแน่นมากที่สุด เด็กนักเรียนจะทำคะแนนได้น้อยที่สุด และในทางตรงกันข้าม ในวันที่อากาศปลอดโปร่ง นักเรียนก็สามารถทำข้อสอบได้ดีขึ้น

รอทยังติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว 8 - 10 ปี ให้หลังอีกด้วย โดยเขาพบว่าเด็กที่ทำคะแนน ได้น้อยในวันที่มีมลพิษทางอากาศสูงนั้น มีแนวโน้มจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีอันดับต่ำ และได้รับเงินเดือนน้อย เพราะผลสอบเมื่อวันฝุ่นฟุ้งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาในอนาคต

"เพราะฉะนั้นแล้ว ต่อให้มันเป็นผลกระทบระยะสั้นจากมลพิษทางอากาศ แต่ถ้าเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ของชีวิต มันก็สามารถส่งผลต่อเนื่องไปถึงอนาคตในระยะยาวด้วยเช่นกัน" รอทกล่าว

ไม่เพียงเฉพาะงานวิจัยของรอทเท่านั้นที่ให้ผลดังกล่าว แต่ในปี 2016 ก็มีงานวิจัยชิ้นอื่นที่ชี้เช่นกันว่า มลพิษทางอากาศมีผลต่อประสิทธิผลในการทำงานของคน

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ในเขตธนบุรี เช้าวันที่ 9 ม.ค. 2563

ฝุ่นฟุ้ง อาชญากรรมพุ่ง

อย่างไรก็ดี สำหรับรอทเอง ล่าสุดในปี 2018 เขาและทีมงานได้วิเคราะห์สถิติอาชญากรรมที่เกิดขึ้นใน เขตเลือกตั้งในกรุงลอนดอนกว่า 600 เขต ในช่วงเวลา 2 ปี และพบว่าเหตุร้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่า ในวันที่อากาศเป็นพิษ ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนแออัดหรือเขตที่เจริญแล้วก็ตาม

มวลฝุ่นพิษสามารถเคลื่อนตัวไปตามกระแสลมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วกรุงลอนดอน ไม่เกี่ยงว่าสถานะทางสังคมของคนในพื้นที่จะเป็นอย่างไร

"พวกเราติดตามเจ้าก้อนมลพิษนี้เป็นรายวัน เพื่อดูว่าเหตุอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง" นักวิจัยอธิบาย "เราพบว่าทุกแห่งหนที่มวลฝุ่นควันไปเยี่ยมเยียน อัตราการก่ออาชญากรรมก็สูงขึ้นตามไปด้วย"

นอกจากนี้ แม้ว่าระดับฝุ่นควันจะยังอยู่ในเกณฑ์ "ดี" ตามมาตรฐานของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (United States Environmental Protection Agency) แต่มันก็ยังเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูงขึ้น

เกเรเพราะมลพิษ

งานวิจัยอีกหนึ่งชิ้นเมื่อปี 2018 เผยข้อมูลที่น่ากังวลมากยิ่งขึ้น แจ็คสัน ลู จากสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมานาน กว่า 9 ปี ครอบคลุมพื้นที่เมือง 9,000 แห่ง ในสหรัฐฯ

ผลวิจัยพบว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมร้ายแรง 6 ประเภท ได้แก่ ฆาตกรรม ข่มขืน โจรกรรม ลักขโมยยานพาหนะ และทำร้ายร่างกาย โดยเมืองที่มีระดับฝุ่นควันสูงมากที่สุด ต่างก็มีอัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมสูงที่สุดด้วยเช่นกัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ศิลปะบนกำแพงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรียกร้องอากาศบริสุทธิ์ "Clean Air Now" ของกรุงโรม เมื่อปี 2017

ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมเกกมะเหรกเกเรต่าง ๆ เช่น การคดโกง การโดดเรียน ลักขโมย ทำลายข้าวของ หรือใช้ยาเสพติด ยังเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปริมาณฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ที่หนาแน่นด้วย โดยงานวิจัยของเดียนา โยนัน จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California) ได้ศึกษาผลกระทบดังกล่าวจากวัยรุ่น 682 คน ที่ต้องสูดมลพิษยาวนานกว่า 12 ปี

เดียนากล่าวเพิ่มเติมว่า ผลวิจัยของเธอชี้ให้เห็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกในช่วงวัยรุ่นนั้นมักจะเป็นตัวกำหนดอนาคตในวัยผู้ใหญ่อีกทอดหนึ่ง วัยรุ่นที่เกเรนั้นมักจะประสบปัญหาด้านการเรียน ซึ่งอาจทำให้เผชิญภาวะว่างงาน หรือหันไปพึ่งพิงยาเสพติดในอนาคต ดังนั้นการช่วยเหลือและป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญอย่างมาก

ฝุ่นทำร้ายจิตใจ

นอกจากผลกระทบเบื้องต้นแล้ว กายภาพสมองของมนุษย์เองก็ยังหลีกหนีไม่พ้นเงื้อมมือของมลพิษ ทางอากาศเช่นกัน เนื่องจากเมื่อเราหายใจนำฝุ่นควันเข้าร่างกาย ปริมาณออกซิเจน หรือ "อากาศคุณภาพเยี่ยม" ที่จะเดินทางไปเลี้ยงสมองก็น้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง รวมทั้งทำให้ปวดศีรษะ จมูกและคอก็สามารถเกิดการระคายเคืองเช่นกัน

"มลพิษทางอากาศทำลายสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex)" โยนันกล่าว สมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการใช้เหตุผล การวางแผน ความจำ และการยับยั้งชั่งใจ แต่ฝุ่นไปกระตุ้นให้สมองอักเสบ และสร้างความเสียหายให้เซลล์ประสาท

โรคทางจิตเวชก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากมลพิษเช่นกัน โดยงานวิจัยของคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King's College London) เมื่อเดือนมีนาคม 2019 พบว่า วัยรุ่นที่เผชิญวิกฤตฝุ่นเสี่ยงจะมีอาการทางจิต เช่น ได้ยินเสียงแว่ว หรือหวาดระแวง เป็นต้น ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาอีกหลายชิ้นที่ชี้ว่า มลพิษทางอากาศเกี่ยวโยงกับสุขภาพจิตของมนุษย์ด้วย

Image copyright Getty Images

กำจัดฝุ่น ยังเป็นไปได้

แม้ว่าอีกหลายประเทศยังต้องรอรัฐบาลออกมาตรการลดปัญหามลพิษทางอากาศที่รัดกุมกว่านี้ แต่ก็มีหลายประเทศที่กำลังจัดการฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียร์ สหรัฐอเมริกา ที่มีระดับมลพิษและอัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงหลังจากรัฐบาลนำมาตรการที่เข้มงวดมาบังคับใช้

ขณะเดียวกัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็มีมาตรการ "เขตปลอดมลพิษขั้นสูงสุด" โดยรถยนต์ทุกประเภทที่เข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าว ต้องเสียเงิน 12.5 ปอนด์ หรือราว 500 บาทต่อวัน นอกเหนือไปจากค่าเข้า "เขตแออัด" ที่ต้องจ่าย 11.5 ปอนด์ต่อวัน ในวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 07.00 - 18.00 น.

นอกจากนี้ในกรุงลอนดอนยังมี "รถเมล์สีเขียว" ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าวิ่งให้บริการแล้วกว่า 200 คัน และจะทยอยนำมาแทนที่รถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงให้หมดภายในปีนี้ด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "เขตปลอดมลพิษขั้นสูงสุด" และรถเมล์พลังงานไฟฟ้า ของกรุงลอนดอน ช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน

"หลายประเทศกำลังแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ดีแล้วครับ เพียงแต่ว่าเราต้องทำมากกว่านี้อีก" รอท กล่าว "ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนอย่างเราด้วย เวลานึกว่าจะซื้อของใช้อะไร เดินทางยังไง มันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหมดครับ พวกเราต้องตระหนักถึงผลกระทบให้มากกว่านี้"

รอทยังคงเชื่อมั่นว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่สามารถจัดการได้ หากรณรงค์ชักชวนให้ทุกคนใส่ใจ และคอยติดตามระดับฝุ่นควันด้วยตัวเองให้ติดเป็นนิสัย และสามารถหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกายในที่สาธารณะ หรือเดินทางท่องเที่ยวในวันนั้นได้ เพื่อให้สุขภาพร่างกาย สมองปลอดโปร่ง และมีพฤติกรรมที่น่าพึงพอใจอยู่เสมอ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม