โคโรนา : WHO ยกย่องนายกฯ สิงคโปร์ เป็นผู้นำที่สื่อสารมีประสิทธิภาพที่สุดในวิกฤตโรคระบาด

  • 12 กุมภาพันธ์ 2020
Prime Minister Lee Hsien Loong Image copyright Getty Images

องค์การอนามัยโลก (WHO) และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขยกย่อง นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ให้เป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน บรรเทาความตื่นตระหนก ขจัดข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ขณะเดียวกันติงการสื่อสารที่สร้างความสับสนให้ประชาชนของผู้นำฮ่องกงและไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า แถลงการณ์ความยาว 9 นาที ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติสิงคโปร์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ของนายลี ช่วยขจัดความวิตกกังวลของประชาชนได้อย่างเห็นผลทันที

"ความหวาดกลัวจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่าเชื้อไวรัส" นายลี แถลงทางโทรทัศน์ เป็น ภาษาอังกฤษ จีน และ มาเลย์ หลังจากมีข่าวว่าชาวบ้านพากันแห่เข้าคิวตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ เพื่อกักตุนอาหารและของใช้ที่จำเป็นตั้งแต่ 7 ก.พ.

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ชาวสิงคโปร์แห่กักตุนอาหาร หลังทางการยกระดับเตือนภัยความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยประกาศในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคซาร์สในปี 2003

จากนั้น ผู้นำสิงคโปร์ได้ให้แนวทางแก่ประชาชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น การรักษาสุขอนามัย ขณะเดียวกันได้ให้ความมั่นใจว่าสิงคโปร์มีสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ เพียงพอ

นอกจากนี้ นายลียังสร้างความอุ่นใจให้แก่ชาวสิงคโปร์ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ โรคซาร์ส ที่เคยระบาดเมื่อปี 2003 ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง

ขณะเดียวกัน นายลี ยังระบุว่า รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือหากโรคได้แพร่ระบาดเป็นวงกว้างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล พร้อมยืนยันจะคอย "แจ้งข้อมูลให้ทราบทุกขั้นตอน"

แถลงการณ์ดังกล่าวของผู้นำสิงคโปร์ได้ถูกนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเชื้อชาติของประเทศ

บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังมีแถลงการณ์ของนายลีเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งแสดงให้เห็นการทำงานที่มีประสิทธิผลของทางการสิงคโปร์ ในภาวะที่รัฐบาลประเทศอื่นในภูมิภาคต่างประสบปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ประสิทธิภาพกับประชาชนจนทำให้เกิดกระแสความตื่นตระหนกและความสับสนในการป้องกันตนเองจากโรคระบาดครั้งนี้

น.ส.โอลิเวีย ลอว์-เดวีส์ โฆษกองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ความโดดเด่นในการสื่อสารในยามวิกฤตของสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชนเป็นวงกว้าง

"ก่อนจะมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรก สิงคโปร์ได้เตรียมการรับมือเพื่อให้มีการตรวจจับและรับมือกับโรคอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและสื่อสารกับประชาชนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข" โฆษกองค์การอนามัยโลกกล่าว

โปร่งใสไม่ปกปิดข้อมูล

สิงคโปร์ ซึ่งมีประชากร 5.7 ล้านคน ตรวจพบผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างน้อย 45 ราย ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 นอกประเทศจีน รองจากญี่ปุ่น

ดร.แคลร์ ฮุกเกอร์ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ซึ่งตามศึกษาเรื่องการรับมือต่อโรคระบาดและโรคติดเชื้อของทางการประเทศต่าง ๆ มาราว 20 ปี ชี้ว่า "ถ้อยแถลงของนายลีเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการสื่อสารท่ามกลางความเสี่ยง...มันให้แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชน โดยเป็นการให้มาตรการควบคุมแก่ประชาชนที่รู้สึกว่ากำลังเสี่ยงจะสูญเสียการควบคุม" ในวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายโธมัส อับราฮัม เจ้าของหนังสือ Twenty First Century Plague, the Story of SARS และที่ปรึกษาการสื่อสารความเสี่ยงขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ถ้อยแถลงของผู้นำสิงคโปร์ได้ผลเพราะชาวสิงคโปร์มีความเชื่อมั่นในความสามารถและความโปร่งใสของรัฐบาลอย่างสูง

"นายกรัฐมนตรีลีไม่ได้ปกปิดข้อเท็จจริงใด ๆ หรือลังเลที่จะพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายลง" นายอับราฮัม กล่าว

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีลีทักทายนายกัง คิม ยอง รัฐมนตรีสาธารณสุขสิงคโปร์ระหว่างติดตามงานที่ศูนย์โรคติดต่อแห่งชาติเมื่อวันที่ 31 ม.ค.

ข้อความที่สับสน

ในฮ่องกง ภาพที่นางแครี แลม ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แถลงข่าวเรื่องมาตรการรับมือการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยการสวมหน้ากากอนามัยและการสั่งปิดพรมแดนที่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่นั้นได้จุดกระแสความไม่เชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

พยาบาลในฮ่องกงได้ผละงานประท้วง ส่วนประชาชนได้ต่อต้านจุดกักกันโรคอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาสินค้าประเภทกระดาษชำระ ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่มือ ข้าวสาร และสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ขาดตลาดนานกว่าหนึ่งสัปดาห์

Image copyright AFP/Getty Images

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 ก.พ.นั้น นางแลมระบุว่า ฮ่องกงไม่มีแผนจะออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมการจำหน่ายหน้ากากอนามัย และเรียกร้องให้ประชาชนลดการอยู่ในที่ชุมชนที่มีผู้คนแออัด

ในขณะที่มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทางเข้าฮ่องกงเพียง 52 คนเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา นางแลมชี้ว่าการปิดพรมแดนกับจีนโดยสมบูรณ์นั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไป "เราขอให้ชาวฮ่องกงอยู่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เธอกล่าว

ส่วนในประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาราณสุข ได้กล่าวขออภัยหลังเอ่ยปากไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยกลับประเทศ ส่งผลให้แฮชแท็ก #รัฐบาลเฮงซวย กลับมาเป็นกระแสที่พูดถึงทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 27 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ราว 10 นาที โดยชี้แจงว่ารัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือ ป้องกัน และสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง แม่นยำ ให้แก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ หลังจาก 2 วันก่อนหน้า แฮชแท็ก #รัฐบาลเฮงซวย พุ่งขึ้นอันดับต้นของเทรนด์ทวิตเตอร์ในไทยด้วยยอดทวีตกว่า 400,000 ครั้ง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม