โคโรนา : ฮุน เซนชู “มนุษยธรรม” รับเรือสำราญเทียบท่ากัมพูชา ท่ามกลางข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

  • 14 กุมภาพันธ์ 2020
Cambodian Prime Minister Hun Sen (R) releases a dove during the Victory Day parade in Phnom Penh, Cambodia, 07 January 2020 Image copyright EPA

สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาบางประเทศ และได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) หลังอนุญาตให้เรือสำราญเวสเตอร์ดัม (Westerdam) เข้าเทียบท่าในเมืองสีหนุวิลล์ เมื่อ 13 ก.พ.

เขามีกำหนดการเยือนเมืองสีหนุวิลล์ เพื่อให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเกือบ 1,500 ชีวิต หลังจากชูเหตุผลด้าน "มนุษยธรรม" อนุญาตให้เรือสำราญลำนี้เทียบท่า ทั้งที่หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยปฏิเสธ เนื่องจากหวั่นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายแสดงความกังขาถึงการกระทำของนายฮุน เซน ว่าแท้จริงแล้วมาจากเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม หรือเป็นเพียงความพยายามเอาอกเอาใจ แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับรัฐบาลจีน ชาติพันธมิตรสำคัญที่ให้เงินกู้มหาศาลแก่กัมพูชา หรือเป็นการสร้างภาพเพื่อกลบข่าวเชิงลบที่สหภาพยุโรป (อียู) เพิ่งประกาศตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา ตอบโต้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประเทศ

"การยอมรับเรือสำราญที่ไม่มีชาติไหนรับ ช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่สหภาพยุโรปกำลังลงโทษกัมพูชาด้วยการตัดสิทธิพิเศษทางการค้า ฮุนเซนกำลังส่งสัญญาณไปถึงสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปว่าตัวเขายังเป็นมิตรที่เป็นประโยชน์ในบางครั้งบางคราว" ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวกับบีบีซีไทย

เรือสำราญเวสเตอร์ดัมออกเดินทางจากฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อล่องเรือเยือนไต้หวันและญี่ปุ่น โดยมีผู้โดยสาร 1,455 คน และลูกเรือ 802 คน มีกำหนดจะสิ้นสุดการเดินทางที่เมืองโยโกฮามาในวันที่ 15 ก.พ. นี้ แต่ทางการญี่ปุ่นได้ยกเลิกการเทียบท่าเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน เกาะกวม ฟิลิปปินส์ และไทย ที่ต่างไม่อนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เรือสำราญเวสเตอร์ดัม ขณะเข้าเทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์วันที่ 13 ก.พ.

"เจ้าบ้านที่มีความรับผิดชอบ"

นายฮุน เซน โพสต์เฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 13 ก.พ. ขอบคุณสันติภาพในกัมพูชา ซึ่งทำให้เรือสำราญลำใหญ่เข้าเทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ได้ โดยการตัดสินครั้งนี้อยู่บนเหตุผลว่า "เพื่อช่วยผู้ที่ติดอยู่บนเรือ 13 วันได้เดินทางกลับประเทศของพวกเขาอย่างปลอดภัย" และเสริมว่า เขา "ในฐานะเจ้าบ้านที่มีความรับผิดชอบและร่วมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน"

"ขอบคุณองค์การอนามัยโลกและประเทศอื่น ๆ (ที่มีพลเมืองอยู่บนเรือลำนี้) ที่ไว้วางใจเรา เพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือในยามยากคือเพื่อนยากอย่างแท้จริง"

"ตอนนี้โลกได้เห็นชัดเจนแล้วว่ากัมพูชาไม่ได้ให้ความร่วมมือเฉพาะกับมิตรประเทศอย่างจีน แต่ยังรวมถึงประชาชนจากทุกชาติ ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกัน เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ของโลกไปด้วยกัน"

ก่อนหน้านี้ นายฮุน เซน ให้สัมภาษณ์เรื่องการตัดสินใจให้เรือเวสเตอร์ดัมเข้าเทียบท่ากับ "เฟรชนิวส์" เว็บไซต์ข่าวของทางการกัมพูชา ว่า "โรคร้ายที่แท้จริงคือความหวาดกลัว เราต้องขจัดความกลัวต่อโรคนี้...กัมพูชาไม่มีการเลือกปฏิบัติ เราต้องทำงานด้านมนุษยธรรมในยามฉุกเฉินนี้"

ผู้นำกัมพูชาชี้ว่า "การอนุญาตให้ (เรือสำราญเวสเตอร์ดัม) เข้าเทียบท่าครั้งนี้เพื่อหยุดยั้งโรคแห่งความหวาดกลัวที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก"

"เราต้องช่วยพวกเขาเมื่อพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ" นายฮุน เซน เสริม

ท่าทีดังกล่าวทำให้นายเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส เลขาธิการ WHO กล่าวชื่นชมว่า "นี่คือตัวอย่างของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาคมโลกที่องค์การอนามัยโลกเรียกร้องมาตลอด"

Image copyright EPA

กลบข่าวร้าย ?

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. อียู ได้ตัดสินใจตัดสิทธิพิเศษการค้าบางส่วนต่อกัมพูชา เนื่องจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเป็นระบบของกัมพูชาซึ่งขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ของสหประชาชาติ

นายโจเซฟ บอร์เรลล์ ผู้แทนระดับสูงด้านกิจการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง/รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในแถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ว่า ระยะเวลา ขนาด และผลกระทบจากการที่กัมพูชาละเมิดสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมือง และเสรีภาพในการแสดงออกและประเด็นที่เกี่ยวข้องทำให้อียูไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าบางประการ อียูจะไม่ทนดูการที่ประชาธิปไตยถูกกัดกร่อน สิทธิมนุษยชนถูกบั่นทอน และการถกเถียงอย่างเป็นอิสระถูกปิดกั้น

"การตัดสินใจในวันนี้ของอียูสะท้อนถึงพันธสัญญาอันเหนียวแน่นที่อียูมีต่อประชาชนกัมพูชา สิทธิของพวกเขา และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ และการจะกอบกู้สิทธิพิเศษทางการค้านี้กลับคืน ทางการกัมพูชาจะต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น"

กัมพูชาสูญเสียอะไรในการตัดสิทธิ EBA

มาตรการนี้จะทำให้กัมพูชาเสียสิทธิพิเศษทางการค้าจากโครงการ Everything But Arms (EBA) ซึ่งอียูยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าและโควตานำเข้าให้แก่สินค้าจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยครอบคลุมสินค้าทุกประเภท ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อช่วยให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น

การตัดสิทธิพิเศษดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าที่กัมพูชาส่งไปขายยังอียู เช่น สินค้าประเภทสิ่งทอ, รองเท้า, สินค้าท่องเที่ยว และน้ำตาล ซึ่งมีมูลค่าราว 1 ใน 5 หรือประมาณ 1 พันล้านยูโร (ราว 3.4 หมื่นล้านบาท) ของยอดส่งออกรายปีที่กัมพูชาส่งออกไปอียู

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า หากรัฐสภายุโรปไม่คัดค้าน มาตรการนี้ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ส.ค.ปีนี้

อียูอเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยมีสัดส่วน 45% ของยอดส่งออกทั้งหมดของกัมพูชาในปี 2018 คิดเป็นมูลค่าราว 5.4 พันล้านยูโร (ราว 1.83 แสนล้านบาท)

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม