โคโรนา : หมอญี่ปุ่นหวั่นผู้โดยสารเรือสำราญที่ถูกปล่อยขึ้นฝั่งอาจมีเชื้อโรคโควิด-19

  • 20 กุมภาพันธ์ 2020
Diamond Princess in the Yokohama port Image copyright Reuters

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อชาวญี่ปุ่นเผยว่ารู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับมาตรฐานการกักกันและคัดกรองโรคโควิด-19 บนเรือสำราญไดมอนด์ ปรินเซส ซึ่งเริ่มทยอยปล่อยให้ผู้โดยสารที่ผ่านการคัดกรองโรคกลับขึ้นฝั่ง ชี้ใช้วิธีตรวจผิดหลักวิทยาศาสตร์และอาจทำให้เชื้อแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น

เรือไดมอนด์ ปรินเซส ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือราว 3,700 คน ถูกทางการญี่ปุ่นสั่งกักกันโรคและห้ามคนบนเรือขึ้นฝั่งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คนแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่อย่างน้อย 621 คน ซึ่งถือเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน

ขณะที่ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (20 ก.พ.) ว่ามีผู้โดยสาร 2 คน เสียชีวิตจากการติดเชื้อบนเรือ โดยทั้งคู่ถูกนำตัวลงจากเรือไปรับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 87 ปี ที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืดอยู่ก่อนที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนเรือ ส่วนอีกคน เป็นหญิงวัย 84 ปี ที่เสียชีวิตจากอาการปอดบวม ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เมื่อวานนี้ (19 ก.พ.) ผู้โดยสารบนเรือไดมอนด์ ปรินเซส ประมาณ 500 คน ได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่งแล้ว หลังผ่านการตรวจคัดกรองโรคเมื่อครบระยะเวลาเฝ้าระวัง 14 วัน และไม่แสดงอาการป่วยของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โรคโควิด-19

ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์เคนทาโร อิวาตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโกเบ ได้เดินทางไปยังเรือสำราญดังกล่าวที่จอดเทียบท่าเรือโยโกฮามา

โดยในการให้สัมภาษณ์ผ่านทางสไกป์กับ รูเพิร์ต วิงฟิลด์ เฮยส์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี เขาเล่าว่า กระบวนการกักกันโรคและตรวจคัดกรองโรคของทางการญี่ปุ่นไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้โดยสารที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นฝั่งเหล่านี้จะปลอดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างแท้จริง

คำบรรยายภาพ ศ.อิวาตะ เผยว่า "ผมรู้สึกช็อกและยังกลัวว่า (ตนเอง) จะเริ่มแสดงอาการของโรคนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"

"ผมประหลาดใจที่ได้เห็นการปะปนกันระหว่าง 'เขตสกปรก' (dirty zone) ซึ่งเราเรียกว่าเขตสีแดงกับเขตสีเขียว ซึ่งหมายถึง 'เขตสะอาด' (clean zone)" ศ.อิวาตะ กล่าว

"คุณจะต้องแบ่งแยกพื้นที่อย่างชัดเจนระหว่างบริเวณที่ปลอดเชื้อไวรัสกับบริเวณที่อาจมีเชื้อ นี่คือสิ่งแรกที่เราปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อทั่วโลก"

ศ.อิวาตะเผยว่า "ผมรู้สึกช็อกและยังกลัวว่า (ตนเอง) จะเริ่มแสดงอาการของโรคนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"

ตอนทำงานช่วงอีโบลาระบาดในแอฟริกายังรู้สึกว่าปลอดภัยกว่านี้

ศ.อิวาตะกล่าวต่อว่า หากเปรียบเทียบกับมาตรการควบคุมโรคบนเรือไดมอนด์ ปรินเซส ที่เขาได้เห็นครั้งนี้ เขายังรู้สึกว่าตนเองปลอดภัยกว่านี้ตอนที่ทำงานในช่วงที่โรคอีโบลาแพร่ระบาดในทวีปแอฟริกา

"ผมรู้สึกปลอดภัยกว่ามากที่แอฟริกา เพราะคุณรู้ว่าพื้นที่ไหนปลอดจากไวรัส และคุณรู้ว่าผู้ติดเชื้ออยู่ที่ไหน มันมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างเขตสีแดงกับเขตสีเขียว"

"คุณต้องใช้ความระวังเป็นพิเศษในการต่อสู้กับโรคอีโบลา แต่คุณก็ยังรู้ว่ากำลังสู้กับอะไรและจะหลบหลีกได้ที่ไหน แต่ภายในเรือไดมอนด์ ปรินเซส คุณไม่รู้เลยว่ามีไวรัสอยู่ตรงไหนบ้าง" ศ.อิวาตะ บอกกับบีบีซี

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บนเรือไดมอนด์ ปรินเซสอยู่ที่อย่างน้อย 621 คน ซึ่งถือเป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน

ศ.อิวาตะ พบอะไรบ้าง

หลังจากได้เดินทางไปสังเกตการณ์ที่เรือสำราญไดมอนด์ ปรินเซส ศ.อิวาตะ รายงานสิ่งที่พบดังต่อไปนี้ :

  • ผู้โดยสารและลูกเรือสามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระระหว่างเขตสีเขียวและเขตสีแดง
  • ผู้คนรับประทานอาหารร่วมกัน และใช้พื้นที่ส่วนนั่งเล่นร่วมกัน
  • คนบนเรือไม่สวมชุดป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
  • บนเรือไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมการติดเชื้อ

เสียงวิจารณ์การทำงานของทางการญี่ปุ่น

แม้ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นจะยืนกรานว่าได้จัดการกับการแพร่ระบาดของโรคบนเรือไดมอนด์ ปรินเซสอย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลายฝ่ายได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) เตือนว่า "(มาตรการกักกันโรค) อาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันการแพร่เชื้อสู่กันระหว่างคนบนเรือ"

"อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่บนเรือ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ยังไม่แสดงอาการนั้นแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง" CDC ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเผยว่า ขณะนี้มีการใช้มาตรการจำกัดการเดินทางของ "ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด" บนเรือลำนี้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเดินทางกลับเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน หลังออกจากเรือไดมอนด์ ปรินเซส

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรแนะนำให้พลเมืองของตน 74 คน อยู่บนเรือต่อไปเพราะหากขึ้นฝั่งในตอนนี้อาจประสบปัญหาในการขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ

ด้านเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นพยายามแก้ต่างมาตรการของตน โดยชี้ว่า การติดเชื้อครั้งใหญ่น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการกักกันโรคแล้ว

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ผู้โดยสารบนเรือไดมอนด์ ปรินเซส กลุ่มแรกประมาณ 500 คน ได้ขึ้นฝั่ง หลังผ่านการตรวจคัดกรองโรคเมื่อครบระยะเวลาเฝ้าระวัง 14 วัน และไม่แสดงอาการป่วยของโรคโควิด-19

การตรวจที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์

สำหรับคนบนเรือไดมอนด์ ปรินเซส ที่ทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้ขึ้นฝั่งได้นั้น จะต้องมีผลตรวจเชื้อที่เป็นลบ และไม่แสดงอาการป่วยของโรคโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ศ.อิวาตะ ระบุว่า เขาเป็นกังวลในเรื่องนี้ เพราะผู้โดยสาร "จะไม่มีทางรู้ได้เลย" หากพวกเขาติดเชื้อเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

"หากคุณได้รับเชื้อเมื่อวาน คุณจะต้องถูกแยกตัวไปสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งนี่รวมถึงตัวผมด้วย" เขากล่าว

ศ.อิวาตะ บอกอีกว่าญี่ปุ่น "เข้าใจผิด" เรื่องการใช้วิธีตรวจสารพันธุกรรมเพื่อบ่งชี้ว่าผู้โดยสารบนเรือติดเชื้อไวรัสนี้หรือไม่

"การตรวจสารพันธุกรรมไม่ได้สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ติดเชื้ออยู่ในระยะที่ยังไม่แสดงอาการ หรือไม่มีอาการของโรคเลย ดังนั้นปริมาณของเชื้อไวรัสในร่างกายยังมีน้อย และการตรวจอาจให้ผลผิดพลาดออกมาเป็นลบ"

"จากนั้นเมื่อกลับบ้าน การติดเชื้อและอาการจะเริ่มปรากฏขึ้น ซึ่งการตรวจวินิจฉัยผู้ที่ยังไม่แสดงอาการติดเชื้อจึงเป็นแนวคิดที่ผิดอย่างยิ่ง รวมทั้งยังผิดหลักการวิทยาศาสตร์และหลักตรรกวิทยา" ศ.อิวาตะกล่าว

Image copyright AFP/Getty Images

ไทยเตรียมรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะ 3

ในส่วนของไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือการระบาดของโรคนี้ในระยะที่ 3 แม้ขณะนี้การแพร่กระจายของโรคยังในไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 และสามารถควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้มากพอสมควร

นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุก่อนหน้านี้ว่าการแพร่ระบาดของโรคระยะที่ 3 หมายถึงการที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการระบาดในวงกว้าง มาตรการสำหรับระยะนี้คือการดูแลผู้ป่วยและพยายามชะลอการแพร่ระบาด เน้นการรับมือที่โรงพยาบาล เพราะเมื่อมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ก็จะมีผู้ป่วยไปโรงพยาบาลมากขึ้นจนอาจรองรับไม่ไหว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม