ตาลีบันกับสหรัฐฯ ลงนามใน 'ข้อตกลงนำสันติภาพ' มาสู่อัฟกานิสถาน กว่าจะมาถึงวันนี้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

นายซัมไมย์ เคลิลซาด ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายมุลลาห์ อับดุล กานี บาราดาร์ จากกลุ่มตาลีบัน จับมือกันหลังลงนามในข้อตกลง

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ,

นายซัมไมย์ เคลิลซาด ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายมุลลาห์ อับดุล กานี บาราดาร์ จากกลุ่มตาลีบัน จับมือกันหลังลงนามในข้อตกลง

ผู้แทนของสหรัฐฯ อัฟกานิสถาน และตาลีบัน ต่างระมัดระวังที่จะเรียกข้อตกลงที่ลงนามกันในกรุงโดฮาของกาตาร์ว่า เป็น "ข้อตกลงสันติภาพ" ตาลีบันจะทำอะไรต่อไป หลังจากลงนามใน "ข้อตกลงนำสันติภาพ" มาสู่อัฟกานิสถานกับสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานกว่า 18 ปี

สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization) หรือ นาโต เห็นชอบที่จะถอนทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในเวลา 14 เดือน ถ้าสมาชิกกลุ่มติดอาวุธตาลีบันยึดมั่นในข้อตกลง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มันเป็น "การเดินทางที่ยากลำบากและยาวนาน" ในอัฟกานิสถาน "หลังจากผ่านพ้นมานานหลายปี ถึงเวลาที่จะพาคนของเรากลับบ้านแล้ว"

ขณะที่รัฐบาลอัฟกานิสถานและกลุ่มตาลีบันมีกำหนดจะเจรจากันต่อหลังจากนี้อีกหลายครั้ง เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมถึงใช้เวลายาวนานมาก

ภายใต้ข้อตกลงนี้ กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน เห็นชอบด้วยว่า จะไม่ยอมให้ กลุ่มอัลกออิดะห์ หรือกลุ่มสุดโต่งอื่น ๆ ปฏิบัติการในพื้นที่ที่พวกเขาควบคุมอยู่

นายทรัมป์ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ตาลีบันพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานแล้ว เขากล่าวว่า ทหารสหรัฐฯ ได้สังหารผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถานไปแล้ว "หลายพันคน" และตอนนี้ "ถึงเวลาให้คนคนอื่นมาทำงานนี้ อาจจะเป็นตาลีบัน หรือประเทศโดยรอบ"

"ผมเชื่อว่า ตาลีบันต้องการทำอะไรบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เสียเวลาเปล่า" นายทรัมป์ กล่าวเพิ่มเติม "ถ้าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีก เราก็จะกลับไปใช้กำลังอย่างที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน"

สหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถาน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากกลุ่มอัลกออิดะห์ที่ตั้งอยู่ในอัฟกานิสถานโจมตีนครนิวยอร์กในเดือน ก.ย. 2001

ทหารสหรัฐฯ มากกว่า 2,400 นาย เสียชีวิต ระหว่างความขัดแย้งนี้ และมีทหารราว 12,000 นายยังคงประจำการอยู่ในอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ รับปากว่าจะยุติความขัดแย้งนี้

เกิดอะไรขึ้นในโดฮา

ข้อตกลงนี้ลงนามโดยนายซัมไมย์ เคลิลซาด ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายมุลลาห์ อับดุล กานี บาราดาร์ โดยมีนายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นพยาน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ นายปอมเปโอ เรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน "รักษาสัญญาในการตัดสัมพันธ์กับกลุ่มอัลกออิดะห์"

นายบาราดาร์ กล่าวว่า เขาหวังว่า อัฟกานิสถาน จะฟื้นกลับคืนมาได้ หลังจากเผชิญความขัดแย้งมานาน 4 ทศวรรษ

"ผมหวังว่า การถอนทหารต่างชาติทั้งหมดออกไปจากอัฟกานิสถาน ชาติอัฟกันภายใต้การปกครองอิสลามจะมีความสุขและเจริญรุ่งเรือง"

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ,

ชาวอัฟกันในเมืองจาลาลาบัด ออกมาเฉลิมฉลองก่อนที่จะมีการลงนาม

ขณะที่นายมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานกับประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ของอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลของเขาไม่ได้เข้าร่วมในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และกลุ่มตาลีบัน

นายเอสเปอร์ กล่าวว่า "นี่คือช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น หนทางข้างหน้าไม่ง่าย การทำให้เกิดสันติภาพในอัฟกานิสถานจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย" เขากล่าวว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนรัฐบาลอัฟกานิสถานต่อไป

ด้านนายกานี กล่าวว่า อัฟกานิสถาน "เฝ้ารอที่จะเห็นการหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบ" รัฐบาลอัฟกานิสถานระบุว่า พร้อมที่จะเจรจากับกลุ่มตาลีบัน

ข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

ภายในเวลา 135 วันแรกของการลงนามในข้อตกลง สหรัฐฯ จะลดกำลังทหารในอัฟกานิสถานเหลือ 8,600 นาย ขณะที่ชาติพันธมิตรก็จะถอนกำลังออกไปตามสัดส่วน

การถอนกำลังนี้ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวได้ว่า เขาได้นำทหารบางส่วนกลับบ้านแล้ว ก่อนหน้าที่จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.

ข้อตกลงนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันด้วย โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษของตาลีบันราว 5,000 คน กับกองกำลังความมั่นคงของอัฟกานิสถานราว 1,000 นายที่ถูกจับเป็นเชลย ในวันที่ 10 มี.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่การเจรจาระหว่างกลุ่มตาลีบันและรัฐบาลอัฟกานิสถานมีกำหนดจะเริ่มขึ้น

นอกจากนี้สหรัฐฯ จะยกเลิกการคว่ำบาตรต่อกลุ่มตาลีบัน และประสานงานกับสหประชาชาติในการยกเลิกการคว่ำบาตรของสหประชาชาติต่อกลุ่มตาลีบันด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters

ขณะที่ ซาห์รา ฮุสเซนี นักเคลื่อนไหวในกรุงคาบูล กล่าวว่า เธอเกรงว่า ข้อตกลงนี้อาจทำให้สถานการณ์สำหรับผู้หญิงในอัฟกานิสถานเลวร้ายลง

"ฉันไม่ไว้ใจตาลีบัน และจำได้ว่า พวกเขากดขี่ผู้หญิงมากแค่ไหนตอนที่ปกครองอัฟกานิสถาน" นักเคลื่อนไหว วัย 28 ปี กล่าวกับ เอเอฟพี

"วันนี้ เป็นวันที่มืดมน และฉันกำลังชมพิธีลงนามข้อตกลง ฉันมีความรู้สึกในทางที่ไม่ค่อยดีว่า มันจะลงเอยด้ยการทำให้พวกเขากลับมาครองอำนาจ มากกว่าการทำให้เกิดสันติภาพขึ้น"

ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

บทวิเคราะห์โดย ลีส ดูเซ็ต หัวหน้าผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ

กว่าจะเกิดข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้ ใช้เวลานานหลายปี ทุกฝ่ายต่างใช้สมรภูมิรบในการพยายามสร้างความได้เปรียบ

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากความแน่วแน่ของอเมริกาในการนำทหารกลับบ้าน และการยอมรับ (อย่างน้อยก็ในหมู่สมาชิกบางส่วนของตาลีบัน) ว่าการเจรจานี้คือหนทางที่ดีที่สุดในการกลับสู่คาบูล

ข้อตกลงนี้ คือก้าวย่างที่สำคัญในการก้าวไปข้างหน้า แม้ว่ายังมีข้อกังขาและความไม่แน่นอนว่า มันจะนำไปพาไปสู่จุดไหน ขณะที่ทางเลือกอื่นมีเพียงการทำสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด ดูเหมือนว่า ชาวอัฟกันจำนวนมากก็พร้อมที่จะรับความเสี่ยงนี้เพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้น

บรรดาผู้นำของกลุ่มตาลีบัน ระบุว่า พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่ปกครองอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งหลายคนยังคงไม่ลืมเลือน โดยเฉพาะผู้หญิงอัฟกัน

กระบวนการนี้จะเป็นบททดสอบกลุ่มตาลีบัน รวมถึงผู้นำชาวอัฟกันในอดีต และคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และกำลังหวังว่า จะมีอนาคตที่ต่างไปจากเดิม

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

  • นายอันโตนิอู กุแตร์เรช เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ เน้นย้ำถึง "ความสำคัญของการลดความรุนแรงทั่วประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อผลประโยชน์ของชาวอัฟกันทุกคน"
  • นายเยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการนาโต กล่าวว่า "เราเข้าไปด้วยกันในปี 2001 เรากำลังจะปรับ [ระดับกำลังทหาร] ด้วยกัน แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราก็จะออกมาด้วยกัน แต่เราจะออกมาก็ต่อเมื่อเงื่อนไขทุกอย่างถูกต้องเท่านั้น"
  • นายเบน วอลลิซ รัฐมนตรีกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า "ผมยินดีในก้าวเล็ก ๆ แต่เป็นก้าวที่มีความสำคัญยิ่งในการก้าวสู่โอกาสที่ชาวอัฟกันจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีสันติภาพ ปราศจากการก่อการร้าย... เรายังคงยึดมั่นในการสร้างอัฟกานิสถานที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า"

การเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-ตาลีบัน ผ่านอะไรมาบ้าง

นับตั้งแต่ปี 2011 กาตาร์ ได้ต้อนรับผู้นำตาลีบันหลายคนที่ย้ายไปอยู่ที่นั่นเพื่อหารือเกี่ยวกับสันติภาพในอัฟกานิสถาน มีการเปิดสำนักงานของตาลีบันในปี 2013 และปิดลงในปีเดียวกันจากปัญหาเรื่องธง ทำให้ความพยายามต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาหยุดชะงัก

ในเดือน ธ.ค. 2018 กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน ประกาศว่า จะพบกับเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ เพื่อพยายามหา "แผนการสู่สันติภาพ" แต่กลุ่มอิสลามสุดโต่งกลุ่มนี้ยังคงปฏิเสธไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ซึ่งพวกเขาเห็นว่า เป็น "หุ่นเชิด" ของสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

ยังไม่มีความชัดเจนว่า ทหารสหรัฐฯ จะประจำการอยู่มากแค่ไหน ถ้ากระบวนการสันติภาพสะดุด

หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-ตาลีบัน ในกาตาร์ ผ่านไป 9 รอบ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลง

หัวหน้าผู้เจรจาจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหาร 5,400 นาย ออกจากอัฟกานิสถานภายในเวลา 20 สัปดาห์ ตามข้อตกลง ที่มีการยอมรับ "ในหลักการ" กับกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน

แต่ไม่กี่วันต่อมา นายทรัมป์ ก็ระบุว่า การเจรจานี้ "จบสิ้นแล้ว" หลังจากที่ทางกลุ่มตาลีบันสังหารทหารสหรัฐฯ นายหนึ่ง แต่ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทั้งสองฝ่ายก็กลับมาหารือกันต่อโดยไม่เปิดเผย

เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ทางตาลีบัน ยอมที่จะ "ลดความรุนแรง" แม้ว่า เจ้าหน้าที่ทางการอัฟกานิสถานระบุว่า มีทหารอย่างน้อย 22 นาย และพลเรือน 14 คน เสียชีวิตจากการโจมตีของตาลีบันในช่วงเวลานั้น

สงครามในอัฟกานิสถานมีความเป็นมาอย่างไร

สงครามนี้เริ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศในช่วง 1 เดือน หลังจากเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 หลังจากที่ตาลีบันไม่ยอมส่งมอบตัวนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีให้สหรัฐฯ

สหรัฐฯ พร้อมกับกองกำลังผสมนานาชาติ ได้กำจัดกลุ่มตาลีบันออกจากการปกครองอัฟกานิสถานอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาได้ผันตัวไปเป็นกองกำลังติดอาวุธ และยังคงก่อเหตุโจมตีรุนแรงอย่างต่อเนื่อง สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลต่าง ๆ ของอัฟกานิสถานในเวลาต่อมา

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ,

นายมุลลาห์ อับดุล กานี บาราดาร์ (กลาง) หัวหน้าฝ่ายการเมืองของตาลีบัน ลงนามในข้อตกลง

กองกำลังผสมนานาชาติ ได้ยุติปฏิบัติการสู้รบในปี 2014 และคงกำลังไว้เพื่อฝึกหัดกองกำลังของอัฟกานิสถานเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการสู้รบขนาดเล็ก รวมถึงการโจมตีทางอากาศต่อไป

กลุ่มตาลีบันยังคงรักษากองกำลังและอิทธิพลไว้ได้ โดยบีบีซีพบว่า ในปี 2017 พวกเขายังคงปฏิบัติการในพื้นที่ 70% ของอัฟกานิสถาน

มีสมาชิกของกองกำลังผสมนานาชาติเกือบ 3,500 นาย เสียชีวิตในอัฟกานิสถาน ตั้งแต่การบุกในปี 2001

ส่วนตัวเลขของพลเรือนอัฟกัน สมาชิกกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน และกองกำลังของรัฐบาลไม่สามารถระบุจำนวนที่ชัดเจนได้ ในรายงานเดือน ก.พ. 2019 สหประชาชาติ ระบุว่า มีพลเรือนมากกว่า 32,000 คน เสียชีวิต สถาบันวัตสัน (Watson Institute) ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ระบุว่า มีบุคลากรด้านความมั่นคง 58,000 นาย และนักรบฝ่ายต่อต้าน 42,000 คน เสียชีวิต

ทำไมสงครามนี้จึงยืดเยื้อ

มีหลายเหตุผลสำหรับคำถามนี้ รวมถึงการต่อต้านอย่างดุเดือดของฝ่ายตาลีบัน ประกอบกับข้อจำกัดหลายประการของกองกำลังอัฟกานิสถานและการบริหารจัดการ การที่หลายชาติไม่สามารถที่จะคงกำลังทหารไว้ในอัฟกานิสถานเป็นเวลานานได้

ในช่วงเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ตาลีบันถอยไปตั้งรับ ในช่วงปลายปี 2009 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ประกาศจะ "เพิ่ม" กำลังทหาร ทำให้จำนวนทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเพิ่มเป็นสูงสุดถึง 100,000 นาย

การเพิ่มกำลังทหารนี้ ช่วยผลักดันให้ตาลีบันออกไปอยู่ตามพื้นที่แถบตอนใต้ของอัฟกานิสถาน แต่กำลังทหารที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ประจำการอยู่นานหลายปี

ดาวุด อาซามี ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส ระบุว่า มี 5 เหตุผลหลัก ที่ทำให้สงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึง:

  • การขาดความชัดเจนทางการเมือง นับตั้งแต่มีการบุกอัฟกานิสถาน และมีคำถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของกลยุทธ์ของสหรัฐฯ ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา
  • การที่แต่ละฝ่ายพยายามคุมเชิงกันอยู่ และตาลีบันได้พยายามที่จะขยายอิทธิพลของตัวเองในช่วงของการเจรจาสันติภาพ
  • ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นจากฝีมือของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน โดยพวกเขาอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากหลายครั้งในช่วงไม่นานนี้

นอกจากนี้ ปากีสถาน เพื่อนบ้านของอัฟกานิสถาน ก็มีบทบาทสำคัญ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตาลีบัน ได้แผ่ขยายเข้าไปในปากีสถาน พวกเขาสามารถที่รวมกลุ่มกันที่นั่นในช่วงที่สหรัฐฯ บุก แต่ปากีสถานปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ไม่ได้ช่วยเหลือหรือคุ้มครองตาลีบัน แม้ว่า สหรัฐฯ จะเรียกร้องให้ปากีสถานดำเนินการต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอัฟกานิสถาน

ข้อตกลงที่เกิดขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่การเจรจาระหว่างกลุ่มติดอาวุธตาลีบันและผู้นำทางการเมืองของอัฟกานิสถาน รวมถึงบุคคลจากฝ่ายรัฐบาล

การเจรจานั้นจะมีความท้าทายมากขึ้นไปอีก โดยจะต้องมีการสมานฉันท์กันในเรื่องวิสัยทัศน์การเป็น "เอมิเรตอิสลาม" (Islamic Emirate) ของฝ่ายตาลีบัน และการเป็นอัฟกานิสถานที่เป็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2001

สิทธิสตรีจะเป็นอยู่ตรงไหน ท่าทีของตาลีบันต่อประชาธิปไตยคืออะไร คำถามเหล่านี้จะตอบได้ก็ต่อเมื่อ "การเจรจากันภายในอัฟกานิสถาน" เริ่มขึ้นเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

นายเยนส์ สโตลเตนแบร์ก เลขาธิการนาโต จับมือกับ นายอัชราฟ กานี ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน ในกรุงคาบูล เมื่อ 29 ก.พ. วันที่มีการลงนามในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และกลุ่มตาลีบัน ในกรุงโดฮา ของกาตาร์

จนถึงตอนนี้ ตาลีบัน ก็ยังไม่มีความชัดเจน บางทีพวกเขาอาจจะจงใจให้เป็นเช่นนั้น มีอุปสรรคหลายประการที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่การเจรจาเหล่านี้จะเริ่มขึ้น ตาลีบัน ต้องการให้ปล่อยตัวนักโทษตาลีบัน 5,000 คน ก่อนที่จะเริ่มเจรจา ขณะที่รัฐบาลอัฟกานิสถานต้องการใช้นักโทษเหล่านี้เป็นหมากในการเจรจาต่อรอง เพื่อโน้มน้าวให้ตาลีบันยอมหยุดยิง

นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เป็นผลมาจากนายอับดุลลาห์ อับดุลลาห์ คู่แข่งของนายอัชราฟ กานี กล่าวหาว่า มีการทุริตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในอัฟกานิสถานอาจทำให้ ผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจากับตาลีบันได้ยากขึ้น

เจ้าหน้าที่ทางการอัฟกานิสถานคนหนึ่ง เปิดเผยกับ เซอคันดาร์ เคอร์มานี ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำกรุงคาบูล ว่า แม้การเจรจา "ภายในอัฟกานิสถาน" จะเริ่มขึ้น ก็จะต้องใช้เวลานานหลายปี แต่สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า จะถอนกำลังทหารทั้งหมดภายใน 14 เดือน ถ้าตาลีบันทำตามข้อตกลง

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ถ้ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงกันในการเจรจากันภายในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ จะคงกำลังทหารไว้หลังจากนั้นหรือไม่

คำบรรยายวิดีโอ,

ผู้สื่อข่าวบีบีซี พาสำรวจชีวิตผู้คนในดินแดนที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

เจ้าหน้าที่ทางการของอัฟกานิสถาน เน้นย้ำว่า การถอนทหาร "มีเงื่อนไข" แต่เจ้าหน้าที่การทูตคนหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงคาบูลว่า การถอนทหารจะเกิดขึ้นเมื่อ "การเจรจากันภายในอัฟกานิสถาน" เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่สิ้นสุดลง เขาเน้นย้ำถึงความกังวลว่า ถ้าสหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกไป และตาลีบันตัดสินใจกลับไปสู้รบอีกครั้ง กองกำลังอัฟกานิสถานก็มีความเสี่ยงที่จะเสียหายอย่างรุนแรง

นักวิเคราะห์หลายคน เตือนว่า ตาลีบัน ไม่ได้ระบุกับฝ่ายผู้สนับสนุนพวกเขาว่า การยินยอมต่าง ๆ ตามข้อตกลงที่ลงนามกันนั้น คือ "ชัยชนะ" ตาลีบันต้องการความชอบธรรมและการยอมรับจากนานาชาติ พิธีลงนามที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตในกรุงโดฮาทำให้พวกเขาได้รับสิ่งนั้น และอาจจะรู้สึกว่า การเจรจาเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนชาวอัฟกันทั่วไป อย่างน้อยในระยะสั้นนี้ก็คือ ความรุนแรงที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติแล้วช่วงเวลาของ "ฤดูกาลสู้รบ" จะเริ่มขึ้นในช่วงเริ่มฤดูใบไม้ผลิเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น ดังนั้นในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ก็อาจจะได้คำตอบว่า ความรุนแรงจะลดลงหรือไม่