ไวรัสโคโรนา : 6 ความเชื่อไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในการป้องกันโรคโควิด-19

  • ทีมตรวจสอบความจริง
  • บีบีซี นิวส์
มือผู้ชายกำลังถือกระเทียม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

กระเทียม: โดยรวมแล้วอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่มันไม่ได้ช่วยป้องกันไวรัสโคโรนา

ไวรัสโคโรนากำลังแพร่กระจายไปในหลายประเทศทั่วโลก และขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา แต่ก็มีคำแนะนำทางสุขภาพที่ผิดส่งต่อกันในโลกออนไลน์ มีทั้งคำแนะนำที่ไม่ได้มีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย ไปจนถึงคำแนะนำที่อาจทำให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงได้

เราได้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างบางอย่างที่มีการส่งต่อกันมากที่สุด โดยดูว่า ทางวิทยาศาสตร์พูดถึงเรื่องนี้อย่างไร

1. กระเทียม

คนจำนวนมากโพสต์แนะนำทางเฟซบุ๊กว่าให้กินกระเทียม เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) ระบุว่า แม้ว่า กระเทียมจะเป็น "อาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ และมีสรรพคุณต่อต้านจุลชีพหลายชนิด ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า การกินกระเทียมสามารถปกป้องผู้คนจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้

หลายกรณี วิธีการรักษาเช่นนี้ไม่ได้เป็นอันตราย ตราบใดที่ยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ที่มีหลักฐานอ้างอิง แต่ในบางกรณีก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน

เซาธ์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานเรื่องของหญิงคนหนึ่งที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจากอาการคออักเสบอย่างรุนแรง หลังจากกินกระเทียมสด 1.5 กิโลกรัม

เรารู้ว่า โดยทั่วไปแล้ว การกินผัก ผลไม้ และการดื่มน้ำให้ผลดีต่อสุขภาพ แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า มีอาหารชนิดใดที่ช่วยต่อต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ได้

2. 'น้ำแร่มหัศจรรย์'

จอร์แดน เซเทอร์ ยูทิวเบอร์ซึ่งมีผู้ติดตามนับแสนคน อ้างว่า "น้ำแร่มหัศจรรย์เสริมอาหาร" (miracle mineral supplement) หรือที่เรียกว่า MMS สามารถ "กำจัด" ไวรัสโคโรนาได้

น้ำแร่นี้มี คลอรีนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารฟอกสีชนิดหนึ่ง

เซเทอร์ และอีกหลายคน สนับสนุนให้ใช้น้ำแร่นี้ ก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนา โดยเมื่อเดือน ม.ค. เขาได้ทวีตข้อความว่า "ไม่ใช่แค่ คลอรีนไดออกไซด์ (หรือที่เรียกว่า MMS) ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างได้ผล มันช่วยกำจัดไวรัสโคโรนาได้ด้วย"

ปีที่แล้ว องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (Food and Drug Administration--FDA) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหลายประเทศต่างก็ออกคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

FDA ระบุว่า "ไม่เคยรู้ว่ามีงานวิจัยใดที่แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัย หรือรักษาอาการเจ็บป่วยอย่างได้ผล" นอกจากนี้ยังเตือนว่า การดื่มน้ำแร่นี้อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องเสีย, และอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงได้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

มีรายงานว่า เจลล้างมือขาดหมดแล้วในหลายร้าน

3. เจลล้างมือทำเอง

มีรายงานจากที่ต่าง ๆ เรื่องการขาดแคลนเจลล้างมือ ขณะที่การล้างมือเป็นวิธีการสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส

ในช่วงที่มีรายงานว่า ขาดแคลนเจลล้างมือในอิตาลี ก็มีการแชร์สูตรการทำเจลล้างมือเองที่บ้านทางโซเชียลมีเดียหลายสูตร

แต่สูตรเหล่านี้ เหมาะสำหรับนำไปใช้ฆ่าเชื้อบนพื้นผิววัสดุมากกว่า นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับผิว

เจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ นอกจากมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 60-70% จะต้องมีสารให้ความชุ่มชื้นอยู่ด้วย เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว

ศาสตราจารย์ซัลลี บลูมฟีลด์ วิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน (London School of Hygiene and Tropical Medicine) กล่าวว่า เธอไม่เชื่อว่า จะสามารถทำผลิตภัณฑ์สำหรับล้างมือได้เองที่บ้าน แม้แต่วอดกาก็มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เพียง 40% เท่านั้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention--CDC) แนะนำว่า การทำความสะอาดพื้นผิวต่าง ๆในบ้านใช้เพียง น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไป ก็เพียงพอแล้ว

4. แร่เงินที่ดื่มได้ (Drinkable silver)

แขกรับเชิญคนหนึ่งในรายการของจิม เบก์เคอร์ ครูสอนศาสนาผ่านทางโทรทัศน์ (televangelist) ในสหรัฐฯ อ้างว่า แร่เงินคอลลอยด์ ซึ่งเป็นเศษโลหะเล็กแขวนลอย ช่วยกำจัดไวรัสโคโรนาได้หลายสายพันธุ์ ภายใน 12 ชั่วโมง (แต่ก็ยอมรับว่า ยังไม่ได้รับการทดสอบกับโรคโควิด-19)

แนวคิดที่บอกว่า มันเป็นวิธีการรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ได้ผลนี้ ถูกส่งต่อกันอย่างมากในเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะกลุ่ม "อิสรภาพทางการแพทย์" (medical freedom) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อมั่นในแนวทางการรักษาของแพทย์กระแสหลัก

ผู้สนับสนุนการใช้แร่เงินคอลลอยด์ อ้างว่า มันใช้รักษาอาการเจ็บป่วยได้ทุกอย่าง ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อโรค และบอกว่า มันช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ บอกชัดเจนว่า ไม่มีหลักฐานว่า แร่เงินชนิดนี้ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยชนิดใดได้ ที่สำคัญคือ มันอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง รวมถึง การทำให้ไตเสียหาย, การชัก, และอาร์จัยเรีย (Argyria) ซึ่งเป็นอาการที่ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ บอกว่า แร่นี้ไม่เหมือนกับ แร่เหล็กหรือสังกะสี มันไม่ใช่โลหะที่มีความสำคัญในร่างกายมนุษย์

ผู้ที่สนับสนุนการใช้สารนี้เพื่อดูแลสุขภาพโดยรวมบางส่วนทางโซเชียลมีเดีย พบว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความจริงของเฟซบุ๊ก ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับการโพสต์เรื่องนี้ของพวกเขา

5. ดื่มน้ำทุก 15 นาที

มีโพสต์หนึ่ง ที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กหลายคนได้คัดลอกและนำไปเผยแพร่ต่อ อ้างว่า "แพทย์ชาวญี่ปุ่น" ซึ่งแนะนำให้ดื่มน้ำทุก 15 นาที เพื่อล้างไวรัสทุกชนิดที่อาจจะเข้าไปในปาก โดยโพสต์นี้ที่มีการแปลเป็นภาษาอาหรับ ถูกแชร์ไปกว่า 250,000 ครั้ง

ศาสตราจารย์บลูมฟีลด์ ระบุว่า ไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่า มันช่วยได้

ไวรัสที่อยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ผ่านระบบทางเดินหายใจ เมื่อคุณหายใจเข้า บางส่วนอาจจะเข้าไปทางปาก แต่แม้แต่ดื่มน้ำไม่หยุดก็ไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสพวกนี้ได้

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำ และการรักษาระดับน้ำให้เพียงพอในร่างกาย เป็นข้อแนะนำที่ดีทางการแพทย์

6. ความร้อนและเลี่ยงการกินไอศกรีม

มีคำแนะนำหลายอย่างเกี่ยวกับการใช้ความร้อนในการฆ่าไวรัส ตั้งแต่การแนะนำให้ดื่มน้ำร้อนไปจนถึงอาบน้ำร้อน หรือใช้เครื่องเป่าผม

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายสิบคนในหลายประเทศได้คัดลอกและนำเนื้อหาของโพสต์หนึ่งไปเผยแพร่ โดยมีการอ้างอย่างผิด ๆ ว่า มาจากองค์การยูนิเซฟ โพสต์นั้นระบุว่า การดื่มน้ำร้อนและการรับแสงแดดจะช่วยฆ่าไวรัสนี้ได้ และระบุด้วยว่า ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไอศกรีม

ชาร์ลอตต์ กอร์นิตซ์กา ซึ่งทำงานให้กับยูนิเซฟ เกี่ยวกับข้อมูลไวรัสโคโรนาที่ไม่ถูกต้อง กล่าวว่า "ข้อความทางออนไลน์ที่ไม่ถูกต้องเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า เป็นข้อความของยูนิเซฟ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานไอศกรีมและอาหารเย็นอื่น ๆ จะสามารถป้องกันการโรคนี้ได้ แน่นอนว่า เรื่องนี้คือเรื่องโกหกทั้งเพ"

เรารู้ว่า ไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ไม่มีชีวิตอยู่รอดภายนอกร่างกายมนุษย์ในช่วงหน้าร้อน แต่เรายังไม่รู้ว่า ความร้อนส่งผลกระทบต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างไร

ศาสตราจารย์บลูมฟีลด์ ระบุว่า การพยายามให้ความร้อนแก่ร่างกาย หรือการออกไปตากแดด โดยเข้าใจว่า จะช่วยต้านทานไวรัสได้ เป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ผล เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีวิธีใดในการฆ่ามัน ร่างกายของคุณจะต้องต่อสู้กับมัน

แต่ถ้าหากอยู่นอกร่างกาย ศาสตราจารย์บลูมฟีลด์ บอกว่า "การฆ่าไวรัส จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 60 องศา" ซึ่งร้อนกว่าการแช่น้ำร้อนและอบซาวน่า

การซักผ้าปูที่นอนหรือผ้าเช็ดตัวที่อุณหภูมิ 60 องศา เป็นความคิดที่ดี เพราะมันอาจช่วยฆ่าไวรัสที่อยู่ในเนื้อผ้าได้ แต่มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการนำมาล้างผิวของคุณ

การอาบน้ำร้อนหรือดื่มน้ำร้อนจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่แท้จริงของร่างกาย ซึ่งอยู่คงที่ ยกเว้นเมื่อคุณเจ็บป่วย

ข้อมูลเพิ่มเติมมาจากบีบีซี มอนิเตอริง (BBC Monitoring)