ดัชนีหลักทรัพย์ในยุโรป-เอเชีย ปรับตัวลดลงอย่างหนัก พิษสงครามน้ำมันโอเปก-รัสเซีย

ตลาดหุ้น

ที่มาของภาพ, EPA

ดัชนีหุ้น FTSE100 ในตลาดหลักทรัพย์กรุงลอนดอนที่ซื้อขายในช่วงเปิดตลาดวันทำการแรกของสัปดาห์ปรับตัวลดลงไป 8% ตามผลประกอบการของตลาดหุ้นในเอเชีย

ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นนิกเคอิ ที่ญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 5% ขณะที่ดัชนี ASX 200 ที่ออสเตรเลีย ลดลง 7.3% ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008

ส่วนที่เมืองไทยช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ ดัชนีปรับตัวลดลงทันที 91.67 จุด หรือ 6.72% อยู่ที่ 1,272.90 จุด จากนั้นมีแรงเทขายต่อทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงไปอีกในช่วงบ่ายและขยับขึ้นมาเล็กน้อย ในที่สุดดัชนีปิดทำการที่ระดับ 1,272.20 จุด ลดลง 92.37จุด หรือลดลง 6.77%

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจระบุว่าเป็นการปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี

เหตุผลที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ในหลายภูมิภาคของโลกมีผลประกอบการย่ำแย่ในวันนี้ เพราะการปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งลดลงไปกว่า 20% อันเป็นผลจากสงครามราคาน้ำมันระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออกหรือโอเปก กับรัสเซีย ที่ไม่ยอมลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง ทำให้โอเปกตัดสินใจหั่นราคาลงอีกและมีแผนจะเพิ่มการผลิตน้ำมันมากขึ้น

ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ต้นปีในจังหวะเดียวกับที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทำให้คาดการณ์ได้ว่าความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง

นอกจากนี้นักลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียยังมีปฏิกิริยาต่อตัวเลขการส่งออกของจีนที่ลดลง โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จีนเผยแพร่ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ พบว่าการส่งออกปรับตัวลดลงไป 17.2% และนำเข้าลดลง 4%

เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะหดตัวในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่คาดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนในเอเชียมีความกังวล โดยในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีที่แล้ว เศรษฐกิจญี่ปุ่นชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลกหดตัวลง 7.1% จากที่คาดว่าจะหดตัว 6.3%

ผลประกอบการของตลาดหุ้นที่ออกมาในลักษณะนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจโลกที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรโนสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้