โควิด-19: ผู้หญิงและเด็กสาวตกเป็นเหยื่อความรุนแรงภายในครอบครัวช่วงล็อกดาวน์

โควิด-19: ผู้หญิงและเด็กสาวตกเป็นเหยื่อความรุนแรงภายในครอบครัวช่วงล็อกดาวน์

องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติและองค์การยูนิเซฟประเมินว่า ทุก ๆ ทุก ๆ 3 เดือน ของการล็อกดาวน์ มีผู้หญิงทั่วโลกทุกข์ทรมานจากความรุนแรงในครอบครัวราว 15 ล้านคน

แอนน์ หญิงสาวอายุ 19 ปี มีลูกชายคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่น้องทั้งชายและหญิง พวกเขาอยู่รวมกันในกระท่อมที่มีห้อง ๆ เดียวในเมืองหนึ่งของแอฟริกาใต้

แอนน์เล่าว่า "พ่อของฉันเคยรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เขาก็ไม่มีงานเลย สุดท้ายเขาไปกู้เงินจากคนปล่อยกู้นอกระบบแล้วก็ติดหนี้"

การล็อกดาวน์ทำให้ทั้งครอบครัวต้องอยู่แต่ที่บ้านด้วยกันทุกวัน ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการระบาดใหญ่ พ่อของแอนน์เมาเหล้าและทุบตีเธอ แม่ และน้องสาว

แอนน์เป็นหนึ่งในผู้หญิงราว 15 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวระหว่างล็อกดาวน์ทุก ๆ 3 เดือน ตามการประเมินขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติและองค์การยูนิเซฟ

องค์การสหประชาชาติระบุว่า มีรายงานความรุนแรงในบ้านเพิ่มขึ้น 40% ในระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ในบางประเทศ

แคทเธอรีน พอลตัน จากองค์การยูนิเซฟกล่าวว่า "เรามีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเด็กหญิงและหญิงสาวในหนึ่งรุ่น และกลายเป็นว่าความก้าวหน้าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศที่ทำมาต้องถอยหลังกลับไปอย่างน้อย 10 ปี"

"เด็กผู้หญิงไม่ได้ไปเรียนหนังสือ แล้วเราก็รู้ว่าหญิงสาวต้องตกงาน พวกเธอจะไม่ได้กลับไปทำงานอีก รวมทั้งคนที่เป็นเสาหลักในการดูแลคนอื่น ๆ ด้วย ฉันคิดว่ามันอันตรายจริง ๆ" เธอกล่าว

ไม่เพียงแค่ผู้หญิงจากครอบครัวยากจนเท่านั้นที่มีโอกาสเผชิญความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ทูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติและสุดยอดนางแบบกล่าวว่า "ความรุนแรงมีหลายรูปแบบ ความรุนแรงต่อจิตใจ การเพิกเฉยก็เป็นความรุนแรง และเมื่อย้อนกลับไปดู ใช่ค่ะ มีหลายครั้งที่ฉันได้พบเจอ และประสบกับมัน ฉันต้องทารองพื้นบนขาของเพื่อน ๆ เพื่อปกปิดรอยฟกช้ำก่อนที่จะเริ่มแฟชั่นโชว์"

ซินดี้บอกว่า มีการสอนให้เด็กผู้หญิงรู้จักปกป้องตัวเอง แต่ไม่ได้สอนให้เด็กผู้ชายให้ความเคารพพวกเธอ

"เราพูดคุยแต่กับเด็กผู้หญิง เราบอกพวกเธอว่าให้ปกป้องตัวเอง เราบอกพวกเธอว่าให้แต่งตัวให้มิดชิด อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีหนูเป็นเด็กผู้หญิงอยู่เพียงคนเดียว แต่เราไม่ได้บอกเด็กผู้ชายให้รู้จักเ คารพผู้หญิง รู้จักเรื่องการยินยอมพร้อมใจและประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น"

แอนน์กำลังได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลในแอฟริกาใต้ที่ทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชน กลุ่มนี้ยังช่วยเหลือพ่อของเธอด้วย

เธอเล่าว่า "ที่บ้านเคยเลวร้ายมาก แต่ตอนนี้ พ่อของฉันกำลังได้รับความช่วยเหลือ ครอบครัวของเรากำลังจะดีขึ้น ฉันก็ได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน ทำให้ฉันกลับไปเรียนต่อได้"

แอนน์ปิดท้ายว่า เธอหวังว่าจะได้เป็นนักดับเพลิง และสอนลูกชายเธอให้เป็นผู้ชายที่สุภาพและปฏิบัติตัวดีกับผู้หญิง