วันรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล: "ผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก"

Close up of Eddie Jaku

ที่มาของภาพ, Tim Bauer

คำบรรยายภาพ,

เอ็ดดีอยากบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า อย่าเกลียดชัง และจงมีความสุข

"ผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเพราะผมถูกสั่งให้ตาย" เอ็ดดี จาคู บอกกับบีบีซี

เอ็ดดี เกิดเมื่อปี 1920 ที่เยอรมนี ตอนเกิดเขามีชื่อจริงว่า อับราฮัม จาคูโบวิคซ์ เป็นชาวยิว

แม้ว่าในปีนี้ ผู้คนจะไม่สามารถออกมารวมตัวกันเพื่อวันรำลึกถึงเหยื่อในวันฮอโลคอสต์สากลได้ แต่เขาก็มีสารที่อยากจะฝากบอกกับทุกคน

หลังรอดจากเหตุการณ์การจากฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเยอรมนีมาได้ เอ็ดดีปฏิญาณกับตัวเองว่าจะมีความสุขในทุก ๆ วัน และช่วยให้คนอื่นทำได้เช่นกัน เป้าหมายในชีวิตเขาคือ มีชีวิตให้ถึง 100 ปี และกลายเป็น "คนแก่ที่ดีที่สุด" กระฉับกระเฉง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนรอบตัว

สารถึงคนรุ่นใหม่

เอ็ดดีเพิ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตตัวเองเสร็จ ไม่ใช่เพื่อให้คนเห็นความสำคัญของเขา แต่เพื่อสร้างความหวังให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป

"พวกนาซีอยากจะทำลายพวกเรา ให้เราทนทุกข์ ดังนั้น เพื่อสู้กับสิ่งนั้น ผมจึงทำทุกอย่างกลับตรงกันข้ามให้หมด"

"พวกนาซีอยากให้ผมรู้สึกเกลียด แต่ผมไม่เกลียด"

ไม่น่าเชื่อว่าเขาไม่รู้สึกโกรธแค้นคนที่พรากชีวิตของครอบครัวและเพื่อนของเขา เอ็ดดีบอกว่า "พวกนาซีต่างหากที่เกลียดเรา ผมไม่ได้เกลียด ผมอยากจะบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า 'อย่าใช้คำนั้น' มันอันตรายนะที่จะเกลียดใครสักคน"

ที่มาของภาพ, Tim Bauer

คำบรรยายภาพ,

"พวกนาซีอยากจะทำลายพวกเรา ให้เราทนทุกข์ ดังนั้น เพื่อสู้กับสิ่งนั้น ผมจึงทำทุกอย่างกลับตรงกันข้ามให้หมด"

เอ็ดดีบอกว่า ความเกลียดชังอาจทำลายศัตรูได้ แต่มันจะทำลายตัวเราไปด้วย

ด้วยความคิดนี้เอง ระหว่างอยู่ในค่ายกักกัน เขาจึงพยายามอย่างหนักที่จะไม่รู้สึกเกลียดแค้นใคร และคอยมองหาความหวังอันริบหรี่ให้เจอจากที่ไหนสักแห่ง

เขาบอกว่านั่นอาจจะเป็นรอยยิ้ม ขนมปังสักชิ้นที่คนแบ่งกันกิน หรือการปฏิบัติที่เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน เพื่อให้จิตวิญญาณของเขาไม่ "เหือดแห้ง" ไป

"ผมสงสัยว่าตัวเองรอดมาได้อย่างไร"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

สภาพร้านค้าของชาวยิวที่กรุงเบอร์ลินหลังจาก คืนกระจกแตก (The Night of Broken Glass)

ย้อนไปเมื่อเดือน พ.ย. ปี 1938 ตอนเขาอายุแค่ 18 ปี ในคืนกระจกแตก (The Night of Broken Glass) หรือ "คริสทัลล์นัคท์" (Kristallnacht) ชาวเยอรมันเข้าโจมตีทำร้ายเพื่อนร่วมชาติที่เป็นชาวยิวหลายพันคนอย่างรุนแรง รวมถึงเอ็ดดีด้วย

เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีต่อมา แต่สำหรับเอ็ดดีและชาวยิวคนอื่น ๆ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลแล้ว

7 ปี หลังจากการโจมตีในวันนั้น เขาและชาวยิวคนอื่น ๆ ต้องเผชิญกับความโหดร้ายที่ไม่อาจจินตนาการได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ายกักกันบูเคนวัลด์ (1938) ค่ายเอาชวิทซ์ (1944) และการเดินแถวมรณะ (death march) ออกจากค่ายกักกัน ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ก่อนสงครามสิ้นสุดไม่กี่เดือน

"ผมสงสัยว่าตัวเองรอดมาได้อย่างไร ในเมื่อคนจำนวนมากกำลังตายจากไป" เอ็ดดีเล่า

เมื่อสงครามสิ้นสุด เขาสูญเสียทั้งครอบครัว เพื่อน และประเทศของตัวเองไป

'ประเทศอารยะที่สุดในยุโรป'

ในคืนกระจกแตก เอ็ดดีถามตัวเองว่า เพื่อนและเพื่อนบ้านของเขากลายเป็นฆาตกรไปได้อย่างไร "ผมภูมิใจที่เป็นคนเยอรมัน คิดว่าตัวเองอาศัยอยู่ในประเทศอารยะที่สุด เต็มไปด้วยวัฒนธรรม และเป็นประเทศที่คนมีการศึกษาดีที่สุดในยุโรป"

"ผมสูญเสียศักดิ์ศรี และศรัทธาในมนุษยชาติ ผมสูญเสียทุกสิ่งที่ผมเคยยึดถือ"

"สุนัขของผมอยากจะช่วยผม มันคอยกันไม่ให้พวกเขาทำร้ายผม พวกเขาเลยเอาดาบปลายปืนฆ่ามันทิ้ง และตะโกนว่า 'Ein Juden Hund' ซึ่งแปลว่า ไอ้หมายิว"

หลังจากไปถึงค่ายกักกันที่แรก เอ็ดดีบอกว่าทุกคนถูกสักหมายเลขประจำตัว ชีวิตคนคนหนึ่งกลายเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Eddie Jaku's Photo Album

คำบรรยายภาพ,

เอ็ดดี (ด้านหน้าทางขวา) กับญาติ ๆ ของเขาซึ่งเสียชีวิตทั้งหมด

"ที่ผมรอดมาได้ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะโชค อีก 50 เปอร์เซ็นต์ คือผมรู้ว่าควรจะพูดตอนไหน และควรจะปิดปากเงียบตอนไหน"

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทนสภาพอันโหดร้ายไหว เอ็ดดีเล่าว่าบางคนยอมแพ้และเดินไปชนรั้วไฟฟ้าฆ่าตัวตาย

"แต่ผมอยากจะออกไปจากที่นั่น ผมโกรธมากที่พวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น ผมบอกตัวเองว่า 'ต้องมีใครสักคนที่ต้องรอดชีวิตออกไปให้ได้'..."

ฝันร้ายสิ้นสุด

เดือน ม.ค. ปี 1945 ไม่กี่เดือนก่อนสงครามสิ้นสุด เอ็ดดีและผู้ถูกคุมขังอีกราว 6 หมื่นคน ถูกบังคับให้ร่วมเหตุการณ์ที่ทุกวันนี้เรียกกันว่า การเดินแถวมรณะ (death march) ออกจากค่ายเอาชวิทซ์

หลังจากกองทัพโซเวียตขยับใกล้เข้าค่ายกักกันเข้ามาเรื่อย ๆ กองทัพนาซีที่ถอยร่นไปก็สั่งให้ผู้ถูกคุมขังหลายพันคนเดินเท้าเข้าไปในดินแดนที่เยอรมนียังควบคุมอยู่ ระหว่างการเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรนี้เองที่เอ็ดดีหลบหนีออกมาได้

ที่มาของภาพ, Tim Bauer

คำบรรยายภาพ,

เขาถูกสักหมายเลขประจำตัวหลังจากเดินทางไปถึงค่ายกักกัน

ขณะที่ทหารอเมริกันมาเจอตัวเขา น้ำหนักของเขาเหลือเพียง 28 กิโลกรัม เขาเอาชีวิตรอดมาได้ด้วยการกินทาก

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขาสัญญากับตัวเองว่า "ถ้าผมรอดชีวิต ผมจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ผมจะช่วยเหลือคนอื่น จะเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะทำทุกอย่างที่พวกคนเยอรมันไม่ได้ทำให้ผม"

เอ็ดดียืนยันว่าเขาต้องบอกเล่าสิ่งที่เกิดในค่ายกักกันให้ผู้คนได้รับรู้ "คุณไปค่ายเอาชวิทซ์เป็นสิบครั้ง แต่ไม่มีใครเข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น"

เอ็ดดีบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกขมขื่น แต่ก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้

"มีพวกอาชญากรนาซีจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกลงโทษ... พวกเขายังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในอเมริกาใต้พร้อมกับเงินของเรา"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ค่ายเอาชวิทซ์

ชีวิตใหม่ที่ออสเตรเลีย

หลังจากสงครามสิ้นสุด เอ็ดดีบอกว่าเขาไม่รู้สึกว่ายุโรปคือบ้านของเขาอีกต่อไปแล้ว

"มันยากมากที่จะลืมว่าเราถูกรายล้อมไปด้วยคนที่ไม่ทำอะไรเลยเพื่อป้องกันไม่ให้คนของผมถูกประหัตประหาร เนรเทศ และเข่นฆ่า" เอ็ดดีเขียนในหนังสือของเขา

เขาแต่งงานกับภรรยาที่ชื่อ ฟลอร์ ก่อนที่จะย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลียในปี 1950

ที่มาของภาพ, Eddie Jaku's Photo Album

คำบรรยายภาพ,

เอ็ดดีกับลูกชายขณะเดินทางโดยเรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ออสเตรเลีย

เอ็ดดี้และฟลอร์ แต่งงานกันมา 74 ปี มีลูกหลานมากมาย ซึ่งเพิ่งร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 100 ปี ของเขาไปเมื่อต้นปี 2020

เขาอยากจะเขียนบันทึกชีวิตตัวเองมาตลอดแต่ไม่เคยมีเวลา จนกระทั่งสุขภาพของภรรยาแย่ลง และเขาย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชรากับเธอด้วยในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ขึ้น เขาจึงมีเวลาเขียนหนังสือในที่สุด

"คุณมีเตียง คุณมีอาหาร คุณมีทุกอย่าง อย่าเปรียบเทียบการล็อกดาวน์กับค่ายกักกัน" เอ็ดดีกล่าว ก่อนที่จะเริ่มขำออกมา

แม้ว่าจะอายุ 100 ปี แล้ว เอ็ดดีบอกว่าเขายังมีความหวังกับอนาคตอยู่ อยากจะบอกเล่าให้ทุกคนฟังเรื่องความหวัง สุขภาพอันแข็งแรง และความสุขของเขา

"และความสุขเป็นสิ่งเดียวที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อคุณได้แบ่งปันกับใครสักคน"