โควิด-19: ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ยับยั้งการให้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า

German police officer gets AstraZeneca vaccine in Berlin - 8 March

ที่มาของภาพ, EPA

เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ได้ยุติการให้วัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า แล้ว หลังจากพบผู้รับวัคซีนมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลายกรณีในยุโรป

ทั้ง 3 ชาติ พร้อมกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปที่เล็กกว่าอีกหลายชาติ ได้ยุติการให้วัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ขณะที่กำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization--WHO) ระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากวัคซีน

WHO ระบุว่า กำลังตรวจสอบรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการให้วัคซีนต่อไป

นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ดีในการตรวจสอบผลกระทบร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของวัคซีนของ WHO กำลังหารือกันในวันอังคารนี้ (16 มี.ค.) เกี่ยวกับวัคซีนนี้

ด้านสำนักงานการแพทย์ยุโรป (European Medicines Agency--EMA) จะหารือกันในวันเดียวกันนี้ และมีกำหนดจะร่างข้อสรุปในวันพฤหัสบดี (18 มี.ค.) นอกจากนี้ยังระบุว่า ควรจะมีการใช้วัคซีนนี้ต่อไปด้วย

พบผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งในยุโรปเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หลังจากรับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จำนวนผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังรับวัคซีน ไม่ได้มากไปกว่าการเกิดภาวะนี้ในกลุ่มประชากรทั่วไป

แอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า ขณะนี้มีคนในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรราว 17 ล้านคน ได้รับวัคซีนของทางบริษัทแล้ว 1 โดส โดยมีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันไม่ถึง 40 คนจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว

มาตรการที่กำลังใช้อยู่คืออะไร

กระทรวงสาธารณสุขของเยอรมนี ประกาศเมื่อวันจันทร์ (15 มี.ค.) ว่า จะหยุดให้วัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า โดยให้มีผลในทันที ตามคำแนะนำของสถาบันพอล เอห์ลิก (Paul Ehrlich Institute--PEI) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวัคซีนของเยอรมนี

นายเยนส์ ชปาห์น รัฐมนตรีสาธารณสุขของเยอรมนี กล่าวว่า "ที่มาของการตัดสินใจนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่มีรายงานใหม่ว่า พบภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตัน (cerebral vein thrombosis) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหลายกรณี"

"ในช่วงที่พบกรณีที่มีรายงานเข้ามาใหม่หลายกรณีนี้ วันนี้ สถาบันพอล เอห์ลิก ได้ประเมินสถานการณ์อีกครั้ง และแนะนำให้มีการระงับการให้วัคซีนและให้มีการวิเคราะห์เรื่องนี้ต่อไป"

เขากล่าวว่า การตัดสินใจนี้ ไม่ใช่ "เรื่องการเมือง" และกล่าวเพิ่มเติมว่า "เราทุกคนรู้ถึงผลที่ตามมาของการตัดสินใจนี้ และเราไม่ได้ตัดสินใจนี้ด้วยความสะเพร่า"

หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสกำลังระงับการให้วัคซีนนี้ จนกว่าจะได้รับคำแนะนำใหม่จาก EMA

"เราได้รับคำแนะนำง่าย ๆ จากเจ้าหน้าที่ทางการด้านสาธารณสุขที่มีความสามารถและเจ้าหน้าที่ทางวิทยาศาสตร์ และการทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของยุโรป" เขากล่าว

ส่วนหน่วยงานการแพทย์ของอิตาลี ได้ขยายเวลาการห้ามการให้วัคซีนนี้บางล็อตทั่วประเทศ และยังรอการตัดสินใจของ EMA

การระงับการให้วัคซีนเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งวันหลังจากที่เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเช่นกัน โดยจะมีการระงับไปจนถึงอย่างน้อยวันที่ 29 มี.ค.

สาธารณรัฐไอร์แลนด์, เดนมาร์ก, นอร์เวย์, บัลแกเรีย และไอซ์แลนด์ ได้ระงับการฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกัน ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและอินโดนีเซีย ได้เลื่อนการให้วัคซีนของตัวเองออกไป

หลายประเทศในยุโรป รวมถึงออสเตรีย ได้ระงับการให้วัคซีนบางล็อต เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และยูเครน ระบุว่า จะดำเนินการให้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าต่อไป

ประเทศไทยประกาศว่า จะเริ่มการให้วัคซีนนี้ในวันพฤหัสบดีนี้ (18 มี.ค.) หลังจากมีการเลื่อนเวลาออกไปเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะข้อกังวลด้านความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขให้ความมั่นใจกับเขาว่า วัคซีนทุกตัวที่กำลังมีการให้ในประเทศ รวมถึงของแอสตร้าเซนเนก้า ล้วนมีความปลอดภัย

WHO และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ บอกว่าอย่างไร

WHO เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ อย่าหยุดการให้วัคซีน ขณะที่หลายชาติในยุโรปได้ยับยั้งการให้วัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า

คริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษกของ WHO กล่าวว่า WHO กำลังสอบสวนรายงานดังกล่าวอยู่

"ทันทีที่ WHO เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ จะมีการสื่อสารกับสาธารณชนในทันที เกี่ยวกับการค้นพบและการเปลี่ยนแปลงคำแนะนำในปัจจุบันซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น" เขากล่าว

"จนถึงวันนี้ ยังไม่มีรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากวัคซีน และเป็นเรื่องสำคัญที่โครงการให้วัคซีนต้องดำเนินต่อไป เพื่อที่เราจะได้รักษาชีวิตและยับยั้งการมีอาการร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสนี้"

EMA ซึ่งปัจจุบันกำลังมีการตรววจสอบกรณีที่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันอยู่ ระบุว่า ควรจะมีการให้วัคซีนดังกล่าวต่อไป

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแพทย์ของสหราชอาณาจักร ระบุเช่นกันว่า หลักฐาน "ไม่ได้ระบุว่า" วัคซีนทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน ขณะที่ทางหน่วยงานได้เรียกร้องให้ประชาชนในประเทศเข้ารับวัคซีนเมื่อได้รับการติดต่อขอให้ไปรับ

ศาสตราจารย์แอนดรูว์ พอลลาร์ด ผู้อำนวยงานกลุ่มวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด ที่พัฒนาวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า กล่าวกับรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีว่า มี "หลักฐานที่มั่นใจได้ว่า กรณีลิ่มเลือดอุดตันไม่ได้เพิ่มขึ้นในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่มีการรับวัคซีนนี้มากที่สุดในยุโรปจนถึงขณะนี้"

เป็นเรื่องถูกต้องที่ตั้งคำถาม

บทวิเคราะห์โดย มิเชลล์ โรเบิร์ตส์ บรรณาธิการข่าวสุขภาพ

แม้ว่ามีคนจำนวนมากกำลังเข้ารับวัคซีนทั่วโลก แต่คนบางส่วนยังคงล้มป่วยด้วยหลายสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

การหยุดให้วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าไม่ได้เป็นเพราะวัคซีนไม่ปลอดภัย เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญได้สำรวจหาสาเหตุที่คนจำนวนน้อยที่เพิ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนมีอาการลิ่มเลือดอุดตัน

เมื่อเกิดอาการป่วยขึ้นหลังจากรับวัคซีนไม่นาน เป็นเรื่องถูกต้องในการตั้งคำถามว่า วัคซีนอาจจะมีส่วนในทางใดทางหนึ่งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้หรือหลักฐานว่าวัคซีนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นสาเหตุ

ในสหราชอาณาจักร มีคนมากกว่า 11 ล้านคนเข้ารับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าแล้วอย่างน้อย 1 โดส และยังไม่มีสัญญาณว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากกว่าปกติ หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันขึ้น หน่วยงานกำกับดูแลด้านยาของสหภาพยุโรปได้สนับสนุนวัคซีนนี้เช่นกัน โดยระบุว่า วัคซีนนี้มีข้อดีอย่างชัดเจน โควิดอาจจะทำให้เสียชีวิตแต่วัคซีนช่วยรักษาชีวิต

แอสตร้าเซนเนก้า บอกว่าอย่างไร

แอสตร้าเซนเนก้า บอกว่า ไม่มีหลักฐานว่า มีความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มมากขึ้นจากการรับวัคซีน

นอกจากนี้ยังระบุว่า ในบรรดาผู้ที่เข้ารับวัคซีนทั่วสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร พบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis--DVT) 15 ราย และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Pulmonary Embolism--PE) 22 ราย

คำบรรยายวิดีโอ,

วัคซีนโควิด: ทำไมบางประเทศจะไม่ได้รับวัคซีนจนกว่าจะถึงปี 2022

แอสตร้าเซนเนก้า ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ "ต่ำกว่ากรณีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติในกลุ่มประชากรทั่วไปขนาดนี้มาก และก็มีความคล้ายคลึงกันกับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ได้รับการรับรองอื่น ๆ ทุกชนิด"

แอนน์ เทย์เลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่การแพทย์ของบริษัทกล่าวว่า "ธรรมชาติของโรคระบาดใหญ่ได้นำไปสู่การให้ความสนใจในผู้ติดเชื้อแต่ละคนมากขึ้น และเรากำลังทำมากกว่าแนวปฏิบัติตามมาตรฐานในการเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยของยาที่ผ่านการรับรอง ในการรายงานกรณีที่มีการให้วัคซีนต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะเกิดความปลอดภัยกับประชาชน"