หญิงชราเชื้อสายจีนเล่าประสบการณ์ถูกทำร้ายจน “เสียขวัญ” ในสหรัฐฯ

หญิงชราเชื้อสายจีนเล่าประสบการณ์ถูกทำร้ายจน “เสียขวัญ” ในสหรัฐฯ

"ฉันไม่รู้จักเขา ทำไมเขาถึงทำร้ายฉัน"

เซี่ย เสี่ยวเจิ้น หญิงชราวัย 76 ปี เล่าไปพร้อมกับร่ำไห้ถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกคนแปลกหน้าชกเข้าที่ใบหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในระหว่างที่กำลังยืนรอข้ามถนนในนครซานฟรานซิสโก

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หลังจากถูกทำร้ายร่างกาย หญิงชราผู้นี้ก็ต่อสู้กลับไปตามสัญชาตญาณ ด้วยการเอาท่อนไม้ฟาดคนร้าย ซึ่งคลิปที่บันทึกได้จากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นอาม่ากำลังถือท่อนไม้อยู่ในมือพร้อมกับเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย ขณะเดียวกันก็ปรากฏภาพคนร้ายที่เป็นชายผิวขาวในสภาพได้รับบาดเจ็บกำลังถูกเจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นรถพยาบาล

เสียขวัญ

เซี่ย เสี่ยวเจิ้น ถือเป็นคนเชื้อสายเอเชียรายล่าสุดที่ตกเป็นเป้าการทำร้ายร่างกายในสหรัฐฯ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่หญิงชราผู้มีบ้านเกิดในมณฑลกวางตุ้ง กำลังรอจะข้ามถนนในย่านใจกลางนครซานฟรานซิสโก และได้ยินคนตะโกนว่า "คนจีน" ก่อนที่จู่ ๆ เธอจะถูกต่อยเข้าที่ใบหน้า ด้วยความตกใจเธอจึงใช้ท่อนไม้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเป็นอาวุธต่อสู้คนร้าย

คลิปที่ถ่ายไว้ทันทีหลังเกิดเหตุ เผยให้เห็นนางเซี่ย ร้องไห้คร่ำครวญพร้อมกับใช้ห่อน้ำแข็งประคบดวงตาที่บวมแดง ขณะที่ชายผู้ต้องสงสัยเป็นคนร้ายนอนอยู่บนเตียงเข็นฉุกเฉินของรถพยาบาล

ตำรวจซานฟรานซิสโกระบุว่าได้จับกุมชายวัย 39 ปี และกำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีแรงจูงใจในการก่อเหตุจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติหรือไม่

ในเวลาต่อมา นางเซี่ยและลูกสาวได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น โดยลูกสาวระบุว่าแม่ของเธอ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา และ "เสียขวัญมาก" กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"ท่านกลัวและตกใจมาก และเจ็บมากด้วย...ยังมีเลือดไหลออกจากดวงตา"

"ตาข้างขวาของท่านยังมองอะไรไม่เห็นเลย"

ขณะที่หลานชายของนางเซี่ยได้โพสต์ทางเว็บไซต์ GoFundMe เพื่อขอรับเงินบริจาคมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลให้อาม่า

เขาบอกว่าเธอมี "แผลฟกช้ำรุนแรงที่ดวงตาสองข้าง โดยข้างหนึ่งมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด และมีอาการบวมที่ข้อมือด้วย"

ขณะเดียวกันเธอก็มีสภาพใจย่ำแย่มาก ๆ เขาเล่าว่า "เมื่อไหร่ที่มีการพูดถึงเรื่องนี้...ท่านก็จะเริ่มร้องไห้ออกมา"

ในแถลงการณ์ของครอบครัว ระบุว่า นางเซี่ยหวังว่า "ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียรุ่นใหม่ทุกคนจะสามารถยืนหยัดขึ้นปกป้องกันและกัน รวมทั้งช่วยปกป้องเหล่าผู้อาวุโสด้วย"

ที่มาของภาพ, GoFundMe/John Chen

คำบรรยายภาพ,

นางเซี่ยหวังว่า "ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียรุ่นใหม่ทุกคนจะสามารถยืนหยัดขึ้นปกป้องกันเองและช่วยปกป้องเหล่าผู้อาวุโส"

อาม่าผู้กล้าหาญ

เรื่องราวของนางเซี่ย ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศจีนบ้านเกิดของเธอ ซึ่งคนที่นั่นต่างชื่นชมในความกล้าหาญของหญิงชราผู้นี้

แฮชแท็ก Asian-American granny retaliates against attacker หรือ "คุณยายอเมริกันเชื้อสายจีนสู้กับคนทำร้าย" ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ผู้ใช้เว็บไซต์สังคมออนไลน์เว่ยป๋อ (Weibo) และมียอดชมถึง 1,400 ล้านครั้ง

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากแสดงความชื่นชมนางเซี่ยว่าเธอ "กล้าหาญมาก" ขณะที่บางคนบอกว่าเธอ "ได้สั่งสอนบทเรียนเขา (คนร้าย)"

ส่วนคนอื่น ๆ แนะนำให้คนเอเชียทั้งหลาย "รวมกลุ่มกัน" เพื่อ "สู้กลับ...ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องถูกข่มเหงรังแกและทนทุกข์อยู่เงียบ ๆ"

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเหตุทำร้ายคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียเกิดขึ้นหลายครั้งในสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสความเกลียดชังทางเชื้อชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งคนเอเชียถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อไวรัสชนิดนี้

เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นายวิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปี ที่อาศัยอยู่ในนครซานฟรานซิสโก ถูกคนร้ายผลักล้มจนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณบ้านพักของเขา และเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมา

นอกจากนี้ เพียงหนึ่งวันก่อนที่นางเซี่ยจะถูกทำร้าย มีหญิงเอเชีย 6 คนเสียชีวิต ในเหตุกราดยิงร้านสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้ล่าสุดประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอเมริกันร่วมต่อต้านความเกลียดชัง โดยเตือนว่า "การเงียบของเราคือการสมรู้ร่วมคิด"

"การเหยียดสีผิวเป็นยาพิษที่ตามหลอกหลอนและคุกคามประเทศเรามานาน ชาวอเมริกันต้องร่วมกันทำให้มันหมดสิ้นไป" นายไบเดนกล่าว

เขายังเรียกร้องให้สมาชิกสภาคองเกรสเร่งผ่านร่างกฎหมายอาชญากรรมแห่งความเกลียดชังที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่เสนอโดย ส.ส. เชื้อสายเอเชีย 2 คน

นายไบเดนชี้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนการทำงานของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงการรายงานเหตุอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง และทำการให้แน่ใจว่าชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียจะเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมจากความเกลียดชังได้มากขึ้น

"ความเกลียดชังต้องไม่มีพื้นที่หลบภัยอีกต่อไปในอเมริกา มันต้องหมดไป" และ "มันขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนที่จะร่วมกันหยุดมัน" ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว