นักบินเล่าประสบการณ์เอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย หลังเครื่องบินตกและติดอยู่ในป่าแอมะซอน 36 วัน

Brazilian pilot Antonio Sena speaks during an interview with AFP at his home in Brasilia, Brazil, on April 7, 2021. - Sena crashed with his plane on January 28 in the most remote part of the Brazilian rainforest, in the north of the Para state, while transporting supplies to an illegal mine and survived for 38 days in the forest until he stumbled across a group of Brazilian nut pickers who were able to contact authorities.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

อันโตนีโอ เซียนา ต้องผจญภัยในป่าแอมะซอนตามลำพังนาน 36 วัน หลังเครื่องบินตกเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2021

การหลงทางอยู่ตามลำพังในป่าดงดิบอันห่างไกลของบราซิล อันโตนีโอ เซียนา รู้ดีว่าเขาต้องกลัวอะไรมากที่สุด "สัตว์นักล่าตัวฉกาจแห่งป่าแอมะซอน นั่นคือ เสือจากัวร์ จระเข้ และงูอนาคอนดา"

แต่สิ่งที่นักบินวัย 36 ปีผู้นี้ต้องกังวลไม่ได้มีแค่การเอาตัวรอดจากปากเสือปากจระเข้ แต่เขายังต้องเสาะหาอาหารและที่พักอันปลอดภัยในยามค่ำคืนด้วย

นี่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และอันโตนีโอรู้ดีว่าหลังจากเครื่องบินตก ก็อาจต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่เขาจะได้รับความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของเขาในครั้งนี้จะกินเวลานานกว่าหนึ่งเดือน

ลงจอดฉุกเฉิน

"เมย์เดย์, เมย์เดย์, เมย์เดย์...ปาปา, แทงโก, อินเดีย, โรมิโอ, จูเลียต กำลังตก..." อันโตนีโอเริ่มต้นข้อความทางวิทยุสื่อสาร ซึ่งกลายเป็นข้อความสุดท้ายของเขาก่อนที่เครื่องบินจะหายไปกลางป่าแอมะซอนเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

เครื่องบินที่อันโตนีโอขับไปตามลำพังเพื่อเติมเสบียงให้คนที่เหมืองแร่อันห่างไกล กำลังมีปัญหาขัดข้อง

"จู่ ๆ เครื่องยนต์ก็ดับลงขณะบินอยู่ที่ความสูง 900 เมตร ผมต้องบังคับให้เครื่องลงจอดฉุกเฉินกลางป่า" อันโตนีโอ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทีมข่าวบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิสฟัง

อันโตนีโอ ใช้ความรู้และความสามารถทั้งหมดที่มีบังคับให้เครื่องบินเล็กของเขาบินฝ่ากิ่งก้านต้นไม้และลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยในบริเวณที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำแอมะซอน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

เครื่องบินที่อันโตนีโอขับเกิดขัดข้อง และต้องลงจอดฉุกเฉินบริเวณตอนเหนือของแม่น้ำแอมะซอน

การหนีรอดจากความตายครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งสำคัญในชีวิตของนักบินหนุ่มผู้นี้ เพราะขณะเดียวกันนั้นเอง อันโตนีโอพบว่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไหลออกมาทั่วซากเครื่องบินของเขา

"ผมต้องหนีออกจากเครื่องบิน เพราะผมรู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย" เขาเล่า

การที่ไม่สามารถใช้เครื่องบินเป็นที่หลบภัยได้ อันโตนีโอจึงต้องอยู่บริเวณใกล้เคียง พร้อมกับหวังว่าจะมีคนได้รับข้อความแจ้งเหตุฉุกเฉินของเขา แล้วส่งความช่วยเหลือมาให้

"ผมหยิบฉวยทุกอย่างที่อาจช่วยให้ผมเอาตัวรอดในป่าได้ไม่กี่วัน"

"ตอนนั้นผมคิดว่าคงต้องติดอยู่ในป่า 5-8 วัน ซึ่งเป็นเวลาตามปกติสำหรับการทำงานของทีมค้นหาและกู้ภัย"

ทว่าหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป แต่ความช่วยเหลือกลับยังมาไม่ถึง

ออกเดินทางตามลำพัง

อันโตนีโอตัดสินใจว่าถ้าเขาอยากจะได้พบหน้าคนที่เขารักอีกครั้ง เขาจะต้องออกจากจุดที่เครื่องบินตก เพื่อเดินทางไปสู่ที่ปลอดภัย

"ผมตระหนักว่าพวกเขาตามหาผมไม่พบ และผมจะต้องหาทางออกจากที่นั่นเพื่อกลับไปหาครอบครัวของผมอีกครั้ง"

เมื่อตัดสินใจดังกล่าวแล้ว อันโตนีโอก็ใช้แสงแรกของเช้าวันถัดมาเป็นเครื่องนำทางเพื่อค้นหาจุดที่มีผู้คนอยู่อาศัยที่ใกล้ที่สุดบริเวณนั้น

"ผมตัดสินใจเดินไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปสู่พระอาทิตย์ และผมจะออกเดินทุกเช้าเป็นเวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง"

"หลังจากนั้น ผมต้องวางแผนสำหรับตอนกลางคืน นั่นคือการสร้างที่พักและเตรียมก่อกองไฟ"

ป่าแอมะซอนถือเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับคนที่จู่ ๆ ต้องพลัดหลงเข้าไปอยู่ตามลำพังโดยปราศจากการคมนาคมหรือช่องทางการสื่อสารใด ๆ แต่อันโตนีโอยังโชคดีที่เขาได้เรียนรู้ทักษะที่จะช่วยให้เขามีโอกาสรอดออกไปจากป่าดงดิบแห่งนี้ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

จระเข้ คือหนึ่งในสัตว์ที่อันโตนีโอหวาดกลัวที่สุด

"ผมได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการเอาชีวิตรอดในป่าตอนที่เรียนการบิน"

"นอกจากนี้ ผมยังเกิดและอาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนด้วย"

อันโตนีโอได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ จากผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลในป่าดงดิบแห่งนี้ ซึ่งมันได้กลายเป็นสิ่งที่อาจช่วยให้เขาเอาตัวรอดจากความตายได้

"ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมมักชอบพูดคุยกับคนที่อาศัยในแถบนี้ ผมได้เรียนรู้หลายอย่างจากพวกเขา"

หาอาหาร

ทักษะการเอาชีวิตรอดอย่างแรกที่อันโตนีโอต้องใช้คือการหาอาหาร และเขาก็ใช้วิธีดูตัวอย่างจากสัตว์ป่าที่นั่น

"มีผลไม้ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่ผมสังเกตเห็นว่าพวกลิงกินมัน...ผมเลยคิดว่าถ้าลิงกินได้ ผมก็น่าจะกินได้ด้วย" เขาเล่า

อันโตนีโอเจอต้นโกโก้อยู่ 2-3 ครั้ง แต่เขาจำเป็นต้องหาอะไรกินที่นอกเหนือไปจากผลไม้

แล้วมันคืออะไรกัน?

"ไข่นกเรีย" อันโตนีโอบอกว่ามันเป็นไข่ของนกพื้นถิ่นที่พบได้ทั่วไปกลางป่าแอมะซอน

นกเรีย (Rhea) หรือนกนานดู (Nandu) เป็นนกขนาดใหญ่ที่เป็นญาติห่าง ๆ กับนกกระจอกเทศ และนกอีมู ซึ่งมักวางไข่ขนาดใหญ่สีฟ้าไว้ในป่าแถบนั้น และอันโตนีโอก็พบอาหารชนิดนี้เป็นครั้งคราว

"ไข่ก็คือไข่ มันคือโปรตีน ผมจำเป็นต้องได้รับโปรตีนในตอนนั้น ผมจึงกินมันดิบ ๆ"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

งูอนาคอนดา คือ 1 ใน 3 สัตว์นักล่าตัวฉกาจแห่งป่าแอมะซอน

หลบหลีกสัตว์นักล่าแห่งพงไพร

นอกจากต้องหาอาหารให้เพียงพอสำหรับประทังชีวิต อันโตนีโอยังต้องคอยระวังตัวไม่ให้ตัวเองตกเป็นอาหารของสัตว์นักล่าที่อันตรายในป่าแอมะซอนด้วย

"ทุกครั้งที่ผมหยุดพักและสร้างที่หลบภัย ผมมักจะสร้างที่เนินเขา" เขาอธิบาย

"เพราะเสือจากัวร์ จระเข้ และงูอนาคอนดา มักหากินใกล้กับแหล่งน้ำ ดังนั้นผมจึงไม่เคยตั้งแคมป์ที่ริมแหล่งน้ำเลย"

อันโตนีโอยังมักทำให้เกิดเสียงดังตอนที่เดินป่าด้วย

เขารู้ดีว่าตัวเองเสี่ยงจะถูกสัตว์ป่าทำร้ายในตอนกลางวันเพราะจู่ ๆ ไปทำให้พวกมันตกใจ มากกว่าจะส่งเสียงให้พวกมันรู้ว่ามีคนกำลังมา

มีความหวังในที่สุด

แม้ทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าของอันโตนีโอจะได้ผล แต่เขาก็น้ำหนักลดลงไปมาก

เวลาได้ล่วงเลยมาหลายสัปดาห์แล้ว นับแต่เขาเดินออกมาจากซากเครื่องบิน

แต่หลังจากผ่านไป 36 วัน ในที่สุดเขาก็ได้พบกับคนกลุ่มเล็ก ๆ

"หลังจากเดินป่า ปีนเขา ขึ้นเนิน และข้ามแม่น้ำ ผมได้พบกับกลุ่มคนเก็บถั่วบราซิลในพื้นที่อันห่างไกล" เขาเล่า

ตอนแรกอันโตนีโอมองไม่เห็นคนพวกนี้ แต่เขาเดินไปตามต้นเสียง

"ผมได้ยินพวกเขาทำงาน"

ในที่สุดการเดินทางอันแสนทรหดของเขาก็จบลง

ที่มาของภาพ, Antonio Sena

คำบรรยายภาพ,

อันโตนีโอกับชาวบ้านที่ช่วยชีวิตเขา

"สิ่งเดียวที่ผลักดันผม และทำให้ผมมีพลังต่อไป แม้จะเจ็บปวดและหิวโหย มันคือความต้องการได้พบหน้าครอบครัวของผมอีกครั้ง"

"ตอนที่ผมหลุดออกมาจากป่า และได้พบครอบครัวที่สนามบิน สำหรับผมแล้วมันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผม"

มีการส่งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ออกตามหาอันโตนีโอ แต่การค้นหายุติลงไปแล้วหลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

ถ้าอันโตนีโอไม่พาตัวเองเดินออกมาจากป่าแอมะซอนหลังจากเครื่องบินตก เขาก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าครอบครัวอีกเลย

"ในที่สุดผมก็ได้กอดพวกเขา แล้วบอกว่าผมรักพวกเขามากแค่ไหน" อันโตนีโอกล่าว

"ผมทำทุกอย่างเพื่อพวกเขา แค่คิดถึงแต่พวกเขาในทุก ๆ ครั้ง"