ตาลีบันลั่นเคารพสิทธิสตรี ให้ผู้หญิงทำงาน-เรียนหนังสือได้ ภายในกรอบกฎหมายอิสลาม

Image shows an Afghan woman in Helmand province earlier this year

ที่มาของภาพ, Getty Images

กลุ่มตาลีบันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก หลังเข้ายึดครองประเทศอัฟกานิสถานได้อีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยนายซาบีฮัลลาห์ มูจาฮิด โฆษกของตาลีบันประกาศว่า ผู้หญิงชาวอัฟกันจะสามารถทำงานและศึกษาเล่าเรียนได้อย่างเสรี แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของกรอบกฏหมายอิสลาม

โฆษกของตาลีบันไม่ได้เผยถึงรายละเอียดในเรื่องการมอบสิทธิสตรีดังกล่าว ทั้งยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะกำหนดให้สตรีอัฟกันแต่งกายอย่างไรด้วย แต่นายมูจาฮิดได้เน้นย้ำว่า พลเมืองอัฟกานิสถานทุกคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในกรอบธรรมเนียมของศาสนาอิสลาม

"เราจะอนุญาตให้ผู้หญิงทำงานและเรียนหนังสือได้ โดยอยู่ภายในขอบเขตที่เป็นกรอบกำหนดของเราเอง ผู้หญิงจะมีบทบาทอย่างแข็งขันในสังคมของเรา" โฆษกของตาลีบันกล่าว

เมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) ตาลีบันได้ประกาศให้นิรโทษกรรมแก่อดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชุดก่อนและผู้ที่ร่วมมือกับกองกำลังต่างชาติ โดยคำสั่งนี้มีผลครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งยังระบุว่าต้องการให้ผู้หญิงเข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นในไม่ช้านี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สตรีชาวอัฟกันบางส่วนยังไม่แน่ใจว่า คำสัญญาดังกล่าวจะเป็นจริงได้แค่ไหนในทางปฏิบัติ โดยหญิงชาวกรุงคาบูลผู้หนึ่งบอกกับบีบีซีว่า "ฉันไม่เชื่อที่พวกเขาพูด มันเป็นแผนลวงที่จะหลอกเอาตัวพวกเราไปลงโทษ ฉันจะไม่เรียนหรือทำงานภายใต้กฎของพวกเขาเด็ดขาด"

สตรีชาวอัฟกันอีกผู้หนึ่งบอกว่า "ถ้าผู้หญิงสามารถทำงานและได้รับการศึกษาจริง นั่นก็ตรงกับนิยามของคำว่าเสรีภาพในแบบของฉัน ตราบใดที่สิทธิของผู้หญิงทั้งสองอย่างนี้ได้รับการปกป้อง ฉันยินดีจะคลุมศีรษะตามหลักการของอิสลาม แต่จะไม่ยอมสวมชุดคลุมบุรกาที่ปกปิดทั้งตัว ซึ่งไม่ใช่การแต่งกายตามหลักอิสลามอย่างที่เข้าใจกัน"

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ตาลีบันกำลังดำเนินแผนรณรงค์ด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแนบเนียน เพื่อจูงใจให้ชาวอัฟกันและประชาคมนานาชาติยอมรับ

คำบรรยายวิดีโอ,

Watch the key moments from the Taliban's news conference

ลีซ ดูเซ็ต หัวหน้าผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศของบีบีซีแสดงความเห็นว่า สิทธิสตรีภายในขอบเขตของอิสลามนั้น เป็นคำที่ใช้กันบ่อยในสังคมอาหรับเช่นในซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ซึ่งกลุ่มตาลีบันอาจรับเอาแนวคิดนี้มาใช้ โดยครั้งหนึ่งผู้นำตาลีบันบางคนเคยบอกว่า ชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยจะต้องจัดให้นักศึกษาชายหญิงนั่งแยกจากกันโดยมีม่านกั้น และจะต้องบังคับให้สตรีคลุมศีรษะ

หัวหน้าผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศของบีบีซียังมองว่า การมอบสิทธิสตรีแก่ผู้หญิงอัฟกันอาจเป็นไปโดยแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ผู้หญิงในเมืองรอบนอกหลายแห่งถูกสั่งห้ามออกจากบ้านโดยไม่มีญาติผู้ชายไปด้วย และเริ่มถูกให้ออกจากงานกันแล้ว แต่เกณฑ์การปฏิบัติต่อเรื่องนี้ในกรุงคาบูลและบรรดาเมืองใหญ่อาจต่างออกไปได้เล็กน้อย

นอกจากการแถลงเรื่องสิทธิสตรีแล้ว โฆษกของตาลีบันยังชี้แจงเรื่องที่สื่อมวลชนตั้งคำถามว่า หลังจากนี้อัฟกานิสถานจะกลายเป็นแหล่งกบดานของนักรบอัลไคดาหรือกลุ่มแนวคิดสุดโต่งอื่น ๆ อีกหรือไม่ ซึ่งนายมูจาฮิดตอบว่า "เราไม่ต้องการศัตรูทั้งภายในและภายนอกประเทศ แผ่นดินอัฟกานิสถานจะไม่ถูกใช้เพื่อต่อต้านใครทั้งสิ้น"

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในอัฟกานิสถาน ประชาชนบางส่วนในเมืองกันดาฮาร์พากันไปต้อนรับนายมุลลาห์ อับดุล กานี บาราดาร์ ผู้นำและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มตาลีบันซึ่งเพิ่งเดินทางกลับประเทศ หลังถูกควบคุมตัวในปากีสถานนานหลายปี และต่อมาลี้ภัยไปพำนักในกรุงโดฮาของประเทศกาตาร์ตั้งแต่ปี 2018 โดยทำหน้าที่เป็นผู้เจรจากับประชาคมนานาชาติให้ตาลีบัน คาดกันว่านายบาราดาร์จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ของตาลีบันด้วย

ด้านกรุงคาบูลนั้นสถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยมีกองกำลังตาลีบันตั้งด่านตรวจจำนวนมากทั่วเมืองหลวง ในขณะที่ยังมีประชาชนบางส่วนพยายามไปให้ถึงสนามบินเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้ทางการสหรัฐฯและสหภาพยุโรปต้องออกมาวิงวอนให้ตาลีบันเปิดทางสะดวกและรับประกันความปลอดภัยแก่ทั้งชาวอัฟกันและชาวต่างชาติ

กองกำลังสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินภารกิจอพยพผู้คนระบุว่า ขณะนี้เขตสนามบินมีความปลอดภัยมากพอ จึงได้อนุญาตให้เที่ยวบินพลเรือนต่าง ๆ เริ่มทำการบินได้อีกครั้ง รวมทั้งได้เร่งมืออพยพชาวอเมริกันและผู้ที่เกี่ยวข้องให้รวดเร็วขึ้นแล้ว หลังการอพยพต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว เมื่อเกิดเหตุวุ่นวายยื้อแย่งกันขึ้นเครื่องบินจนทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 7 ราย