ผู้อพยพ : สหรัฐฯ สั่งสอบสวนเหตุเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย

A border guard on a horse grabs a migrant

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ภาพที่เจ้าหน้าที่ขี่ม้าไล่กวดผู้อพยพ พร้อมกวัดแกว่งสายบังเหียนยาวราวกับแส้ที่พรมแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวบรรยายภาพเหตุการณ์นี้ว่า "น่าตกตะลึง"

วิดีโอและภาพนิ่งที่เจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนขี่ม้าไล่ตามผู้อพยพ พร้อมกวัดแกว่งสายบังเหียนยาวราวกับแส้ใกล้กับแม่น้ำแกรนด์ ริโอ ในรัฐเท็กซัส ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสหรัฐฯ

ภาพนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตผู้อพยพรอบใหม่บริเวณชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนเข้าเมืองผิดกฎหมายถึง 12,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเฮติ ได้เข้าไปสร้างค่ายพักชั่วคราวใต้สะพานที่เชื่อมระหว่างเมืองเดล ริโอ ในรัฐเท็กซัสกับเมืองซิวดัด อากูเนีย ในเม็กซิโก

"เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อน บริเวณที่ร่มใต้สะพานระหว่างประเทศเดล ริโอ ได้ถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวในขณะที่ผู้อพยพกำลังรอถูกควบคุมตัวโดยหน่วยป้องกันชายแดน (US Border Patrol หรือ USBP) ทางการสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากมีเสียงวิจารณ์เรื่องสภาพความเป็นอยู่เลวร้ายที่ผู้อพยพต้องเผชิญ

ขณะนี้ทางการสหรัฐฯ เริ่มเนรเทศผู้อพยพหลายร้อยคนเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา และได้ปิดจุดผ่านแดนเดล ริโอ ส่งผลให้ผู้อพยพชาวเฮติอื่นอีกหลายร้อยคนต้องข้ามกลับเข้าไปในฝั่งประเทศเม็กซิโก

เกิดอะไรขึ้น

นับตั้งแต่กลุ่มผู้อพยพเข้าไปปักหลักอยู่ที่ใต้สะพาน พวกเขาได้ข้ามแดนเข้าไปในเม็กซิโกเพื่อหาซื้ออาหารให้ตัวเองและครอบครัว (เนื่องจากไม่มีอาหารเพียงพอในฝั่งสหรัฐฯ) ก่อนที่จะข้ามกลับเข้าไปในสหรัฐฯ

นายพอล รัตเชอ ช่างภาพจากสำนักข่าวเอเอฟพีถ่ายภาพชุดนี้ได้จากบริเวณใกล้กับจุดข้ามแดนที่แม่น้ำแกรนด์ ริโอ ซึ่งกลุ่มผู้อพยพกำลังพยายามเดินทางเข้า หรือกลับเข้าไปในสหรัฐฯ

"ผมกำลังเก็บภาพคนที่กำลังข้ามแดน...จู่ ๆ ตำรวจก็ปรากฏขึ้น แล้วเริ่มไล่ให้ผู้อพยพออกไป จากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันชายแดนก็ขี่ม้ามาถึง แล้วเริ่มไล่ผู้คนออกไป" นายรัตเชอ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์

ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ถือสิ่งที่ดูเหมือน "แส้" กวัดแกว่งไปมา แต่ทางการระบุว่ามันคือ "สายบังเหียนยาว" ที่ใช้ในการบังคับม้า

ที่มาของภาพ, Reuters

นายรัตเชอ เล่าต่อว่า "มีผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ [เจ้าหน้าที่] พูดว่า 'พวกคุณเข้ามาไม่ได้ กลับไปที่เม็กซิโก' แต่ผู้คนพยายามบอกว่า 'แต่ครอบครัวของพวกเราอยู่ที่ฝั่งโน้น [สหรัฐฯ]'"

เหตุชุลมุนดำเนินต่อไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบนหลังม้าเข้าจับชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนกำลังถือถุงใส่อาหารที่ซื้อมาจากฝั่งเม็กซิโก

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า แม้เจ้าหน้าที่พยายามสกัดการเข้าประเทศที่ผิดกฎหมาย แต่ในที่สุดกลุ่มผู้อพยพก็สามารถข้ามแม่น้ำ แล้วกลับไปที่ค่ายพักชั่วคราวใต้สะพานได้สำเร็จ

นายนิค มิรอฟฟ์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการทำข่าวการอพยพย้ายถิ่นอธิบายว่า การที่เจ้าหน้าที่ใช้วิธีขี่ม้าลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโกนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเป็นวิธีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแถบนั้น โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่มักขอร้องให้ผู้อพยพกลับไปที่ฝั่งเม็กซิโก

"ทว่าในกรณีนี้ การขอร้องใช้ไม่ได้ผล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้อพยพพยายามกลับเข้าสหรัฐฯ เพื่อเอาอาหารไปให้ครอบครัว"

ที่มาของภาพ, Reuters

เสียงวิจารณ์รุนแรง

หลังจากภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกมา นางเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวกล่าวเมื่อวันที่ 20 ก.ย. กล่าวว่า "ฉันไม่คิดว่าใครที่ได้เห็นภาพนี้จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือเหมาะสม"

"ฉันไม่มีรายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ก็คิดไม่ออกว่าบริบทอะไรจะทำให้เรื่องนี้เหมาะสมได้" เธอกล่าว "แน่นอนว่าพวกเขา [เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันชายแดน] ไม่ควรจะทำแบบนี้อีก...คลิปเหตุการณ์มันน่าตกตะลึงจริง ๆ"

ด้าน นางอิลฮาน โอมาร์ ส.ส.หญิงจากพรรคเดโมแครต ชี้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนเป็น "การละเมิดสิทธิมนุษยชน" และ "โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม อีกทั้งละเมิดกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ"

ด้านนายอเลฮานโดร มายอร์กัส รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security หรือ DHS) กล่าวว่า จะมีการสอบสวนเหตุการณ์นี้ พร้อมอธิบายวิกฤตผู้อพยพครั้งนี้ว่าเป็นเรื่อง "ท้าทายและน่าเศร้า"

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเตือนว่า "ถ้าคุณเข้าสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมาย คุณจะถูกส่งกลับประเทศ การเดินทางของคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ และคุณจะทำให้ชีวิตของคุณและครอบครัวต้องตกอยู่ในอันตราย"

ที่มาของภาพ, Getty Images

กระทรวง DHS ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ว่า จะไม่ยอมทนต่อการกระทำทารุณต่อผู้อพยพ พร้อมประกาศเปิดการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบโดยเร็ว เพื่อหามาตรการลงโทษทางวินัยที่เหมาะสมต่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้าง นายราอูล ออร์ติซ หัวหน้าหน่วยป้องกันชายแดน ที่ระบุว่า กำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้ พร้อมยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องที่ "ไม่อาจยอมรับได้"

อย่างไรก็ตาม เขาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ต่างปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เพื่อพยายามรับประกันความปลอดภัยของผู้อพยพ ในขณะที่พยายามค้นหาตัวผู้อาจเป็นนายหน้าพาคนหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Getty Images

วิกฤตผู้อพยพครั้งใหม่

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นความท้าทายด้านการเมืองและมนุษยธรรมครั้งใหม่ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งประกาศว่าจะปฏิบัติต่อกลุ่มผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยอย่าง "มีมนุษยธรรม" มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เฮติเป็นประเทศยากจนในทะเลแคริบเบียนที่เพิ่งเผชิญวิกฤต 2 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คือเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีโฌฟเนล โมอิส เมื่อเดือน ก.ค. และเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปีเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของบีบีซีพบว่า บรรดาผู้อพยพชาวเฮติส่วนใหญ่ที่ชายแดนสหรัฐฯ - เม็กซิโก เป็นผู้ที่เดินทางออกจากบ้านเกิดเมื่อหลายปีก่อน หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปี 2010 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 200,000 คน ผู้อพยพเหล่านี้มักเข้าไปอาศัยและทำงานในประเทศแถบอเมริกาใต้ เช่น บราซิล หรือ ชิลี อยู่ระยะหนึ่ง

ที่มาของภาพ, AFP

สำนักข่าว EFE ที่มีสำนักงานใหญ่ในสเปน รายงานว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีผู้อพยพถูกส่งตัวกลับเฮติแล้ว 560 คน และอีกหลายพันคนยังคงอยู่ที่ค่ายผู้อพยพในรัฐเท็กซัส

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. มีผู้อพยพที่ถูกเนรเทศเดินทางถึงเฮติ 233 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 45 คน และเป็นผู้หญิง 45 คน ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถูกเนรเทศนั้นมีลูกเล็กหรือเด็กแบเบาะอยู่ด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images

นอกจากนี้ ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า นอกจากผู้ที่ถูกเนรเทศไปแล้วนั้น ยังมีชาวเฮติอีกกว่า 6,000 คนที่ถูกส่งตัวไปยังศูนย์คนเข้าเมืองแห่งอื่น ๆ เพื่อเตรียมส่งตัวกลับประเทศต่อไป

ชาวเฮติที่ถูกส่งกลับประเทศระบุว่าพวกเขาถูกปฏิบัติไม่ดีจากเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ

"พวกเขาปฏิบัติต่อเราเยี่ยงโจร คนเฮติไม่ใช่โจร แต่เป็นคนที่มองหาชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อคนประเทศอื่นแบบนี้ มันเป็นการเหยียดเชื้อชาติ" หญิงเฮติคนหนึ่งในวัย 30 ปีเศษให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว EFE