BBCThai.com
 
ปรับปรุงล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2005 เผยแพร่เมื่อ 14:24 GMT
 
อีเมล์ต่อให้เพื่อน สั่งพิมพ์ข้อความ
กฎหมายฉุกเฉินคุม 3 จังหวัดใต้
 
การสลายการชุมนุมที่ตากใบ
ทหารยังมีสิทธิ์ช่วยตำรวจสลายการชุมนุม
คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้ว

การประกาศดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายการบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน

รัฐบาลยังออกมาตรการ 7 ข้อ เพื่อใช้ในพื้นที่จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่สามารถเรียกผู้ต้องสงสัยเข้ามาสอบสวนหรือคุมตัวได้เป็นเวลาเจ็ดวัน และมากที่สุดไม่เกินสามสิบวัน โดยไม่ต้องตั้งข้อหา

นอกจากนี้ ยังเรียกบุคคลมารายงานตัวหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ได้

เจ้าหน้าที่สามารถยึดอาวุธหรือเครื่องอุปโภคบริโภคที่ต้องสงสัย มีอำนาจไปรื้อค้นอาคารที่ต้องสงสัยได้ และสามารถสั่งเนรเทศคนต่างด้าว

อีกสองมาตรการคือ สั่งห้ามซื้อขายสินค้าบางประเภทซึ่งรัฐบาลจะกำหนดให้เป็นยุทธปัจจัย เช่น ซิมการ์ด กับเคมีภัณฑ์บางชนิด

นอกจากนี้ทหารสามารถเข้ามาช่วยตำรวจสลายสถานการณ์บางอย่างที่จำเป็นได้

อย่างไรก็ดี รัฐบาลสงวนที่จะใช้อำนาจในการห้ามชุมนุม การกำหนดเคอร์ฟิว การห้ามเสนอข่าวและการดักฟังโทรศัพท์ซึ่งมีหลายฝ่ายแสดงความกังวลมาก่อนหน้านี้

คณะรัฐมนตรียังมีมติเพิ่มเติมในการตั้งกองทุนสมานฉันท์เพื่อช่วยผู้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบภาคใต้ และอนุมัติตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรับเรื่องราวร้องเรียนจากผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สามเดือนตามพระราชกำหนด

หวั่นคุมไม่อยู่

การสลายเหตุชุมนุมที่ตากใบ
ทางการเกรงว่าหากไม่ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะคุมสถานการณ์ไม่อยู่

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าหากปล่อยให้สถานการณ์คงอยู่ต่อไป จะยากต่อการควบคุม จึงจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษออกมา แต่ยืนยันจะใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่กระทบกระเทือนสิทธิมนุษยชน แต่หากเป็นเช่นนั้นก็มีกลไกลในการจัดการโดยประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้เอาผิดเจ้าหน้าที่ได้ หากเป็นการปฏิบัติโดยไม่สุจริต

ทางด้านสามสมาคมวิชาการชีพสื่อมวลชนทั้งในระดับชาติและสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย พร้อมบรรณาธิการอีกหลายสิบคนจาก สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ร่วมกันออกแถลงการณ์ตำหนิพระราชกำหนดฉบับนี้ว่า ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน

ปิดหูปิดตาสื่อ

นายภัทระ คำพิทักษ์ จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยบอกว่าประเด็นที่สื่อ กังวลที่สุดคือเสรีภาพของประชาชน เพราะตาม พ.ร.ก.นี้ค่อนข้างให้อำนาจกว้างขวางมาก

" ที่ร้ายมากคือผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย การมาปิดหูปิดตาสื่อสื่อ เท่ากับไม่ต้องมีการตรวจสอบการใช้อำนาจนี้ ทำให้บรรยากาศความไม่ไว้วางใจขยายตัวและความรุนแรงจะเกิด "

ด้านนายประชา เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส บอกว่ากฎหมายนี้ยังไม่ตรงตามความต้องการของจังหวัด ที่อยากให้มีอำนาจในการเชิญผู้ก่อเหตุมาอบรม ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ทั้งนี้เห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนี้จะไม่ลิดรอนสิทธิพลเมืองที่ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง

ด้านนายอับดุลรอนี กาฮะมะ กรรมการและเลขานุการสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
อิสลามห้าจังหวัดภาคใต้ บอกว่าชาวบ้านยังหวาดระแวงเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ รวมทั้งเกรงว่าหากทั้งสองฝ่ายไม่ประสานงานกันก็อาจเกิดปัญหาขึ้นอีก

" หากรัฐไม่ไปทำความเข้าใจ ก็กลัวว่าผู้ไม่หวังดีจะเอาเรื่องนี้มาสร้างกระแสเพื่อสร้างสถานการณ์อีก "

ช่วยกัน

นายแบลร์ ระหว่างร่วมหารือกับแกนนำมุสลิม
มีเสียงวิจารณ์ว่าแกนนำมุสลิมที่ร่วมหารือกับนายแบลร์อาจไม่ใช่ตัวแทนมุสลิมที่แท้จริง

นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ของอังกฤษประชุมหารือกับผู้นำมุสลิม เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาที่จะตามมา หลังเกิดเหตุระเบิดในลอนดอนเมื่อสิบสองวันก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 56 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน

นายแบลร์ แถลงข่าวร่วมกับผู้นำมุสลิมว่าที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า ทุกฝ่ายจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันทำลายอุดมการณ์ชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในลัทธิสุดขั้ว

อย่างไรก็ดี ผู้วิจารณ์ตั้งข้อกังขาว่าแกนนำมุสลิมที่เข้าร่วมประชุมจะถือเป็นผู้แทนของมุสลิม 1.5 ล้านคนในอังกฤษจริงแท้แค่ไหน และมติที่ออกมาจากที่ประชุมจะได้รับการยอมรับแค่ไหน

เจน ลิตเติล ผู้สื่อข่าวสายศาสนาของบีบีซี ชี้ว่าชุมชนมุสลิมในอังกฤษไม่รวมเป็นหน่วยเดียว
แต่มีผู้นำทางศาสนาหลาย ๆ คน แล้วแต่การยกย่องของกลุ่ม การหาผู้นำที่ได้รับการยอมรับทุกกลุ่มเป็นไปได้ยาก

ด้านโรเจอร์ ฮาร์ดี้ นักข่าวสายกิจการอิสลามของบีบีซีเสริมด้วยว่า สถานการณ์แบบนี้เปิดช่องให้บุคคลบางกลุ่มอ้างตัว ว่าพูดแทนคนมุสลิมส่วนใหญ่ได้ง่าย

นอกจากนี้ บรรดาผู้วิจารณ์รัฐบาลก็ชี้ว่าตัวแทนที่นายแบลร์เชิญมาหารือนั้นก็เป็นคนกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่ใช่คนที่ทำงานกับชาวบ้านจริง ๆ

ขณะที่คนมุสลิมไม่น้อยยังพูดด้วยว่ากำลังเกิดวิกฤตที่เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดและโตที่นี่ ไม่นับถือผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ทั้งผู้นำการเมืองและผู้นำศาสนา เพราะเห็นว่าห่างเหินจากโลกของความจริง

จากรายการภาคค่ำวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2548

 
 
ข่าวล่าสุด
 
 
อีเมล์ต่อให้เพื่อน สั่งพิมพ์ข้อความ
 
 
 
 
BBC ©
 
^^ กลับไปข้างบน
  คลังของเก่า | เรียนภาษาอังกฤษ
 
  BBC News >> | BBC Sport >> | BBC Weather >> | BBC World Service >> | BBC Languages >>