BBCThai.com
 
ปรับปรุงล่าสุด: 30 พฤศจิกายน 2005 เผยแพร่เมื่อ 15:58 GMT
 
อีเมล์ต่อให้เพื่อน สั่งพิมพ์ข้อความ
บุชปราศรัยเรื่องการถอนทหารในอิรัก
 
ประธานาธิบดีบุชของสหรัฐ
ประธานาธิบดีบุชปราศรัยเรื่องการถอนทหารอิรัก
ประธานาธิบดีบุชกล่าวปราศรัยวันนี้ถึงแผนการถอนทหารของสหรัฐออกจากอิรัก โดยให้เหตุผลว่า กองกำลังของอิรักเองมีความพร้อมมากขึ้น ที่จะรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงภายในอิรักเอง

ร็อบ วัตสัน ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคงของบีบีซีบอกว่า นี่จะเป็นคำปราศรัยชุดแรกของนายบุช ที่จะออกมาในช่วงก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปในอิรัก ในวันที่ 15 ธันวาคม เพื่อโน้มน้าวให้คนอเมริกันเห็นว่า สถานการณ์ในอิรักดีขึ้น และนโยบายของสหรัฐต่ออิรักเดินมาถูกทางแล้ว

ด้านรัฐมนตรีกลาโหม นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ ก็ออกมาพูดเน้นถึงความพร้อมของทหารอิรักเช่นกัน

เขาบอกว่าสหรัฐจะยังไม่พูดถึงว่าจะเลิกราภารกิจในอิรักเมื่อไหร่ แต่ต้องการเน้นว่ากองกำลังของอิรักมีศักยภาพมากขึ้น และถึงเวลาที่จะรับผิดชอบดูแลความมั่นคงในอิรักได้ด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวของเราบอกว่า การที่นายบุช และ นายรัมสเฟลด์ ออกมาพูดถึงแผนการถอนทหารสหรัฐ ในอิรัก ในจังหวะนี้ ก็เพราะว่าแรงกดดันจากประชาชน และสภาคองเกรส มีมากขึ้นทุกที ให้รัฐบาลแถลงถึงนโยบายที่ชัดเจนต่อสถานการณ์ในอิรัก

ขณะนี้สหรัฐมีทหารอยู่ในอิรักประมาณ 160,000 นาย

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ เคยพูดว่าอาจจะมีการถอนทหารประมาณ หนึ่งแสนสามหมื่น ออกมาจากอิรัก หลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนหน้า

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวบอกว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน

บางกลุ่มเห็นว่า การที่ยังคงกำลังทหารไว้ในอิรักจำนวนมาก ทำให้ประชาชนไม่พอใจ แต่บางกลุ่มก็ห่วงด้วยว่าถ้าถอนทหารออกมาเร็วเกินไป เพราะแรงกดดันในประเทศ ก็อาจจะทำให้สถานการณ์ในอิรักจลาจล

พร้อมจริงหรือ?

เหตุระเบิดในแบกแดด
สถานการณ์ในอิรักยังคุกรุ่น

นิค ไชลด์ส ผู้สื่อข่าวสายกิจการโลกของบีบีซีบอกว่าเรื่องนี้ นักวิเคราะห์คงจะไม่เห็นด้วยกับสหรัฐว่ากองกำลังของอิรักมีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศตนแล้ว

ตัวเลขที่สหรัฐรายงานมาว่าขณะนี้มีทหารอิรักสองแสนกว่าคนได้รับการฝึกฝนอย่างดี และพร้อมจะฎิบัติการ และ มีความพร้อมในด้านฐานทัพ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

แต่ผู้สังเกตการณ์ไม่ค่อยมั่นใจว่านี่เป็นตัวเลขที่เที่ยงตรง เพราะเชื่อกันว่าทหารอิรักที่พร้อมจะปฏิบัติการ มีจำนวนไม่กี่ร้อย

ผู้สื่อข่าวบอกด้วยว่า นอกจากเรื่องตัวเลขแล้ว ปัญหาอีกอย่างของกองกำลังอิรักก็คือมีความขัดแย้งภายในระหว่างชนต่างเชื้อชาติ ทำให้การทำงานไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

นอกจากนั้นก็มีความเเป็นห่วงด้วยว่า ในบางหน่วยงาน โดนครอบงำโดยอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย และ ตำรวจ

ในขณะที่สถานการณ์ทั่วไปในอิรักยังคุกรุ่น ผู้สื่อข่าวของเราบอกว่าการประเมินของนักวิเคราะห์ คาดกันว่า แม้กระทั่งในปลายปีหน้าเอง สหรัฐก็คงจะยังต้องมีทหารประจำการอยู่ในอิรัก อย่างน้อยแสนคน

และปัญหาใหญ่อีกอย่างที่สหรัฐต้องพิจารณาในตอนนี้ก้คือจะทำยังไงเมื่อกองกำลงของพันธมิตรชาติอื่นๆ เริ่มถอนตัวออกจากอิรัก ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

สายสัมพันธ์มุสลิมไทย - กัมพูชา

ทหารคุมสถานการณ์ในภาคใต้
รัฐบาลไทยจับตาดูกลุ่มชาวมุสลิมในกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาภาคใต้ของไทย เป็นพิเศษ

ส่วนที่เมืองไทย มีกระแสข่าวต่อเนื่องว่าหน่วยงานความมั่นคง จับตาความเคลื่อน ไหวของชาวมุสลิมจากกัมพูชา ที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า จะเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบหรือไม่ ทางการสั่งคุมเข้มด่านตรวจคนเข้าเมืองชายแดน ไทย – กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ซอและห์ ตาเละห์ จากวิทยาลัยอิสลามยะลา มองว่าชาวมุสลิมในกัมพูชา ได้บทเรียนจากประสบการณ์ความรุนแรงในประเทศของตัวเองมาแล้ว ไม่น่าจะต้องการเข้ามาเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนการเดินทางเข้ามายังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อศึกษาเล่าเรียน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบเนื่องมาช้านานแล้ว และมีสายสัมพันธ์กันมาทั้งทางศาสนา วัฒนธรรมและภาษา

อาจารย์ซอและห์บอกว่าคนกัมพูชาที่เข้ามาเรียนทางภาคใต้ เป็นชนเชื้อสายจาม ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดกัมปงจาม เป็นส่วนใหญ่

คนกลุ่มนี้ในอดีตอยู่ทางเวียดนามทางใต้ และรับอิทธิพลของศาสนาอิสลามมาเมื่ออาณาจักรชวารุ่งเรือง แต่ต่อมาอพยพโยกย้ายมาอยู่ในกัมพูชาเป็นหลัก

นักวิชาการจากวิทยาลัยอิสลามยะลาบอกว่าคนกัมพูชามาเล่าเรียนศาสนาทางภาคใต้ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรปัตตานี และเรียนในมาเลเซียในกลันตันด้วย ความผูกพันด้านการศึกษา วัฒนธรรมมีมาก คนที่มาเรียนก็กลับไปเป็นครูสอนที่กัมพูชา

ชาวมุสลิมในกัมพูชาใช้สองภาษาคือภาษาจามและภาษาเขมร

ภาษาจามนั้นมีตัวเขียนเป็นภาษาอาหรับ เหมือนกับภาษาเขียนที่ใช้ในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย ที่เรียกกันว่า ภาษายาวี

แต่ภาษาพูด ศัพท์บางคำ เหมือนกันระหว่างภาษาจามกับภาษามลายูที่ใช้กันในทางใต้ของไทย

ความสัมพันธ์กับมาเลเซีย

สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในกัมพูชา
หลังสงครามกลางเมือง ชาวมุสลิมใกมพูชาอพยพไปอยู่มาเลเซียจำนวนมาก

อาจารย์ซอและห์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคนมุสลิมในกัมพูชามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมาเลเซียด้วย เพราะหลังสงครามกลางเมืองกัมพูชา ชาวจามจำนวนมากอพยพอยู่มาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียให้การรับรองอย่างดี เพราะมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ศาสนาและวัฒนธรรม

ในช่วงหลังชาวจามมุ่งไปศึกษาเล่าเรียนที่มาเลเซียมากกว่าทางใต้ของไทย โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ รัฐบาลไทยเข้มงวดกวดขันกับการเดินทางเข้าเมืองมากขึ้น และพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากก็เป็นห่วงไม่ต้องการส่งลูกหลานมาเรียนทางภาคใต้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยอิสลามยะลาบอกว่าเท่าที่รู้จักนิสัยใจคอของชาวมุสลิมในกัมพูชา ไม่น่าจะโน้มเอียงไปทางความรุนแรง

"มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือว่าชาวมุสลิมในกัมพูชา ไม่มีประวัติขัดแย้งกับรัฐบาลกัมพูชา และมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มากมายหลายคน"

อีกประการหนึ่งก็คือว่า เท่าที่เคยพูดคุยด้วย ชาวมุสลิมที่นั่นส่วนใหญ่ รู้สึกเข็ดกับสงครามกลางเมือง สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่เกิดขึ้นในประเทศของพวกเขา และไม่ต้องการเจอประสบการณ์อย่างนั้นอีก"

จากรายการภาคค่ำวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2548

 
 
ข่าวล่าสุด
 
 
อีเมล์ต่อให้เพื่อน สั่งพิมพ์ข้อความ
 
 
 
 
BBC ©
 
^^ กลับไปข้างบน
  คลังของเก่า | เรียนภาษาอังกฤษ
 
  BBC News >> | BBC Sport >> | BBC Weather >> | BBC World Service >> | BBC Languages >>