ค่ายลับ
ปรับทัศนคติ
ที่ซินเจียง

เกิดอะไรขึ้นกับชาวอุยกูร์ที่หายตัวไป?

จีนถูกกล่าวหาว่าคุมขังชาวมุสลิมหลายแสนคน
ในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์
โดยไร้ข้อหาและการพิจารณาคดี

รัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยบอกว่าชาวอุยกูร์สมัครใจเข้าเรียน “วิทยาลัยอาชีวศึกษา” ซึ่งเป็นหลักสูตรต่อต้านความคิดสุดโต่งด้านศาสนาและการก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนโดยทีมข่าวบีบีซีได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญซึ่งสะท้อนความจริงซึ่งต่างจากที่ทางการจีนพยายามบอก

คุมขังกลางทะเลทราย

ภาพถ่ายดาวเทียมภาพหนึ่งเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2015 แสดงให้เห็นผืนทรายว่างเปล่าบริเวณพื้นที่อันไกลห่างทางฟากตะวันตกของจีน

นี่ไม่ได้ดูเหมือนสถานที่ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบค้นประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ถึง 3 ปีให้หลังภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณเดียวกันแสดงให้เห็นสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพื้นที่ปิดล้อมขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นด้วยกำแพงล้อมรอบยาว 2 กม. และหอสังเกตการณ์ถึง 16 หลัง

มีการตีแผ่ข่าวเรื่องระบบค่ายกักกันชาวมุสลิมในซินเจียงครั้งแรกปีที่แล้วโดยนักวิจัยพบหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมโดยใช้ซอฟต์แวร์กูเกิลเอิร์ธเห็นค่ายดังกล่าวตั้งอยู่ข้างนอกเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อ ต้าปันฉัง ซึ่งห่างจากเมืองอุรุมชีซึ่งเป็นเมืองหลักของเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์ ราว 1 ชม. โดยทางรถยนต์

เราเลือกเที่ยวบินไปลงที่สนามบินเมืองอุรุมชีแต่เช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงตำรวจที่คอยจับตานักข่าวทุกคนที่เดินทางมาที่นี่แต่พอไปถึงเมืองต้าปันฉังก็มีรถขับตามเราถึง 5 คันด้วยกัน มีทั้งตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐ ถึงตอนนั้นเรารู้ตัวแล้วว่าการเดินทางไปดูค่ายต้องสงสัยต่าง ๆ ในเมืองจะไม่ใช่เรื่องง่าย

ขณะขับรถเรารู้ว่าอีกไม่นานจะต้องถูกเจ้าหน้าที่ที่ขับรถตามเรียกให้จอดสิ่งที่ทำให้แปลกใจก็คือพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของอาคารที่ยังว่างเปล่าอยู่ในภาพถ่ายดาวเทียมขณะนี้มีโครงการต่อเติมอาคารเพิ่มขึ้นแล้ว

สิ่งปลูกสร้างที่ต้าปันฉังจากบนถนน

สิ่งปลูกสร้างที่ต้าปันฉังจากบนถนน

พื้นที่ว่างเปล่านั้นได้กลายเป็นเมืองขนาดย่อม มีทั้งเครนก่อสร้าง อาคารสีเทาใหญ่สี่ชั้นเรียงกันเป็นแถว ๆ ขณะที่เรากำลังพยายามเก็บภาพตำรวจขับรถมาบอกให้เราหยุดถ่าย และออกไปจากที่นั่นเสีย

แต่แค่นี้เราก็ได้ค้นพบเรื่องสำคัญแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นที่นี่โดยที่โลกภายนอกไม่ได้รับรู้

ในขณะที่กูเกิลเอิร์ธใช้เวลาเป็นเดือนหรือปีกว่าที่จะอัพเดทภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล แหล่งภาพถ่ายดาวเทียมอื่น ๆ เช่น ฐานข้อมูล Sentinel องค์การอวกาศยุโรปให้ภาพที่ใหม่กว่า ถึงแม้ว่าจะความละเอียดภาพไม่สูงเท่าก็ตาม

ต้าปันฉัง, เม.ย. 2018
จากภาพถ่ายดาวเทียมของกูเกิล
นี่เป็นภาพจากฐานข้อมูลของ Sentinel จากเดือน ต.ค. 2018 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างไปมากแค่ไหน

ภาพถ่ายดาวเทียมจากฐานข้อมูล Sentinel ขององค์การอวกาศยุโรปจากเดือนต.ค. ปีนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการก่อสร้างได้ขยายใหญ่ไปมากกว่าที่เราคาดการณ์แค่ไหนจากที่คิดว่าจะเป็นค่ายกักกันขนาดใหญ่ ตอนนี้เรียกได้ว่าใหญ่มโหฬารแล้ว

ก่อนหน้านั้นเราแวะไปในตัวเมืองต้าปันฉัง แต่ไม่สามารถคุยกับใครได้เลย เจ้าหน้าที่ที่เดินทางมากับเราคอยสอดส่องหาข่าวตลอดเวลาและพวกเขาก็เข้าไปสอบถามทุกคนที่เราเข้าไปทักทายด้วย

ในนั้นมีคนอยู่หลายหมื่นคนแล้ว พวกเขามีปัญหาเรื่องความคิด

ชาวซินเจียงคนหนึ่งกล่าว

เราแก้ปัญหาด้วยการสุ่มโทรไปตามเบอร์ต่างๆ ในเมือง โดยถามว่าอาคารที่มีป้อมสังเกตการณ์รายล้อมนั่นคืออะไร

“มันคือโรงเรียนปรับทัศนคติ” เจ้าของโรงแรมเจ้าหนึ่งกล่าว

“ใช่มันคือโรงเรียนปรับทัศนคติ” เจ้าของร้านขายของคนหนึ่งก็บอกเช่นกัน

“ในนั้นมีคนอยู่หลายหมื่นคนแล้วพวกเขามีปัญหาเรื่องความคิด”

แต่พื้นที่ปิดล้อมขนาดใหญ่ดังกล่าวไม่ได้ตรงกับนิยามของคำว่า“โรงเรียน” ในความหมายทั่วไปสักเท่าไหร่

"ผมเข้าใจข้อผิดพลาดของตัวเอง
อย่างถ่องแท้แล้ว"

รายการโทรทัศน์ของรัฐเผยแพร่ภาพห้องเรียนสะอาดสะอ้านและนักเรียนที่มีท่าทางซาบซึ้งและตั้งใจเรียน

ที่ผ่านมา ทางการจีนปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้คุมขังชาวอุยกูร์โดยไม่มีการพิจารณาคดี

ในทางประวัติศาสตร์การใช้คำว่า “การศึกษา” เพื่อกลบเกลื่อนคำว่า ”ค่ายกักกัน” มีมานานแล้ว

ค่อนข้างแน่นอนเลยว่าทางการจีนกำลังพยายามจะใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อที่จะลบล้างข้อกล่าวหาเหล่านี้และลดแรงกดดันและการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติโทรทัศน์ของรัฐเผยแพร่ภาพห้องเรียนสะอาดสะอ้านและนักเรียนที่มีท่าทางซาบซึ้งและตั้งใจเรียน

อย่างไรก็ตามคำให้สัมภาษณ์นักเรียนฟังดูเป็นคำสารภาพมากกว่า

“ผมเข้าใจข้อผิดพลาดของตัวเองอย่างถ่องแท้แล้ว” ชายคนหนึ่งพูดกับกล้องพร้อมกับสัญญาว่าจะเป็นพลเมืองที่ดี “เมื่อได้กลับบ้าน”

อย่างไรก็ตามรายการ โทรทัศน์ไม่ได้อธิบายว่านักเรียนประเภทไหนได้รับการคัดเลือกให้มาเรียนที่นี่หรือว่าการเรียนนี้ยาวนานแค่ไหน

และการกำหนดให้เรียนภาษาจีนนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในซินเจียงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้พูดจีนเป็นหลัก

เราเห็นจากวิดีโอว่าโรงเรียนกำหนดเครื่องแบบสำหรับนักเรียนและก็ไม่มีนักเรียนหญิงสักคนที่ใส่ผ้าคลุมหัวตามหลักของศาสนาอิสลาม

ในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์มีชาวอุยกูร์อาศัยอยู่มากกว่า 10 ล้านคน พวกเขาพูดภาษาที่มาจากรากภาษาเตอร์กิกและก็มีรูปลักษณ์คล้ายคนจากยุโรปกลางมากกว่าคล้ายชาวฮั่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศจีน

บ่อยครั้งที่คนมองว่าเมืองคัชการ์ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์รู้สึกใกล้ชิดกับกรุงแบกแดดมากกว่ากรุงปักกิ่งเสียอีกทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมในทางการเมือง ชาวอุยกูร์มีประวัติศาสตร์การกบฎต่อต้านทางการจีนมายาวนาน

ก่อนการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ซินเจียงหลุดรอดจากการปกครองของจีนเป็นช่วง ๆ และมีเอกราชของตัวเองในบางขณะ แต่เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์เข้าปกครอง ก็เกิดการประท้วงและการปะทะรุนแรงเรื่อยมา

พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุมีค่าอย่างน้ำมันและก๊าซและมีพื้นที่ใหญ่กว่าเยอรมนีเกือบ 5 เท่าทำให้การลงทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ามามากมาย เศรษฐกิจซินเจียงเจริญเติบโตและชาวจีนเชื้อสายฮั่นย้ายรกรากมาอาศัยเป็นจำนวนมาก

นี่ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวอุยกูร์ที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

ทางการจีนพยายามตอบโต้เสียงวิจารณ์โดยชี้ให้เห็นว่าชาวอุยกูร์มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีหลายร้อยชีวิตที่ต้องจบลงในเหตุจลาจลความรุนแรงระหว่างชุมชน การปะทะที่ผ่านการไตร่ตรองไว้ก่อนและการตอบโต้ของตำรวจ

ต.ค. 2013: เหตุชาวอุยกูร์ขับรถพุ่งชนคนเดินถนน

ต.ค. 2013: เหตุชาวอุยกูร์ขับรถพุ่งชนคนเดินถนน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือเหตุการณ์ที่มีชาวอุยกูร์ขับรถพุ่งชนคนเดินเท้าบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งในปี 2013 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตสองคนรวมถึงผู้ก่อเหตุชาวอุยกูร์อีกสามคนด้วยนี่ส่งผลให้เกิดผล กระเทือนในเชิงโครงสร้างของรัฐจีน

มี.ค. 2014: ตำรวจเดินตรวจตราหลังชาวอุยกูร์ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงคนในเมืองคุนหมิง

มี.ค. 2014: ตำรวจเดินตรวจตราหลังชาวอุยกูร์ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงคนในเมืองคุนหมิง

ในปีถัดมาคนร้ายชาวอุยกูร์ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงคน 31 คนเสียชีวิตที่สถานีรถไฟในเมืองคุนหมิงซึ่งอยู่ห่างซินเจียง 2,000 กม.

สี่ปีที่ผ่านมาซินเจียงเป็นเป้าของการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดที่สุดที่ทางการจีนเคยใช้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิดที่สามารถจดจำใบหน้าได้เครื่องมือที่สามารถอ่านข้อมูลในมือถือได้ และการเก็บฐานข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกส์

นอกจากนี้ยังมีการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งกำจัดอัตลักษณ์และการถือปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอีก อาทิ ห้ามไว้เครา ห้ามใส่ผ้าคลุมหัว ห้ามสอนศาสนาให้เด็ก ๆ และแม้กระทั่งห้ามใช้ชื่อที่ฟังดูเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม

นโยบายรัฐได้เปลี่ยนแปลงไปถึงระดับโครงสร้างจากมองเป็นปัญหารายบุคคลของผู้ที่มีความคิดแบ่งแยกดินแดนกลายเป็นปัญหาที่ถูกมองว่าฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์และศาสนาอิสลามโดยรวม

นโยบายนี้มาในช่วงที่เหมาะเจาะกับความพยายามของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่จะกำกับควบคุมสังคมจีนมากขึ้นโดยให้จงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น

อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวอุยกูร์ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าสงสัยได้ง่ายขึ้นและยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อผนวกกับรายงานที่น่าเชื่อถือได้หลายฉบับที่ระบุว่าชาวอุยกูร์หลายร้อยคนได้เดินทางไปซีเรียเพื่อต่อสู้ร่วมกับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม

ด่านตรวจในเมืองคัชการ์, มี.ค. 2017

ด่านตรวจในเมืองคัชการ์, มี.ค. 2017

พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติเช่น ถูกเรียกตรวจไม่ว่าบนถนน หรือบนทางเท้า ในขณะที่ชาวจีนเชื้อสายฮั่นไม่โดน พวกเขายังถูกจำกัดการเดินทางไปไหนมาไหนด้วยด้วยคำสั่งยึดหนังสือเดินทางโดยตำรวจอ้างว่าเป็นเหตุผลด้านการ “รักษาความปลอดภัย”

เจ้าหน้าที่รัฐที่มีเชื้อสายอุยกูร์ถูกห้ามไม่ให้ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาเช่น การไปมัสยิดหรือการถือศีลอด

ธงชาติจีนเหนือมัสยิดในเมืองคัชการ์ที่ปิดตัวลง

แม้จีนจะปฏิเสธเท่าไรก็ตาม หลักฐานชิ้นที่น่าเชื่อถือที่สุดกลับมาจากเอกสารของทางการเองที่นักวิชาการในเยอรมนี เอเดรียน เซ็นซ์ ค้นพบในอินเทอร์เน็ต เป็นเอกสารที่รัฐบาลท้องถิ่นออกเพื่อเชิญชวนให้ผู้รับเหมาและผู้จัดหาสินค้าและบริการมาประมูลเสนอราคาโดยรายละเอียดบอกว่าเป็นการก่อสร้าง หรือปรับปรุงอาคารในซินเจียง

หลายกรณีเป็นการเสนอให้ผู้รับเหมามาติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย เช่น หอสังเกตการณ์รั้วลวดหนาม ระบบกล้องวงจรปิด และห้องพักสำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

เซ็นซ์ค้นคว้าข้อมูลกับหลายแหล่งข่าวและเชื่อว่าอาจมีชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอื่น ๆ มากกว่า 1 ล้านคนที่ถูกนำตัวเข้าไปในศูนย์เพื่อ “ปรับทัศนคติ”

แน่นอนเอกสารเหล่านี้ไม่ได้พูดว่าศูนย์เหล่านี้เป็นค่ายกักกัน แต่เรียกว่าเป็น “ศูนย์ปรับทัศนคติ”

ค่อนข้างแน่นอนเลยว่าเอกสารฉบับหนึ่งพูดค่ายขนาดใหญ่ที่เราแวะไป เอกสารจากปี 2017เป็นการเสนอประมูลติดตั้งระบบทำความร้อนใน “โรงเรียนที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการศึกษา” ซึ่งตั้งอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งในเมืองต้าปันฉัง

ภาษาสละสลวยที่ใช้กลบเกลื่อนความจริงเหล่านี้และการระบุรายละเอียดขนาดและปริมาณสิ่งก่อสร้าง ก็พอจะชี้ให้เราเห็นแล้วว่ามีเครือข่ายค่ายกักกันขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

"พวกเขาพยายามจะลบล้างอัตลักษณ์
ของชาวอุยกูร์"

เมื่อปี 2002 เลอีเลอ แอบบุลไลติ เดินทางมาเรียนหนังสือที่สหราชอาณาจักรก่อนที่เธอจะพบรักกับสามีชาวอังกฤษ ได้สัญชาติและเริ่มต้นครอบครัวที่นั่น

เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ชีอามูชินนูเออ พีดา วัย 66 ปี แม่ของเธอซึ่งเป็นอดีตวิศวกรในรัฐวิสาหกิจของจีนมาเยี่ยมเธอที่ลอนดอนตามปกติ แต่หลังจากกลับไปซินเจียงวันที่ 2 มิ.ย. เธอก็เงียบหายไป

ชีอามูชินนูเออ พีดา 

ชีอามูชินนูเออ พีดา 

เลอีเลอ พยายามโทรไปหา แม่เธอรับสายและบอกว่ามีตำรวจมาค้นบ้านและบอกให้ลูกสาวส่งเอกสารข้อมูลส่วนตัวของเธอที่อังกฤษไปให้ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ในสหราชอาณาจักร สำเนาหนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักรเบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลเกี่ยวกับวิชาเรียนของเธอในมหาวิทยาลัย

เลอีเลอ แอบบุลไลติ 

เลอีเลอ แอบบุลไลติ 

และจากนั้นก็บอกกับเธอว่าอย่าโทรมาอีกและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุยกับแม่
เลอีเลอ เชื่อว่าแม่ของเธอถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“แม่ฉันถูกกักตัวโดยไม่มีเหตุผล” เธอกล่าว“เท่าที่ฉันรู้รัฐบาลจีนพยายามจะลบล้างอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์ออกไปจากโลกนี้”

ทีมข่าวบีบีซีได้สัมภาษณ์ชาวอุยกูร์ 8 คนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ และสิ่งที่พวกเขาเล่าก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพความเป็นอยู่ และกิจวัตรในค่าย และเกณฑ์อย่างกว้าง ๆที่ทำให้พวกเขาถูกจับกุม ได้แก่ การประกอบพิธีทางศาสนาการเห็นต่างคัดค้านแม้เพียงเล็กน้อยและการมีสายสัมพันธุ์กับชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ

แอบเล็ท ทัวร์ซูน ท็อคที 

แอบเล็ท ทัวร์ซูน ท็อคที 

แอบเล็ท ทัวร์ซูน ท็อคที ในวัย29 ปี เล่าว่า ตอนที่เขาถูกกักขัง เขาต้องตื่นเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและก็มีเวลาเพียง 1 นาทีที่ไปลานออกกำลังกาย หลังจัดแถวเสร็จ พวกเขาก็ถูกสั่งให้วิ่ง

“มีห้องพิเศษไว้ทำโทษคนที่วิ่งช้า” แอบเล็ท เล่า “มีผู้ชายอยู่สองคนคนหนึ่งจะใช้เข็มขัดฟาด อีกคนจะเตะ”

จากภาพถ่ายดาวเทียม เราสามารถเห็นลานออกกำลังกายบริเวณค่ายที่แอบเล็ทนี้เคยถูกกักตัวได้อย่างชัดเจน อยู่ในเมืองเหอเถียนทางตอนใต้ของซินเจียง

แอบเล็ท เล่าว่าเขาต้องร้องเพลง“Without the Communist Party There Can Be No New China” (หากไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะไม่มีจีนยุคใหม่) และพวกเขาต้องเรียนกฎหมายและจะถูกซ้อมหากท่องจำไม่ได้

ภาพถ่ายดาวเทียมปี 2018 แสดงภาพค่ายในเหอเถียนที่แอบเล็ทบอกว่าเขาถูกคุมขัง

ภาพถ่ายดาวเทียมปี 2018 แสดงภาพค่ายในเหอเถียนที่แอบเล็ท
บอกว่าเขาถูกคุมขัง

เขาอยู่ในนั้นหนึ่งเดือนในช่วงท้ายปี2015 และก็ถือว่าเป็นพวกที่ยังโชคดี เพราะว่าในช่วงแรก ๆ ดูเหมือนระยะเวลา “การเรียนการสอน” สั้นกว่า เมื่อเทียบกับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีรายงานถึงคนที่ได้รับการปล่อยตัวน้อยมาก

ไม่เหลือใครอยู่ข้างนอกแล้ว

แอบเล็ท ทัวร์ซูน ท็อคที, ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์

และจากนั้นเป็นต้นมาก็มีข่าวการเรียกยึดหนังสือเดินทางเยอะมากและแอบเล็ทก็เป็นชาวอุยกูร์คนท้ายๆ ที่ได้เดินทางออกจากจีน เขาลี้ภัยไปอยู่ตุรกีประเทศซึ่งมีชุมชนชาวอุยกูร์ขนาดใหญ่ และมีความใกล้ชิดในเชิงวัฒนธรรมและภาษา

เขาบอกเราว่าพ่อของเขาในวัย 74 ปี และพี่น้องเขา 8 คน อยู่ในค่ายกักกัน “ไม่เหลือใครอยู่ข้างนอกแล้ว”

อับดุลซาลาม โมฮัมเหม็ด ในวัย41 ปี ก็อยู่ตุรกีเช่นกัน เขาถูกตำรวจจับที่ซินเจียงเมื่อปี 2014เพราะท่องคัมภีร์อิสลามในงานศพ

อับดุลซาลาม โมฮัมเหม็ด

อับดุลซาลาม โมฮัมเหม็ด

ตำรวจบอกว่าอับดุลซาลาม ต้องเข้ารับ “การศึกษา” เขาบอกว่าที่ที่เขาต้องไปอยู่ไม่ได้ดูเหมือนสถานศึกษาและหากมองจากรูปถ่ายดาวเทียมเราจะเห็นหอสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และรั้วลวดหนาม อับดุลซาลาม บอกว่ามีการบังคับให้ออกกำลังกาย มีการ กลั่นแกล้ง และการล้างสมอง เกิดขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณค่ายในเหอเถียนที่อับดุลซาลาม
บอกว่าเขาถูกคุมขัง

ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณค่ายในเหอเถียนที่อับดุลซาลาม บอกว่าเขาถูกคุมขัง

อาลี(นามสมมติ) ชายวัย 25 ปี ก็เป็นอีกคนที่กลัวที่จะเปิดเผยชื่อจริง ในปี 2015เขาถูกตำรวจจับเพราะพบพบรูปผู้หญิงสวมผ้าคลุมหน้าในมือถือเขา

“หญิงชราคนหนึ่งต้องไปอยู่ในนั้นเพราะเดินทางไปแสวงบุญประกอบ พิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ” อาลีเล่า“ชายชราอีกคนโดนจับเพราะจ่ายค่าน้ำประปาล่าช้า”

อาลี(นามสมมติ) เป็นอีกคนที่กลัวที่จะเปิดเผยชื่อจริง

อาลี(นามสมมติ) เป็นอีกคนที่กลัวที่จะเปิดเผยชื่อจริง

อาลีเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะที่กำลังวิ่งออกกำลังกายประตูค่ายเปิดขึ้นครู่หนึ่งเพื่อให้รถเจ้าหน้าที่ขับเข้ามามีเด็กเล็กวิ่งเข้ามาหาผู้หญิงที่กำลังวิ่งอยู่กับพวกเรา

“เธอวิ่งเข้าไปหากอดลูกและก็เริ่มร้องไห้” อาลีเล่า“จากนั้นตำรวจก็เข้าดึงผมเธอและลากเด็กออกจากค่ายไป”

อาลีเล่าว่ามีการล็อคประตูหอที่พักในตอนกลางคืน ไม่มีห้องน้ำภายใน ให้โถมาคนละใบ เราจะเห็นได้ว่านี่ต่างจากภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านช่องโทรทัศน์ของรัฐที่เป็นห้องเรียนที่สะอาดสะอ้านอย่างสิ้นเชิง

เราไม่สามารถจะยืนยันข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับแหล่งข่าวเหล่านี้ได้เราได้พยายามสอบถามไปยังรัฐบาลจีนแล้วถึงข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด

ความกลัวนำมาซึ่งความเงียบงันสำหรับชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ภายนอกเป็นเรื่องธรรมดาที่จะคนสักคนจะถูกลบออกจากกรุ๊ปแชทของครอบครัวและถูกห้ามไม่ให้โทรติดต่อมาอีก สิ่งที่เป็นหัวใจหลักสำหรับวัฒนธรรมอุยกูร์อย่างความศรัทธา และครอบครัวถูกทำให้ขาดสะบั้นอย่างเป็นระบบ

การกักขังครอบครัวขนาดใหญ่ทำให้มีรายงานว่าต้องส่งเด็กไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐตามที่ต่างๆ

บิลคีซ แฮบอิบบูลเลอ

บิลคีซ แฮบอิบบูลเลอ

บิลคีซ แฮบอิบบูลเลอ เดินทางมาถึงตุรกีเมื่อปี2016 กับลูก ๆ ทั้ง 5 คนโดยลูกสาวคนเล็กของเธออยู่กับสามีในซินเจียงเพราะยังไม่มีหนังสือเดินทางและเธอก็ไม่เคยได้พบลูกสาวอีกเลย

บิลคีซ เชื่อว่าสามีเธอถูกจับกุมเมื่อวันที่20 มี.ค. ปีที่แล้ว และเธอก็ไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวได้อีกเลยและไม่รู้ว่าลูกสาวอยู่ที่ไหน

ลูกสาวของบิลคีซ

ลูกสาวของบิลคีซ

“ฉันร้องไห้เยอะมากตอนดึกตอนที่ลูก ๆ หลับกันหมดแล้ว” บิลคีซเล่า “ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการไม่รู้ว่าลูกสาวคุณอยู่ที่ไหนเป็นหรือตายก็ไม่รู้ หากลูกได้ยินฉันตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่าฉันขอโทษ”

มุมมองจากเบื้องบน

ภาพถ่ายดาวเทียมค่ายในเหอเถียน

การใช้เพียงแค่ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่สาธารณะสามารถเข้าถึงได้สามารถเผย“เรื่องลับ” ที่กำลังเกิดขึ้นที่ซินเจียงได้

GMV เป็นบริษัทการบินและอวกาศข้ามชาติซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการตรวจตราสิ่งก่อสร้างบนพื้นโลกจากภาพถ่ายทางอากาศ และทำงานให้กับองค์กรนานาชาติ เช่น องค์การอวกาศยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป

นักวิเคราะห์ของบริษัทสืบค้นสิ่งก่อสร้าง 101 แห่งทั่วซินเจียง ดูสิ่งก่อสร้างใหม่และวัดขนาดการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วพวกเขาเปรียบเทียบลักษณะสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ อาทิ หอสังเกตการณ์ และรั้วนิรภัยหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการสังเกตการณ์และควบคุมการเคลื่อนไหวของคน

พวกเขาแบ่งประเภทสิ่งก่อสร้างที่มีแนวโน้มเป็นค่ายรักษาความปลอดภัยและจัดให้สิ่งก่อสร้าง 44 แห่งมีระบบการควบคุมรักษาความปลอดภัยสูง หรือสูงมาก

พวกเขาคอยสังเกตการต่อเติมของอาคารเหล่านี้อยู่เรื่อย ๆและภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่ามีการต่อเติมในค่ายที่อับดุลซาลาม ถูกควบคุมตัวอยู่

ค่ายแห่งหนึ่งในซินเจียง

GMV ไม่สามารถยืนยันได้ว่าค่ายเหล่านี้ใช้สำหรับทำอะไรแต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนเร่งปลูกสร้างอาคารเหล่านี้ขึ้นมากมายและรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

แนวโน้มที่เห็นในช่วงเร็วๆ นี้คือ การปลูกสร้างก่อสร้างที่ใหญ่ขึ้น จำนวนโครงการใหม่น้อยลงหากเทียบกับปี 2017 แต่มีการต่อเติมพื้นที่มากกว่าปีที่แล้ว

GMV คำนวณว่าหากดูจากพื้นที่ของสิ่งปลูกสร้างแค่ 44 แห่ง จะพบว่าหากวัดจากปี 2003 เป็นต้นมาพื้นที่รวมของบริเวณสิ่งปลูกสร้าง 44 แห่งนี้เพิ่มขึ้นถึงราว 440 เฮคเตอร์ หรือราว 4.4 ตร.กม.

เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพพื้นที่ขนาด 14 เฮคเตอร์ในนครลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นที่ตั้งของทัณฑสถาน Twin Towers และเรือนจำชายกลาง Men's Central Jail จุนักโทษรวมกันเกือบ 7 พันคน

เรานำผลการวิเคราะห์สิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งของ GMV ไปให้บริษัทสถาปนิก Guymer Bailey Architects ซึ่งเชี่ยวชาญในออกแบบเรือนจำดูและพวกเขาวิเคราะห์ว่า สิ่งปลูกสร้างแห่งนั้นจะสามารถคุมขังคนได้อย่างน้อย 11,000คน

ทัณฑสถาน Twin Towers

ทัณฑสถาน Twin Towers

เรานำผลการวิเคราะห์สิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่งของ GMV ไปให้บริษัทสถาปนิก Guymer Bailey Architects ซึ่งเชี่ยวชาญในออกแบบเรือนจำดูและพวกเขาวิเคราะห์ว่า สิ่งปลูกสร้างแห่งนั้นจะสามารถคุมขังคนได้อย่างน้อย 11,000 คน

เรือนจำซิลวรี ซึ่งตั้งอยู่นอกนครอิสตัลบูลและถูกมองบ่อยครั้งว่าเป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคน 11,000 คน

Guymer Bailey Architects ลองวิเคราะห์ให้เราดูว่าอาคารแต่ละหลังบนพื้นที่ดังกล่าวน่าจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง

ตัวเลขคาดการณ์ของ Guymer Bailey Architects เป็นกรณีที่ผู้ถูกคุมขังถูกจัดให้อยู่ห้องเดี่ยวแต่หากเป็นการให้ผู้ถูกคุมขังอยู่รวมกันในหอพักรวมบริษัทสถาปนิกคาดการณ์ว่าอาจมีผู้ถูกคุมขังอยู่ถึง 130,000คน

ดูเหมือนว่าจะเป็นสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อยัดคนในพื้นที่เล็ก ๆให้ได้มากที่สุด

ราฟาเอล สเปอร์รี

เราได้นำภาพถ่ายดาวเทียมไปให้ราฟาเอล สเปอร์รี สถาปนิกและประธานองค์กร Architects/Designers/Plannersfor Social Responsibility ซึ่งรวมตัว สถาปนิก นักออกแบบและผู้วางแผนเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม

เขาบอกว่า“นี่เป็นสถานคุมขังขนาดใหญ่และดูมืดมัวสิ้นหวังจริงๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อยัดคนในพื้นที่เล็ก ๆ ให้ได้มากที่สุดโดยใช้ทุนน้อยที่สุดที่จะทำได้”

“ผมคิดว่า11,000 คน เป็นการประเมินจำนวนตัวเลขที่ต่ำไป จากข้อมูลที่เรามีเราไม่อาจบอกได้เลยว่ามีการจัดวางพื้นที่ภายในอย่างไรและพื้นที่ส่วนไหนบ้างที่ถูกใช้สำหรับการคุมขัง ไม่ใช่สำหรับทำอย่างอื่นเป็นเรื่องเศร้าที่อาจจะเป็นไปได้ว่าหากเป็นที่พักแบบหอพัก จะสามารถจุคนได้ถึง 130,000 คน แบบที่คุณประเมินมา”

เราไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้เพราะไม่อาจเข้าไปบริเวณค่ายดังกล่าวได้เราได้พยายามสอบถามไปยังเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์แล้วแต่ไม่ได้รับคำตอบ

กีดกัน กีดขวาง

กุญแจล็อกมิสยิดแห่งหนึ่งในเมืองคัชการ์

ไม่มีค่ายแห่งไหนในซินเจียงที่เหมือนกัน ค่ายบางแห่งถูกต่อเติมขึ้นจากอาคารที่ใช้สำหรับจุดประสงค์อื่นมาก่อน เช่น โรงงานหรือโรงเรียน

บ่อยครั้งที่อาคารเหล่านี้จะมีขนาดเล็กกว่าและใกล้ตัวเมืองมากกว่าเราเดินทางไปค่ายลักษณะนั้นหลายแห่งที่เทศมณฑลอีหนิง ทางตอนเหนือของเขตการปกครองและได้เห็นเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุว่าโครงการจะสร้าง “ศูนย์อาชีวศึกษา” 5แห่งเพื่อ “เฝ้าระวังเสถียรภาพ”

ที่ใจกลางเทศมณฑลเราไปที่สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมต้นอีหนิงหมายเลข 3 แต่ตอนนี้บริเวณดังกล่าวมีรั้วเหล็กสีน้ำเงินล้อมรอบและมีป้อมรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาข้างหน้า มีการสร้างหอสังเกตการณ์ขึ้นข้าง ๆที่ที่เคยเป็นสนามเด็กเล่นและสนามฟุตบอลเก่าส่วนตัวสนามฟุตบอลถูกปกคลุมไปด้วยอาคาร 6 หลัง ปกคลุมด้วยหลังคาเหล็ก

ภายนอกมีญาติๆ กำลังต่อคิวเพื่อผ่านจุดตรวจค้น ไม่ว่าเราจะขับไปไหนมาไหนในเมืองจะมีรถสองหรือสามคันขับตามเราเสมอ พอเราพยายามจะออกไปถ่ายค่ายค่ายหนึ่งเราก็ถูกห้ามเจ้าหน้าที่เอามือมาปิดเลนส์กล้องเราและบอกว่ากำลังมีการฝึกกองกำลังทหารสำคัญและบอกให้เราออกไปจากพื้นที่ซะ

ภายนอกบริเวณอาคารเราเห็นครอบครัวหนึ่ง มีแม่และลูกสองคนกำลังยืนอยู่ข้างรั้วเงียบ ๆผู้ดูแลคนหนึ่งพยายามมาหยุดไม่ให้พวกเขาพูดกับทีมข่าวเรา แต่มีผู้ช่วยอีกคนมาค้านและอนุญาตให้พวกเขาพูดกับเราได้

เราถามพวกเขาว่ามาเยี่ยมใครหลังจากเงียบไปสักพัก เด็กชายก็พูดขึ้นว่า “พ่อผม”

และพวกเขาก็พยายามปิดเลนส์ไม่ให้เราเก็บภาพอีก

เมืองคัชการ์ที่เคยพลุกพล่านและเป็นหัวใจของวัฒนธรรมอุยกูร์ ตอนนี้ถนนกลับเงียบสงัด ประตูหลายบานคล้องกุญแจไว้ บนประตูบานหนึ่งมีประกาศติดไว้แนะว่าควรตอบคำถามอย่างไรหากมีคนถามว่าคนในครอบครัวหายไปไหนมีข้อความเขียนว่า ให้บอกว่าพวกเขากำลังได้รับการดูแลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและครอบครัวของพวกเขาเอง

มัสยิดหลักประจำเมืองให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์เสียมากกว่าเราพยายามจะหาดูว่าเวลาทำพิธีสวดครั้งต่อไปจะเริ่มเมื่อไร แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครที่รู้

“ผมอยู่ที่นี่เพื่อจะดูแลนักท่องเที่ยวเท่านั้น” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกเรา “ผมไม่รู้ว่าเวลาพิธีสวด”

ที่จัตุรัสแห่งหนึ่ง มีชายชราไร้เคราสองสามคนนั่งอยู่ เราถามพวกเขาว่าผู้คนไปไหนกันหมด คนหนึ่งขยับปากเป็นสัญญาณว่ามันเสี่ยงเกินไปที่เขาจะพูดกับนักข่าว อีกคนหนึ่งแอบกระซิบว่า “ไม่มีใครมานี่อีกต่อไปแล้ว”

ไม่ไกลจากที่นั่นตำรวจคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดบันไดมัสยิด ในความเงียบงัน เราได้ยินเสียงน้ำในถัง และเสียงไม้ถูพื้นดังก้องไปทั่วจัตุรัส

ในเวลาเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนก็กำลังถ่ายรูปไปด้วย

ไม่ไกลจากที่นั่นตำรวจคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดบันไดมัสยิด ในความเงียบงัน เราได้ยินเสียงน้ำในถัง และเสียงไม้ถูพื้นดังก้องไปทั่วจัตุรัส

ในเวลาเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนก็กำลังถ่ายรูปไปด้วย

เราสังเกตเห็นว่ารถคันอื่นๆ ถูกเลี่ยงให้ไปรอที่จอดรถของห้างและเราก็แอบได้ยินจากวิทยุสื่อสารว่าให้พวกเขาจอดรอตรงนั้น “สักพัก” ในขณะที่ตำรวจบอกเราว่าอาจจะต้องรอถึง 4 หรือ 5 ชั่วโมง และแนะนำให้เรากลับรถซะ

เราพยายามหาทางอื่นแต่ดูเหมือนจู่ ๆ ก็มีการปิดถนนขึ้นอีกด้วยคำอธิบายที่แตกต่างไป ครั้งหนึ่งเป็นการซ้อมทางการทหาร เราลองเส้นทางอีกสี่ทางแต่ก็โดนกีดกั้นทุกครั้งจนต้องยอมแพ้ในที่สุดอีกไม่กี่กิโลเมตรข้างหน้าเป็นค่ายขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ว่ากันว่าคุมขังคนไว้ถึงหมื่นคน

ระบบการควบคุม

มีชาวอุยกูร์หลายคนที่ทำงานสังกัดทางการและเจ้าหน้าที่หลาย ๆ คน รวมถึงตำรวจ ที่ขับตามและหยุดเราก็เป็นชาวอุยกูร์

แน่นอนพวกเขาไม่สามารถพูดอะไรได้ หากรู้สึกว่าอยู่ที่ฐานะที่ย้อนแย้งขัดกัน

แม้ว่าระบบการแบ่งแยกและควบคุมจะถูกมองว่าคล้ายกับการแบ่งแยกสีผิวแต่มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะชาวอุยกูร์หลายคนก็มีผลประโยชน์ในระบบดังกล่าว

การเปรียบเทียบที่เหมาะกว่าเป็นอดีตของจีนเองในสมัยการปฏิวัติวัฒนธรรมโดยสังคมโดนสั่งว่าหากอยากจะอยู่รอด พวกเขาก็ต้องมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ชูฮเร็ท ซาเคียร์ เป็นชาวอุยกูร์และหากว่ากันตามทฤษฎีแล้วเขาเป็นนักการเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดเป็นอันดับสองของภูมิภาค เขาระบุว่ากำลังจะได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้แล้ว

ชูฮเร็ท ซาเคียร์ เป็นผู้ว่าเขตการปกครองเขต
ปกครองซินเจียงอุยกูร์ ที่เป็นชาวอุยกูร์ด้วย 

ชูฮเร็ท ซาเคียร์ เป็นผู้ว่าเขตการปกครองเขต
ปกครองซินเจียงอุยกูร์ ที่เป็นชาวอุยกูร์ด้วย 

มีรายงานว่าเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐว่า“ในช่วง21 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีเหตุก่อการร้ายรุนแรงเกิดขึ้น และจำนวนคดีอาชญากรรม เช่นการทำลายความมั่นคง ก็น้อยลงเป็นอย่างมาก”

“ซินเจียงไม่เพียงสวยงาม แต่ยังปลอดภัยอีกด้วย”

แต่พอผู้ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัวแล้วแล้วจะทำอย่างไรต่อ?

ผู้ที่เคยถูกคุมขังที่เราได้คุยด้วยต่างก็โกรธแค้นกับประสบการณ์ที่ต้องเจอและก็ยังไม่มีใครได้พูดคุยกับผู้ที่เคยถูกคุมขังในค่ายในต้าปันฉังซึ่งเป็นค่ายลับขนาดใหญ่ที่โหดร้าย

รายงานข่าวของทีมข่าวเรา ช่วยเพิ่มหลักฐานว่าโครงการปรับทัศนคติขนาดใหญ่ก็คือสิ่งเดียวกันกับการกักกันคุมขังชาวมุสลิมหลายพันคนโดยไม่มีข้อหาและการพิจารณาคดีและก็ไม่สามารถพึ่งกระบวนการทางกฎหมายได้เลย

จีนได้ประกาศว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จแล้ว

แต่มีหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์โลกที่สะท้อนให้เห็นว่าโครงการลักษณะนี้ของจีนพาไปสู่จุดจบเช่นไร