เมียฝรั่ง : เรื่องของความรัก หรือ อย่างที่คนเขาพูดกัน?

จากบาร์พัทยา สู่ชีวิตแต่งงานที่เดนมาร์ก นี่คือเรื่องราวของ “สมหมาย” แม่สื่อแม่ชักที่ช่วยให้หญิงอีสานหลายสิบคนได้แต่งงานกับชาวเดนมาร์ก

“คุณไม่ได้คิดเรื่องนั้นเมื่อ 24 ปีก่อน คุณก็แค่ตกหลุมรัก” นี่คือคำพูดของชายเดนมาร์กถึงหญิงไทยคนหนึ่งที่เขาพบที่พัทยา

มากกว่า 24 ปีให้หลัง ระยะทางราว 9,000 กม. จากไทย เราอยู่กันที่บ้านชั้นเดียวเรียบง่ายในเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเดนมาร์ก สิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดอาจเป็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขนมจีนน้ำยาโคราชหอมกะทิและส้มตำปูปลาร้าที่เผ็ดจนดับคาวหมดสิ้น เป็นฝีมือของสมหมาย ม๊อยเป็ก ผู้หญิงคนเดียวกันกับที่เขาตกหลุมรักในวันนั้น

เขาคงไม่ได้คิดว่าบั้นปลายชีวิตในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย บรรยากาศบ่ายวันเสาร์จะ “ไทย” ขนาดนี้ ซ้ายมือของสมหมายคือหลานสาวสองคนที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ถัดไปคือน้องสาวของสามีเก่า ถัดไปอีกเป็นรุ่นน้องจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่กำลังถืออาหารมาเพิ่มบนโต๊ะนั่นคือภรรยาเก่าของหลานชายแท้ ๆ ที่เพิ่งจะย้ายมาเมืองนี้ได้ไม่นาน

ทุกคนบนโต๊ะอาหารล้วนลงเอยแต่งงานกับสามีชาวเดนมาร์กโดยมีสมหมายเป็นแม่สื่อแม่ชัก ไม่รู้กี่ครั้งที่เธอลงโฆษณาหาคู่ในหนังสือพิมพ์ให้ผู้หญิงไทยที่เธอรู้จัก ขับรถรับ-ส่ง จัดเตรียมน้ำชากาแฟเวลาสองฝ่ายมาพบเจอทำความรู้จักกัน ปรับทุกข์ให้คำปรึกษาเมื่อผู้หญิงไทยต้องเริ่มชีวิตแต่งงานในดินแดนและผ่านภาษาที่ไม่คุ้นเคย

สมหมายและนีส สามีชาวเดนมาร์กวัย 74 ปี

สมหมายและนีส สามีชาวเดนมาร์กวัย 74 ปี

เกือบ 30 ปีก่อน นอกจากสมหมายแล้ว แทบไม่มีผู้หญิงไทยอาศัยอยู่ที่เขตทุ (Thy) ทางตอนเหนือของเดนมาร์กเลย แต่ทุกวันนี้มีผู้หญิงไทยที่อาศัยอยู่แถบนี้ราว 1,000 คนแล้ว และแทบทั้งหมดผ่านการแต่งงานกับชาวเดนมาร์ก

“นับไม่ได้” คือคำตอบสั้น ๆ ของสมหมายเมื่อถามถึงจำนวนผู้หญิงไทยที่เธอช่วยให้มาได้แต่งงานที่นี่ และคนที่เธอช่วยมาได้ช่วยคนอื่นเป็นทอด ๆ ไปอีกกี่คน

“อยู่เมืองไทยก็อยู่ได้ มันก็ไม่มีใครตาย แต่มันจะไม่ดีขึ้น มันก็อยู่แค่นั้น สู่ลูกสู่เต้าสู่หลานสู่เหลนไป” สมหมายกล่าว

และชายเดนมาร์กคนนี้ก็คงจะไม่ได้คาดคิดเช่นกันว่าเรื่องราวของสมหมายจะกลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดี “Heartbound” โดยผู้กำกับเยนูส เม็ตซ์ (Janus Metz) และ ซิน่า พลามเป็ก (Sine Plambech) ซึ่งใช้เวลากว่า 10 ปี ตามติดชีวิตคู่รักหญิงอีสาน-ชายเดนมาร์กหลายคู่ โดยฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตเมื่อปลายปีที่แล้ว

"Heartbound" เป็นเรื่องราวของหลายครอบครัวทั้งในไทยและเดนมาร์ก (รูป: Christian Vium)


"Heartbound" เป็นเรื่องราวของหลายครอบครัวทั้งในไทยและเดนมาร์ก 
(รูป: Christian Vium)

การแต่งงานและย้ายถิ่นข้ามชาติไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่ชีวิตของคนพลัดถิ่นอย่างสมหมายและสารคดีเรื่อง “Heartbound” ก็สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ ไปจนถึงการเมืองไทยที่ไม่เคย “เก่า” ลงไม่ว่าจะเป็นนิยามของความรัก ทัศนคติในแง่ลบต่อผู้หญิงอีสานที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความใฝ่ฝันในสังคมสวัสดิการ ไปจนถึงชีวิตของ “คนรุ่นสอง” ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่

"เป็นความรักอีกแบบหนึ่ง"

“ป้าว่าง ก็ไม่มีทำอะไร ไม่ต้องเกรงใจ” ในวัย 66 ปี สมหมายยังคล่องแคล่วและอาสาขับรถพาไปทุกที่ในเมืองทิสเต็ด (Thisted) เมืองเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือบนคาบสมุทรจัตแลนด์ซึ่งห่างจากกรุงโคเปนเฮเกนราว 6 ชั่วโมงทางรถไฟ เธอเล่าว่าจุดประสงค์แรกที่ยินดีให้ผู้กำกับมาตามติดชีวิตก็เพราะอยากให้คนเข้าใจชีวิตผู้หญิงอย่างเธอ

“อย่างน้อย อยากให้ฝรั่งรู้บ้างว่า คือเรามา เราก็ไม่ได้หวังมากอบโกยเงินนะ ให้ฝรั่งรู้บ้างว่าผู้หญิงไทยมา มาทำงานกันเกือบตาย ...ไม่ได้มาโรยด้วยกลีบกุหลาบ มาทำงาน ต้องมาเรียนภาษา” สมหมายเล่า

คำพูดของสมหมายพาให้นึกถึงฉากแรก ๆ ในสารคดีที่หลานสาวเธอขนเสื้อผ้าย้ายเข้าไปลองอยู่กับชายชาวเดนมาร์ก ทั้งสองมีเพียงพจนานุกรมเดนมาร์ก-ไทย หนึ่งเล่มที่คอยเป็นสื่อกลาง “เธอต้องการไม้แขวนเสื้อกี่อัน” - “ห้าอัน” , “อยากอยู่คนเดียวไหม” - “โอเค”

ตลอดเวลากว่า 10 ปี สารคดีเรื่องนี้ตามติดหลายคู่หลายชีวิตด้วยกัน ทั้งในอีสานและเดนมาร์ก จากหลานสาวของสมหมายที่เดินทางมาทำความรู้จักและแต่งงานกับชาวเดนมาร์ก ลูกติดที่ย้ายถิ่นฐานตามมา ปรับตัว และโตจนเริ่มสร้างชีวิตของตัวเอง, หัวใจที่แตกสลายของชายเดนมาร์กอีกคนหนึ่งหลังหย่าร้างกับหญิงไทย, หญิงขายบริการที่พัทยาที่ลงเอยด้วยการกลับบ้านเกิดที่อีสานเพื่อดูแลลูกและพ่อ ต่อสู้กับความยากจนต่อไป ไปจนถึงตัวสมหมายเองที่เริ่มโหยหาอยากกลับบ้านเกิด

ก่อนหน้านี้ เยนูส และ ซิน่า ได้สร้างสารคดีมา 2 เรื่อง ได้แก่ “Love on Delivery” (From Thailand to Thy) และ “Ticket to Paradise” (From Thy to Thailand) ในปี 2007 และ 2008 ตามลำดับ โดย "Heartbound" ถือเป็นภาคสรุปของการเดินทางของตัวละครทั้งหมด

บ้านของสมหมายอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไม่ถึง 15 นาที แต่เราแวะซื้อมะละกอและส่วนผสมเครื่องปรุงอื่น ๆ สำหรับมื้อกลางวันวันรุ่งขึ้นที่เธอชวนเพื่อนคนไทยมารวมตัวกันที่บ้านเพื่อที่ “หนุ่มจะได้รู้ว่าคนไทยที่นี่เขาเป็นอยู่กันยังไง”

สามีของสมหมายยิ้มอย่างใจดีตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่ไม่รู้ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ชายวัย 74 ปีผู้นี้เดินหลังโกงแต่แสนจะคล่องแคล่ว คอยช่วยเหลือต้อนรับตลอดเวลา ครั้งหนึ่งเขาพรินต์ตัวเลขสถิติของทางการเดนมาร์กมาให้ดู ตอนเหนือของเดนมาร์กมีคนไทยอาศัยอยู่ทั้งหมด 1,145 คน โดยเป็นผู้หญิงถึง 1,000 คน

อีกครั้งหนึ่ง เขาขนจดหมายรักฉบับแรก ๆ ระหว่างเขาและสมหมายจากเมื่อ 30 ปีก่อนมาให้ดู จดหมายที่สมหมายต้องนำไปแปลก่อนถึงจะได้อ่าน และเธอต้องนำจดหมายที่ตัวเองเขียนไปแปลก่อนถึงจะได้ส่งกลับไป

นีสพบกับสมหมายครั้งแรกที่พัทยาเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

นีสพบกับสมหมายครั้งแรกที่พัทยาเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

“ผมได้ค้นพบว่า หัวใจผมจะแตกสลายหากจะไม่ได้เจอคุณอีกครั้ง ผมคิดถึงคุณมาก ๆ …คุณมาอยู่กับผมสักพัก จะได้เรียนรู้ว่าอยู่เดนมาร์กแล้วเป็นอย่างไร” คือบางส่วนของจดหมายฉบับแรกที่สมหมายได้รับจากเดนมาร์กเมื่อปี 1991 สมหมายพบสามีหลังจากนครราชสีมาไปทำงานที่พัทยาได้ราว 9 เดือน

สมหมายในสารคดีและสมหมายตัวจริงเหมือนกันตรงที่ความจริงใจและเปิดเผย “ถามอะไร หนุ่มถามมาได้เลย” สมหมายว่า และเล่าว่าจุดประสงค์ของการไปพัทยาคือการจะได้ไปเจอฝรั่งอยู่แล้ว และถือเป็นโอกาสที่ได้รับการเชื้อเชิญให้เดินทางมาลองอาศัยอยู่ที่เดนมาร์กดู

“มีอยู่ฉบับหนึ่ง แกเขียนบอกว่า ถึงฉันไม่รวยแต่ฉันมีที่ให้เธออยู่ ช่วยหางานให้เธอทำ ...ถ้าเธอชอบเดนมาร์ก ถ้าเราแต่งงานกัน เธอก็สามารถเอาลูกเธอมาอยู่ได้ หางานได้ สามารถมีเงิน” สมหมายเล่า

และสารคดี “Hearbound” ก็สะท้อนแง่มุมนี้ของผู้หญิงทุกคนที่แต่งงานและย้ายถิ่นมาอยู่ที่เดนมาร์กซึ่งล้มล้างวาทกรรม “เกาะผู้ชายกิน” ที่ผู้หญิงอีสานซึ่งแต่งงานกับชาวต่างชาติมักถูกมอง เราเห็นสมหมายในบทบาทคนทำงานในโรงงานเคียงข้างชาวเดนมาร์กคนอื่น ๆ เห็นหลานสาวอีกคนของเธอที่หลังย้ายมาแต่งงานแล้วก็ตั้งต้นทำงานจนดึกดื่นเพื่อหาเงินด้วยตัวเอง

“จะให้อธิบายว่าเป็นยังไงมันยากมาก” สมหมายตอบเมื่อถามถึงนิยามความรักสำหรับเธอ

“ความรักไหม มันก็อาจจะไม่ใช่ความรักเหมือนตอนเราเป็นหนุ่มเป็นสาว ความรู้สึกคนละอย่าง ...เมื่อก่อนเป็นวัยรุ่นสาว ๆ ชอบผู้ชายหนุ่ม ๆ ทุกคนก็ไม่รู้สึก (แบบนั้น) เมื่อตอนมาโตแล้ว มันคนละอย่างกัน แต่มันเป็นความผูกพัน เป็นห่วงเป็นใย เป็นความรักอีกแบบหนึ่ง”

สององค์ประกอบสำคัญของสารคดีเรื่องนี้คือความเป็นภาพยนตร์และงานวิจัยด้านมานุษยวิทยาของ ซิน่า โดยเธอบอกว่าจากจำนวนคนไทย 12,625 คนที่อาศัยอยู่ในเดนมาร์ก เป็นผู้หญิง 10,494 คน หรือ 83 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนของกลุ่มผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่มีจำนวนประชากร 5.8 ล้านคน

ในปี 2017 มีการสมรสระหว่างชายชาวเดนมาร์กและผู้หญิงไทย 183 คู่ด้วยกัน และจากปี 1999 เป็นต้นมา ตัวเลขการสมรสเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 253 คู่ และพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 400 คู่ระหว่างปี 2008 ถึง 2010 โดยมีอัตราการหย่าร้างอยู่ที่ 60-65 เปอร์เซ็นต์

บ่อยครั้งที่ญาติและเพื่อนฝูงของสมหมายจะมารวมตัวกันที่บ้านเธอในช่วงสุดสัปดาห์ 

บ่อยครั้งที่ญาติและเพื่อนฝูงของสมหมายจะมารวมตัวกันที่บ้านเธอในช่วงสุดสัปดาห์ 

สมหมายเริ่มช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชักครั้งแรกเมื่อ 25 ปีก่อน โดยผู้หญิงเป็นคนรู้จักที่ถูกสามีทุบตีและมาขอความเชื่อเหลือจากเธอ และจากนั้นก็ “ต่อไปเรื่อย ๆ น้องอีกคนเขาก็ช่วยหลานมาอีก 4-5 คน ป้าก็มาช่วยลูกพี่ลูกน้อง แล้วก็มาน้องสามีเก่า แล้วก็คนบ้านเดียวกัน แล้วก็มาหลานสาวลูกพี่ชาย แล้วก็พี่สะใภ้ คือแยกกับพี่ชายเราแล้ว เราก็เอาพี่สะใภ้เรามา ...อยู่แถบนี้หมด มี 40 แน่นอน ไม่รวมถึงลูกเด็กเล็กแดงที่ติดมานะ”

สมหมายเล่าว่ามีขั้นตอนตั้งแต่ลงหนังสือพิมพ์โฆษณาให้ ขับรถไปรับจากกรุงโคเปนเฮเกน ให้มาพักและทำกับข้าวให้ หากผู้ชายมา “ดูตัว” ก็ต้องทำกาแฟ ทำเค้กเลี้ยง และหากถูกใจกันก็ต้องขับรถพาผู้หญิงไปดูบ้านฝ่ายชาย

“ทุกอย่างเราออกหมด เราไม่ได้เรียกร้องจะเอาเงินอะไรจากเขาสักบาทเลย” สมหมายเล่า “ไม่ได้จะพูดให้ดูดี เริ่มช่วยเหลือเพราะสงสารเขาไง มีโอกาสช่วยเราก็ช่วย จากคนนึงมันก็กลายเป็นหลาย ๆ คน”

“รู้สึกภูมิใจนะ เราได้ทำสิ่งที่ดี ๆ เราช่วยคน ๆ นึงมาเนี่ย คน ๆ นึงก็สามารถช่วยครอบครัวเขาต่อ ๆ ไป จากคนที่ไม่มีอะไรเลย พ่อแม่ก็ไม่มีอะไร แม้แต่จะซื้อข้าวกิน ขณะนี้เขาก็ช่วยพ่อแม่เขาให้ได้มีบ้านอยู่ มีข้าวกินดี ๆ อะ ซึ่งเราก็ภูมิใจว่าอย่างน้อยเราก็มีส่วนร่วมอะ”

“เราเป็นใครกันถึงจะสามารถไปตัดสินความรักของคนอื่นได้”

                                                                                                  ครอบครัวของแก หลานสาวซึ่งสมหมายช่วยลงหนังสือพิมพ์หาคู่ให้ก็อยู่ในสารคดี "Heartbound" เช่นกัน \(รูป : Henrik Bohn Ipsen\)

ย้อนไป 15 ปีก่อน ซิน่า มาทำงานวิจัยอยู่ในพื้นที่และได้พบกับกลุ่มผู้หญิงไทยที่นี่ และเริ่มสัมภาษณ์ทำความรู้จักพวกเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมยังได้เดินทางไปพบกับครอบครัวของพวกเธอที่อีสานเพื่อเก็บข้อมูลเขียนงานวิชาการ ซิน่าสนใจทั้งอคติที่มีต่อการแต่งงานในลักษณะนี้ และความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงเหล่านี้และครอบครัวของพวกเธอที่ไทย แม้จะอยู่กันคนละซีกโลก

ซิน่า มองว่า ภาพจำอย่างอคติต่อผู้หญิงอีสานที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นผลมาจาก “ระยะห่าง” ระหว่างรัฐบาล หรือชนชั้นนำในกรุงเทพฯ กับภูมิภาคอีสานซึ่งด้อยโอกาสกว่า มีการมองอย่างเหมารวมว่า ผู้ที่มาจากอีสานเป็นพวก “บ้านนอก” และไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับบริบทโลกสมัยใหม่ ซึ่งเธอบอกว่าผู้หญิงในสารคดีเรื่องนี้ต่อต้านสิ่งนั้น และพวกเธอก็มีสิทธิ์และเสียงที่จะพูด และดำเนินชีวิตในแบบที่เธอมองว่ามีความเป็นการเมืองทั้งในบริบทไทยและโลก

เยนูส และ ซิน่า กลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

เยนูส และ ซิน่า กลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

“ฉันคิดว่ามันเป็นประเด็นเรื่องชนชั้นมาก เพราะจากประสบการณ์แล้ว บ่อยครั้งที่เป็นพวกชนชั้นนำที่เรียกผู้หญิงเหล่านี้ว่า “พวกขุดทอง” ผู้หญิงหรือครอบครัวอีสานจะไม่ใช้คำเหล่านั้น พวกเขาจะเรียกพวกเธอว่าเป็นผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว เป็นฮีโร่ที่กล้าเดินทางไปอีกฟากหนึ่งของโลกเพื่อหาเลี้ยงพวกเขา” ซิน่า กล่าว และเสริมอีกว่าผู้หญิงไทยเป็นกลุ่มแรงงานที่ทำงานหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งในสังคมเดนมาร์ก

งานวิจัยทางมานุษยวิทยากลายเป็นภาพยนตร์สารคดีเมื่อเธอเจอกับ เยนูส ผู้กำกับเจ้าของผลงานอย่าง “Borg vs McEnroe” และ “Armadillo” เยนูส บอกว่าก่อนหน้านี้ เขาสนใจที่จะทำเรื่องผู้อพยพชาวแอฟริกาที่พยายามจะเดินทางมายุโรป โดยพวกเขาเรียกตัวเองว่า “นักผจญภัย” แม้ว่าคนจะพยายามให้นิยามพวกเขาว่าพวก “ผิดกฎหมาย” หรือ “แอบซ่อน” จนเขามาได้ยินเรื่องนี้จาก ซิน่า และพบว่ามีความเชื่อมโยงในแง่ที่ว่า ผู้หญิงไทยเหล่านี้ก็มีความ “เข้าใจตัวเอง” อย่างมีวุฒิภาวะสูงเหมือนกัน

ผู้กำกับ ทีมงาน และตัวละครในสารคดี

ผู้กำกับ ทีมงาน และตัวละครในสารคดี

“เป็นเรื่องของคนที่เดินทางออกไปเพื่อโอกาสชีวิตที่ดีกว่าเดิมเพื่อตัวเองและครอบครัวของพวกเขา” เยนูส กล่าว “มันเป็นเรื่องที่ให้มุมมองเรื่องสภาวะมนุษย์ที่ถูกกำหนดโดยที่ที่คุณเกิด คุณมีทางเลือกและโอกาสอะไร และคุณใช้มันอย่างไร อะไรคือชีวิตที่ดีในมุมมองของคุณ คุณจะสู้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวคุณได้อย่างไร และคุณจะเป็นฮีโร่ในเรื่องราวของคุณเองได้อย่างไร”

เยนูส และ "ลม" หญิงขายบริการที่พัทยาที่ต้องกลับบ้านเกิดที่อีสานเพื่อดูแลครอบครัว

เยนูส และ "ลม" หญิงขายบริการที่พัทยาที่ต้องกลับบ้านเกิดที่อีสานเพื่อดูแลครอบครัว

สำหรับ ซิน่า และ เยนูส สมหมายและผู้หญิงหลายคนในสารคดีได้กลายมาเป็นครอบครัวของพวกเขาไปแล้ว ผู้กำกับทั้งสองกลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ และสมหมายเป็นคนแรก ๆ ที่ได้อุ้มลูกสาวของทั้งสอง ซึ่งเดินออกมาทักทายเป็นครั้งคราวระหว่างการสัมภาษณ์ที่บ้านในกรุงโคเปนเฮเกน

เยนูส บอกว่า เนื้อหาในสารคดีจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้มี “พื้นที่” ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตระหว่างพวกเขาและตัวละครในสารคดี และเขาไม่คิดว่าจะสามารถสร้าง “พื้นที่” ดังกล่าวกับตัวละครแต่ละคนขึ้นได้หากเขาและซิน่า ไม่ได้กลายมาเป็นคู่รักกันซะเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลชนะเลิศภาพยนตร์ด้านมานุษยวิทยา (Best Anthropological Feature Film) จากเทศกาลภาพยนตร์ของสมาคมมานุษยวิทยาอเมริกัน (American Anthropological Association) และรางวัล Golden Eye จากเทศกาลภาพยนตร์ซูริค และยังได้เข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดี DOC NYC ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายปีอีกด้วย

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “Filmsick” ได้เขียนไว้ในเว็บไซต์ The Momentumว่า คนมองว่านี่คือ “สารคดีว่าด้วยเมียไทยในเดนมาร์ก ว่าด้วยหญิงขายบริการที่หวังรวยทางลัดด้วยการไปเป็นเมียฝรั่ง ว่าด้วยกิจกรรมกึ่งการค้ามนุษย์ ว่าด้วยทุนที่ทำลายความรักลงไป เพราะเรามองชีวิตผู้คนอย่างฉาบฉวยแค่เพียงเปลือกนอก ตัดสินการกระทำอย่างด่วนได้”

“เป็นการง่ายที่จะทำหนังสอนศีลธรรมด้วยการวาดภาพชีวิตล้มเหลวให้กับบรรดาเหล่าผู้หญิงจากภาคอีสานที่ยอมขายตัวให้กับฝรั่ง หรือยอมแต่งงานกับคนที่ไม่รักเพื่อชีวิตครอบครัวที่ดีกว่า แต่มันเป็นเรื่องงดงามที่หนังขุดลึกลงไปให้เห็นว่าพวกเธอคือคนที่พยายามกอบกู้ครอบครัว และสังคมหมู่บ้านที่กำลังตายลง”

ซิน่าและตัวละครในสารคดี 
(รูป : Christian Vium)

ซิน่าและตัวละครในสารคดี
(รูป : Christian Vium)

ซิน่า บอกว่า การตั้งคำถามประเภทที่ว่า นี่คือรักแท้หรือไม่ มีความรักอยู่เท่าไรกัน บ่งบอกให้เห็นถึงการตัดสินผู้อื่นจากตัวคำถามเอง เพราะ “เราเป็นใครกันถึงจะสามารถไปตัดสินความรักของคนอื่นได้”

“คุณถามเรื่องความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในสารคดี แต่มันเป็นเรื่องของความรักที่มีต่อครอบครัวด้วย ความรักระหว่างแม่กับลูก ความโหยหาของแม่ที่ต้องทิ้งลูงไว้ที่อีสาน ความรักต่อบ้านเกิด ต่อประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันมีหัวใจหลายดวงในสารคดี
“Heartbound” ...”

ย้อนไป 15 ปีก่อน ซิน่า มาทำงานวิจัยอยู่ในพื้นที่และได้พบกับกลุ่มผู้หญิงไทยที่นี่ และเริ่มสัมภาษณ์ทำความรู้จักพวกเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมยังได้เดินทางไปพบกับครอบครัวของพวกเธอที่อีสานเพื่อเก็บข้อมูลเขียนงานวิชาการ ซิน่า สนใจทั้งอคติที่มีต่อการแต่งงานในลักษณะนี้ และความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงเหล่านี้
และครอบครัวของพวกเธอที่ไทย แม้จะอยู่กันคนละซีกโลก

ซิน่า มองว่า ภาพจำอย่างอคติต่อผู้หญิงอีสานที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นผลมาจาก “ระยะห่าง”ระหว่างรัฐบาล หรือชนชั้นนำในกรุงเทพฯ กับภูมิภาคอีสานซึ่งด้อยโอกาสกว่า มีการมองอย่างเหมารวมว่า ผู้ที่มาจากอีสานเป็นพวก “บ้านนอก” และไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับบริบทโลกสมัยใหม่ ซึ่งเธอบอกว่าผู้หญิงในสารคดีเรื่องนี้ต่อต้านสิ่งนั้น และพวกเธอก็มีสิทธิ์และเสียงที่จะพูด และดำเนินชีวิตในแบบที่ ซิน่า มองว่ามีความเป็นการเมืองทั้งในบริบทไทยและโลก

เยนูส และ ซิน่า กลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

เยนูส และ ซิน่า กลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้

“ฉันคิดว่ามันเป็นประเด็นเรื่องชนชั้นมาก เพราะจากประสบการณ์แล้ว บ่อยครั้งที่เป็นพวกชนชั้นนำที่เรียกผู้หญิงเหล่านี้ว่า “พวกขุดทอง” ผู้หญิงหรือครอบครัวอีสานจะไม่ใช้คำเหล่านั้น พวกเขาจะเรียกพวกเธอว่าเป็นผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง หรือผู้หาเลี้ยงครอบครัว เป็นฮีโร่ที่กล้าเดินทางไปอีกฟากหนึ่งของโลกเพื่อหาเลี้ยงพวกเขา” ซิน่า กล่าว และเสริมอีกว่าผู้หญิงไทยเป็นกลุ่มแรงงานที่ทำงานหนักที่สุดกลุ่มหนึ่งในสังคมเดนมาร์ก

งานวิจัยทางมานุษยวิทยากลายเป็นภาพยนตร์สารคดีเมื่อเธอเจอกับ เยนูส ผู้กำกับเจ้าของผลงานอย่าง “Borg vs McEnroe” และ “Armadillo” เยนูส บอกว่าก่อนหน้านี้ เขาสนใจที่จะทำเรื่องผู้อพยพชาวแอฟริกาที่พยายามจะเดินทางมายุโรป โดยพวกเขาเรียกตัวเองว่า “นักผจญภัย”แม้ว่าคนจะพยายามให้นิยามพวกเขาว่าพวก “ผิดกฎหมาย” หรือ “แอบซ่อน” จนเขามาได้ยินเรื่องนี้จาก ซิน่า และพบว่ามีความเชื่อมโยงในแง่ที่ว่า ผู้หญิงไทยเหล่านี้ก็มีความ “เข้าใจตัวเอง” อย่างมีวุฒิภาวะสูงเหมือนกัน

ผู้กำกับ ทีมงาน และตัวละครในสารคดี

ผู้กำกับ ทีมงาน และตัวละครในสารคดี

“เป็นเรื่องของคนที่เดินทางออกไปเพื่อโอกาสชีวิตที่ดีกว่าเดิมเพื่อตัวเองและครอบครัวของพวกเขา” เยนูส กล่าว “มันเป็นเรื่องที่ให้มุมมองเรื่องสภาวะมนุษย์ที่ถูกกำหนดโดยที่ที่คุณเกิด คุณมีทางเลือกและโอกาสอะไร และคุณใช้มันอย่างไร อะไรคือชีวิตที่ดีในมุมมองของคุณ คุณจะสู้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวคุณได้อย่างไร และคุณจะเป็นฮีโร่ในเรื่องราวของคุณเองได้อย่างไร”

เยนูส และ "ลม" หญิงขายบริการที่พัทยาที่ต้องกลับบ้านเกิดที่อีสานเพื่อดูแลครอบครัว

เยนูส และ "ลม" หญิงขายบริการที่พัทยาที่ต้องกลับบ้านเกิดที่อีสานเพื่อดูแลครอบครัว

สำหรับ ซิน่า และ เยนูส สมหมายและผู้หญิงหลายคนในสารคดีได้กลายมาเป็นครอบครัวของพวกเขาไปแล้ว ผู้กำกับทั้งสองกลายมาเป็นคู่รักกันระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ และสมหมายเป็นคนแรก ๆ ที่ได้อุ้มลูกสาวของทั้งสอง ซึ่งเดินออกมาทักทายเป็นครั้งคราวระหว่างการสัมภาษณ์ที่บ้านในกรุงโคเปนเฮเกน

เยนูส บอกว่า เนื้อหาในสารคดีจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้มี “พื้นที่” ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตระหว่างพวกเขาและตัวละครในสารคดี และเขาไม่คิดว่าจะสามารถสร้าง “พื้นที่” ดังกล่าวกับตัวละครแต่ละคนขึ้นได้หากเขาและซิน่า ไม่ได้กลายมาเป็นคู่รักกันซะเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รางวัลชนะเลิศภาพยนตร์ด้านมานุษยวิทยา (Best Anthropological Feature Film) จากเทศกาลภาพยนตร์ของสมาคมมานุษยวิทยาอเมริกัน (American Anthropological Association) และรางวัล Golden Eye จากเทศกาลภาพยนตร์ซูริก และยังได้เข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดี DOC NYC ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายปีอีกด้วย

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “Filmsick” ได้เขียนไว้ในเว็บไซต์ The Momentum ว่า คนมองว่านี่คือ “สารคดีว่าด้วยเมียไทยในเดนมาร์ก ว่าด้วยหญิงขายบริการที่หวังรวยทางลัดด้วยการไปเป็นเมียฝรั่ง ว่าด้วยกิจกรรมกึ่งการค้ามนุษย์ ว่าด้วยทุนที่ทำลายความรักลงไป เพราะเรามองชีวิตผู้คนอย่างฉาบฉวยแค่เพียงเปลือกนอก ตัดสินการกระทำอย่างด่วนได้”

“เป็นการง่ายที่จะทำหนังสอนศีลธรรมด้วยการวาดภาพชีวิตล้มเหลวให้กับบรรดาเหล่าผู้หญิงจากภาคอีสานที่ยอมขายตัวให้กับฝรั่ง หรือยอมแต่งงานกับคนที่ไม่รักเพื่อชีวิตครอบครัวที่ดีกว่า แต่มันเป็นเรื่องงดงามที่หนังขุดลึกลงไปให้เห็นว่าพวกเธอคือคนที่พยายามกอบกู้ครอบครัว และสังคมหมู่บ้านที่กำลังตายลง”

ซิน่าและตัวละครในสารคดี (รูป : Christian Vium)

ซิน่าและตัวละครในสารคดี 
(รูป : Christian Vium)

ซิน่า บอกว่า การตั้งคำถามประเภทที่ว่า นี่คือรักแท้หรือไม่ มีความรักอยู่เท่าไรกัน บ่งบอกให้เห็นถึงการตัดสินผู้อื่นจากตัวคำถามเอง เพราะ “เราเป็นใครกันถึงจะสามารถไปตัดสินความรักของคนอื่นได้”

“คุณถามเรื่องความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในสารคดี แต่มันเป็นเรื่องของความรักที่มีต่อครอบครัวด้วย ความรักระหว่างแม่กับลูก ความโหยหาของแม่ที่ต้องทิ้งลูกไว้ที่อีสาน ความรักต่อบ้านเกิด ต่อประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันมีหัวใจหลายดวงในสารคดี “Heartbound” ...”

เพราะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ?

จะเอาขนมจีน ข้าวเหนียว หรือข้าวสวย? สมหมายถามขึ้นซ้ำ ๆ อย่างใจดี ภาพตรงหน้า โต๊ะที่ไม่มีพื้นที่รองรับอาหารอะไรเพิ่มได้อีก ขัดกับชีวิตวัยเด็กของเธอที่อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา สมัยที่ “ข้าวสารกิโลละ 8 บาท 5 บาท หรือ 3 บาท แล้วแต่ว่าข้าวจะสวยไม่สวย” และเธอต้องคลุกมันเทียนซึ่งขุดหาได้จากป่าผสมเข้าไปครึ่งหนึ่งให้ข้าวดูเยอะขึ้นมา

บางฝ่ายมองว่าความไม่เท่าเทียมทางฐานะทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงไทยต้องการแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง นี่ไม่ใช่เรื่องเก่า Credit Suisse ตีพิมพ์ รายงานความมั่งคั่งโลกประจำปี 2018 (Global Wealth Report 2018) เมื่อปลายปีที่แล้วที่จัดให้ไทยติดอันดับหนึ่งของโลกด้านความเหลื่อมล้ำของทรัพย์สิน โดยคนไทยที่รวยที่สุด 1% ถือครอง 66.9% ของทรัพย์สินทั้งประเทศ

ครั้งอยู่นครราชสีมา เมื่อพี่สาว ซึ่งเป็นแม่ของหลานสาวสองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอขณะนี้ ล้มป่วย เธอก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลปากท้องลูกหลานและพ่อแม่ตัวเองรวมกว่า 10 ชีวิต

“ป้าออกรับจ้าง พี่สาวหุงข้าวรอ ป้ากับสามีสองคนรับจ้าง บางทีไปกรุงเทพฯ สะพานควาย ไอ้ธนาคารกสิกรใหญ่นั่นป้าก็ไปก่อสร้างมาด้วยนะ ถ้าไม่ได้รับจ้างก็ไปหาปลานู่นนี่กินเองกัน” สมหมายเล่า “ไม่พอกินเลย ถ้าฝนตกหนัก ไม่มีดายหญ้า ขุดมัน ก็ต้องไปเอาของร้านค้ามา เอาข้าว น้ำปลา น้ำตาล อะไรก็แล้วแต่ ไปขอเซ็นขอเขามา”

ในเวลาต่อมา เธอและลูก ๆ ย้ายไปอยู่บุรีรัมย์บ้านเกิดสามี ขณะที่สามีไปทำงานที่ซาอุดีอาระเบีย แม้จะส่งเงินกลับมาพอใช้หนี้ใช้สินได้บ้างแต่ก็ไม่พอส่งต่อไปยังแม่และครอบครัวพี่สาว

“ขณะนั้นคือสำคัญมากสำหรับป้าคือครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง ที่เราทิ้งไป… เราอยู่ไม่ได้นะ เราคิดถึงแม่เรา คิดถึงพี่สาวเรา หลานเรา เขาไม่มี เขาจำเป็นจะต้องมีเรา เขาถามถึงเราตลอด” สมหมายเล่า เธอคิดวนเวียนอยู่หลายปีก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่พัทยาในที่สุด

“พ่อเราซึ่งไปบวชเป็นพระ แต่เขาก็ยังตัดไม่ได้ เขาได้ของแห้งมา เขาต้องใส่ย่ามเอามาให้หลาน เพื่อที่จะให้มีแฟ้บ มีสบู่ คือมันไม่ใช่อะ เรายอมไม่มีศักดิ์ศรีดีกว่าไหม” สมหมายเล่าและเริ่มสะอึกสะอื้นร้องไห้ นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เห็นน้ำตาของผู้หญิงที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารมองว่าเป็นฮีโร่ของพวกเขา

วันที่ตัดสินใจจากบ้านไป สมหมายนำวิทยุที่สามีซื้อมาฝากไปจำนำได้ 300 บาทเป็นค่ารถไปพัทยา พร้อมกับพาลูกสี่คนไปส่งที่รถเมล์ในตัวเมืองนครราชสีมาที่วิ่งมายังหมู่บ้าน

“ป้าไม่เข้าไป ถ้าเข้าไปปุ๊บเนี่ย พ่อแม่ป้าต้องไม่ให้ไป... ให้ลูกเอาเสื้อผ้าใส่ถุงพลาสติก ถุงใครถุงมัน เอาเสื้อผ้าที่จำเป็นมา ป้าเขียนจดหมายหาพ่อ บอกว่าจะไปพัทยา ป้ารู้ว่าถ้าเข้ามา พ่อก็ไม่ให้ไป แต่ว่าอยากไปลองดูเพราะถ้าอยู่อย่างนี้ก็อยู่อย่างนี้ตลอดไป อยากไปเสี่ยงดู ไม่ดีก็กลับมา ให้ลูกคนโตถือจดหมายเข้าไปในหมู่บ้าน”

“เรารู้เต็มอกว่าเราต้องไปทำอะไร ถ้าไปแล้วต้องทำทุกอย่างที่จะได้เงินมา เพื่อจะให้ครอบครัวเรา เพื่อให้ลูกเรามีชุดนักเรียนสวย ๆ มีเงินไปโรงเรียนสัก 5-10 บาท” สมหมายเล่า “...เราสามารถมีเงิน 400 แดง ๆ เนี่ยส่งไปบ้านได้ คือเป็นก้อนเนี่ย มันก็เป็นเงินเยอะ ซึ่งพอไปถึงปุ๊บ พี่สาวก็จะเขียนจดหมายมาบอกว่า ได้เงินแล้วนะ ซื้อข้าวสารนู่นนั่นนี่ เป็นก้อนแรกที่เราภูมิใจมาก”

ระหว่างมื้อกลางวัน ภาพที่เหมือนกับในสารคดีคือ ฝ่ายผู้ชายเดนมาร์กจะแยกไปนั่งอีกโต๊ะพร้อมกับแซนด์วิชจืดชืด ผู้หญิงไทยรวมตัวทานข้าวอยู่อีกฝั่ง สิ่งที่ดีที่สุดบนโต๊ะวันนี้ไม่ใช่อาหารรสชาติจัดจ้านแต่เป็นความเปิดเผยจริงใจของกลุ่มผู้หญิงไทยกลุ่มนี้ เราคุยกันเรื่องนิยามของความรัก และนี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่เกิดขึ้น

“หลังจากนั้นเห็นอกเห็นใจ รักกันขึ้นมา”

“ไม่มีหรอก เริ่มจากกูอยากมาอยู่นี่เว้ย อยากมาทำงานหาเงิน แค่นี้เอง”

“อยากมาหาเงิน มาใช้หนี้ อยากมาอยู่เมืองนอก ชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินส่งลูกเรียนชั้นสูง ๆ มีการ มีงานทำที่ดี ครอบครัวสบาย”

“อยากให้มานั่งตรงหน้าฉันและเถียงหน่อย ที่บอกว่ามาด้วยความรัก แล้วถ้ามึงไปนั่งอยู่ที่กระท่อมปลายนา ฝรั่งไปเจอปิ๊งละคือความรัก มาเถียงกันหน่อย อย่ามาด่าฉัน”

“ที่แต่งก็เพราะสงสาร”

“อันนี้ไม่สงสาร แต่ไปดูบ้านดูช่องแล้ว เออ ห้องลูกห้องเต้ามันพอดี มันอยู่ดีก็อยู่ แต่ขอให้เขาไม่มีลูกนะ ก็บอกเอาคนนี้แหละยายหมาย ก็เอา ไปอยู่กับคนนี้เลย”

“ปิ๊งนิดหน่อย”

“เราก็ไม่ได้หวังอะไร ขอแค่ได้มาอยู่ ได้มาทำงาน หาเงินให้ที่บ้าน”

“เขาถามว่ามีค่าอะไรให้ช่วยไหม ลูกสาวเรียนมหาลัยก็ช่วยให้เรียนจบ”

“กำไรชีวิตคนมาอยู่ที่นี่คือได้ทำงาน เราก็มีเงินเอง ได้ช่วยเหลือผัว ช่วยครอบครัวที่ไทย”

“ไม่ใช่เขาจะช่วยอะไร ต่างคนต่างทำงาน”

ข้อมูลโดยสหประชาชาติระบุว่า ถึงปี 2015 มีผู้อพยพย้ายถิ่นมากถึง 244 ล้านคนทั่วโลก (เพิ่มขึ้นถึง 71 ล้านคน หรือ 41 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2000) โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง และหนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมดเป็นคนในวัยระหว่าง 15-34 ปี

ในไทย มีแบบสำรวจตัวเลขผู้หญิงโดยเฉพาะจากภาคอีสานที่แต่งงานและย้ายถิ่นข้ามชาติอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2003 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ที่ระบุว่า มีผู้หญิงอีสานมากกว่า 15,000 คนที่กำลังคบหาดูใจหรือแต่งงานกับชาวต่างชาติ

แม้จะไม่มีการเก็บข้อมูลเรื่องการแต่งงานและย้ายถิ่นข้ามชาติอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผศ.ดร.ศิริจิต สุนันต๊ะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาพหุวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า เราสามารถสังเกตแนวโน้มของปรากฏการณ์นี้ได้จากตัวเลขสถิติที่เก็บโดยประเทศปลายทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก และอังกฤษ เป็นต้น โดยสัดส่วนผู้อพยพผู้หญิงที่มากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจนทำให้เราสามารถตั้งสมมติฐานได้ว่าเป็นการย้ายถิ่นผ่านการแต่งงาน

งานวิจัยของ ผศ.ดร.ศิริจิต จากปี 2014 ระบุว่า จากสถิติระหว่างปี 2002 ถึง 2008 ผู้หญิงไทยได้กลายเป็นคู่สมรสชาวต่างชาติของคนสวีเดนมากที่สุดแซงหน้าผู้หญิงฟินแลนด์ ในสหราอาณาจักร 55-75% ของคนไทยที่ย้ายถิ่นอย่างเป็นทางการเป็นภรรยาของคนในสหราชอาณาจักร

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเพศเริ่มต้นช่วงที่สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในไทยในยุคสงครามเวียดนาม

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเพศเริ่มต้นช่วงที่สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในไทยในยุคสงครามเวียดนาม

ผศ.ดร.ศิริจิต บอกว่า แนวโน้มการแต่งงานย้ายถิ่นข้ามชาติเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคที่สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในไทยในยุคสงครามเวียดนาม มีการพัฒนาให้ไทยเป็นแหล่งสถานบันเทิงพักผ่อนจากการสู้รบและถูกพัฒนาต่อเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางเพศในเวลาต่อมา เธอบอกว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้หญิงไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคอีสานซึ่งมีความเสียเปรียบในเชิงเศรษฐกิจและมีประวัติการย้ายถิ่นภายในประเทศมานานแล้ว ได้พบกับผู้ชายต่างชาติ

อาจารย์สาขาวิชาพหุวัฒนธรรมผู้นี้บอกต่อว่า หลังจากนั้นก็ไม่ได้จำกัด “เฉพาะผู้หญิงที่ไปพัทยา ไปภูเก็ตอย่างเดียว” เพราะมีการช่วยเหลือชักนำจากเพื่อนและญาติตามวิถีของชนบท จนกระทั่งมีแพลตฟอร์มการหาคู่ผ่านช่องทางออนไลน์ในเวลาต่อมา เธอบอกว่าไม่มีการเก็บข้อมูลเพียงพอที่จะสามารถชี้ได้ว่าตัวเลขผู้หญิงที่แต่งงานย้ายถิ่นฐานมากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขน่าจะเติบโตไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จากยุค 70 และมาเห็นได้ชัดที่สุดในยุคปี 2000 ซึ่งมีสื่อและนักวิชาการให้ความสนใจในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าแม้ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นในลักษณะนี้จะสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวเพราะยังมีมิติอื่น ๆ อีก อาทิ การให้คุณค่าและรสนิยมของคน

คุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้หญิงไทยหลายคนใฝ่ฝันอยากสร้างครอบครัวในต่างประเทศ

คุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ผู้หญิงไทยหลายคนใฝ่ฝันอยากสร้างครอบครัวในต่างประเทศ

ระหว่างการเสวนาหลังการฉายสารคดีเรื่อง “Heartbound” ที่ไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลศิลปะ “Khonkaen Manifesto” เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ดร.พัชรินทร์ ลาภานันท์ จากคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งข้อสังเกตว่า การมองว่าผู้หญิงอีสานแต่งงานกับชาวต่างชาติเพราะต้องการเงิน แสดงว่าสังคมคนอีสานยังมีความเชื่อติดกรอบความคิดที่ว่า เพศหญิงยังต้องเป็นเพศที่ต้องรับผิดชอบหาเงินมาดูแลลูก ดูแลครอบครัว

“บางคนคิดว่าประเด็นนี้ ลูกผู้หญิงต้องทำหน้าที่เป็นลูกกตัญญูเลี้ยงดูแลพ่อแม่ คำถามคือว่า ทำไมผู้หญิงเป็นลูกกตัญญูต้องเลี้ยงพ่อแม่โดยวิธีการนี้ แล้วผู้ชายไม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่หรือ ประเด็นนี้มันโยงไปถึงเรื่องบทบาทหญิงชายที่ในสังคมคาดหวังด้วย” ดร.พัชรินทร์กล่าว

ซิน่า กล่าวว่า แน่นอน การย้ายถิ่นของผู้หญิงไทยไปเดนมาร์กเป็นการสนองตอบต่อบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขารู้สึกว่าประเทศไทยไม่สามารถให้ได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคโลกาภิวัฒน์ด้วย

“เราสามารถสรุปได้ว่า แน่นอน การย้ายถิ่นเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมระหว่างพื้นที่ชนบทในอีสานกับส่วนอื่นของประเทศที่มั่งคั่งกว่า แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลด้วยว่า นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึก และชีวิตฉันสามารถดีกว่านี้ได้”

สมหมายบอกว่าสภาพเศรษฐกิจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเช่นเธอต้องดิ้นรนออกไปนอกประเทศ เธอบอกว่าความจำเป็นหลัก ๆ สำหรับคนเราคือการศึกษาของลูกและการดูแลพ่อแม่ยามเจ็บไข้

“ถ้าเรามีอาชีพหรือสวัสดิการ ทุกคนอยากจะอยู่กับครอบครัว อยากจะอยู่กับลูกเต้าหมด แต่จะอยู่ได้ไหม?”

คนรุ่นสอง

อภิญญาบอกว่าการถ่ายรูปคนไทยทั้งที่เธอรู้จักอยู่แล้วหรือเพิ่งรู้จักเป็นวิธีการที่เธอจะเข้าใจรากเหง้าที่มาของตัวเอง (รูป : อภิญญา จตุปริสากุล)

“สวัสดีค่า” อภิญญา จตุปริสากุล รับโทรศัพท์ด้วยภาษาไทยแต่ก็ขอเปลี่ยนเป็นอังกฤษโดยทันที ไม่กี่วันหลังจากนั้น เรานัดเจอกันที่อพาร์ทเมนท์ของเธอที่ใจกลางกรุงโคเปนเฮเกน ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอบ่งบอกถึงความเป็น “ไทย” จากรูปลักษณ์หน้าตา ภาพถ่ายในห้องนั่งเล่น ไปจนถึงการรำพึงถึงชัยภูมิ จังหวัดบ้านเกิดแทบจะตลอดเวลา

“ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าชีวิตกำลังจะเปลี่ยน พอไปถึงดอนเมืองถึงจะรู้ตัวว่าจะไม่ได้กลับไปบ้านแล้ว ฉันก็เริ่มร้องไห้โวยวายจนเจ้าหน้าที่ที่สนามบินนึกว่าแม่กำลังจะลักพาตัวฉัน” อภิญญาเล่าเป็นภาษาอังกฤษถึงเหตุการณ์ตอนอายุ 5 ขวบ ที่แม่และพ่อเลี้ยงชาวเดนมาร์กกำลังจะพาเธอจากไทยมา

เธอเติบโตและอาศัยอยู่ที่เดนมาร์กตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และชีวิตเธอก็เป็นอีกภาพแทนที่ชัดเจนภาพหนึ่งของชีวิตคนรุ่นลูกเมื่อแม่ตัดสินใจอพยพไปต่างประเทศเพื่อโอกาสชีวิตที่ดีกว่า แม่ของเธอพบรักกับพ่อเลี้ยงผ่านการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์

อภิญญาที่บ้านของเธอในกรุงโคเปนเฮเกน 

อภิญญาที่บ้านของเธอในกรุงโคเปนเฮเกน 

“ตอนฉันเป็นเด็ก มันยากที่คุณจะไม่รู้สึกรังเกียจตัวเองเวลาครอบครัวตัวเองไม่เข้ากับสังคมเหมือนกับที่ครอบครัวอื่นเป็น เพราะวิธีการที่พ่อแม่ฉันเจอกัน ...ตอนเป็นวัยรุ่น คนชอบล้อเลียนฉันว่าเป็นคนไทย ชอบพูดว่า “massage massage” (นวด) ...มุมมองเรื่องผู้หญิงไทยมันหยั่งลึกมากซะจนคนไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามันคือการเหยียดเชื้อชาติ” อภิญญากล่าว เธอยอมรับว่าเคยรู้สึก “ละอาย”ก่อนจะค่อยมาเริ่มเข้าใจตอนโตว่าจริง ๆ แล้ว ความรักไม่ได้มีรูปแบบเดียว

ตอนนี้ อภิญญาเพิ่งคลอดลูกคนแรกและนี่ยิ่งทำให้เธอเข้าใจแม่เธอมากขึ้น เธอพบกับสามีเมื่อ 4 ปีก่อนผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์ เธอหัวเราะเมื่อถูกชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการหาคู่ออนไลน์กับการลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ในยุคก่อน เธอบอกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญที่คนเราจะไม่ดูถูกคนอื่นเมื่อพวกเขาพบรักด้วยวิธีที่แตกต่างไป

อภิญญาบอกว่าในรายการทีวีในประเทศตะวันตก คนไทยถูกวาดภาพเป็นผู้หญิงขายบริการไม่ก็ภรรยาผู้อ่อนน้อมอ่อนข้อ เช่นเดียวกับในละครทีวีไทยที่เธอบอกว่าคนจากอีสานได้รับบทเป็นแค่คนรับใช้หรือคนโง่อยู่เสมอ และเธอคิดว่า ภาพยนตร์โดย เยนูส และ ซิน่า ถ่ายทอดเรื่องราวของคนอย่างแม่เธอ และครอบครัวเธอ อย่างให้เกียรติเป็นครั้งแรก

อภิญญามองว่าทัศนคติต่อผู้หญิงไทยแบบเหมารวมและดูถูกไม่ได้มาจากคนเดนมาร์กบางส่วนเท่านั้น แต่จากคนไทยบางส่วนเอง เช่น พวก “ไฮไซ” ที่ดูถูกผู้หญิงชนชั้นแรงงาน มองชอบมองว่าตัวเองดีกว่า ซึ่งอภิญญาบอกว่า “ช่างไร้สาระ”

เธอบอกว่าการที่ผู้หญิงไทยมองหาการแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อย้ายถิ่นฐานไม่ใช่ “ปัญหา” ที่ต้องแก้เพราะผู้หญิงเหล่านี้คือผู้ใหญ่ที่ต้องการชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เธอมั่นใจว่าแม่คงไม่เลือกจากบ้านมาหากสามารถมีชีวิตที่มีความมั่นคงได้ที่ไทย

“ที่ไทย ชีวิตอาจยากลำบากมากหากคุณยากจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณมาจากอีสาน และคุณไม่มีการศึกษา” อภิญญากล่าว “ประเทศไทยไม่ได้ห่วย แต่แค่เป็นประเทศที่ไม่เท่าเทียมมาก ๆ มันเป็นเรื่องยากที่กลับเวลาไปเมืองไทยและต้องเห็นตึกสูงระฟ้าอยู่ข้าง ๆ สลัม”

ภาพที่อภิญญาถ่ายแม่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คต์ของเธอด้วย (รูป : อภิญญา จตุปริสากุล)

ภาพที่อภิญญาถ่ายแม่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คต์ของเธอด้วย (รูป : อภิญญา จตุปริสากุล)

บนผนัง รูปถ่ายคนไทยที่จ้องตรงมาในขณะที่พวกเขายืนอยู่ในบรรยากาศต่างแดน เป็นฝีมือของอภิญญาเอง โดยเธอบอกว่าการถ่ายรูปคนไทยทั้งที่เธอรู้จักอยู่แล้วหรือเพิ่งรู้จักเป็นวิธีการที่เธอจะเข้าใจรากเหง้าที่มาของตัวเอง สีหน้าที่ดูไร้อารมณ์ของบางคน ไม่ได้มีความสุขหรือทุกข์ซะทีเดียว อาจสะท้อนถึงความรู้สึกขัดแย้งในตัวอภิญญาเอง นอกจากโครงการภาพถ่ายแล้ว เธอยังเขียนบทความในประเด็นพรมแดนและการย้ายถิ่นของผู้หญิงไทยอีกด้วย

“โปรเจคต์นี้ทำมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อรักษาและก็เปิดรับรากเหง้าของฉันเอง เริ่มจากถ่ายรูปครอบครัวทั้งในไทยแล้วก็ที่เดนมาร์ก” อภิญญาเล่า

หลังจากเธอเริ่มเขียนในประเด็นนี้ ก็มีเด็กรุ่นลูกหลายคนที่ย้ายมากับแม่ในลักษณะเดียวกับเธอเขียนมาหาและเล่าว่า สิ่งที่เธอทำทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเดียวดายเหมือนเก่าเพราะได้รู้ว่ามีคนที่กำลังเผชิญสิ่งเดียวกัน

อภิญญาเล่าว่าเธอพยายามกลับไปชัยภูมิทุกปี แต่เมื่ออยู่ที่นั่นก็รู้สึกแปลกแยก เธอพูดไทยได้บ้างแต่ก็ไม่ใช่ในระดับที่เธอจะเชื่อมต่อกับตายายได้

“สิ่งที่เรา [ลูกผู้อพยพ] รู้สึกเหมือนกันคือความแปลกแยกในไทย นี่เป็นประเทศของเราแต่คนมองฉันด้วยสายตาที่แตกต่างไป รู้สึกเจ็บเวลาคนมองคุณเป็นคนต่างชาติทั้ง ๆ ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนของคุณเอง”

“สำหรับฉัน การถ่ายรูปเป็นวิธีที่จะสามารถใกล้ชิดครอบครัวได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีกล้องที่คั่นกลางระหว่างเรา ยังมีระยะห่างอยู่ดี”

"ไม่ใช่ความรักแบบฮอลลีวูด แต่มันก็เป็นความรักอยู่ดี"

พ่อและแม่ของมุแต่งงานกันเมื่อ 33 ปีก่อน

ไม่มีรูปลักษณ์ภายนอกส่วนไหนที่จะบ่งบอกว่า มุ คาวน์ หญิงวัย 33 ปี จะพูดไทยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา พระที่เธอห้อย ไปจนถึงรอยสักรูปทรงไทยเต็มสองแขน

ชุดที่เธอใส่วันที่เรานัดพบกันที่ออฟฟิศของเธอใกล้สถานีรถไฟหลักของกรุงโคเปนเฮเกน เป็นชุดเดียวกับที่แม่เธอใส่ในวันแต่งงานกับพ่อของเมื่อ 33 ปีก่อน แม่เล่าให้เธอฟังว่า เจอกับพ่อที่บาร์ในเมืองไทย โดยพ่อซื้อโค้กใส่วิสกี้ให้ แต่เธอเพิ่งมารู้อีกหลายปีให้หลังว่าแม่เล่าให้น้องชายฟังอีกแบบ โดยบอกว่าทั้งสองเจอกันตอนที่แม่กำลังถือของหนักและเป็นพ่อที่อาสาเข้ามาช่วยถือ

ไม่เคยเลยสักครั้งเดียวที่เธอได้ยินคำว่า “หญิงขายบริการ” ออกจากปากแม่

ชีวิตของหญิงลูกครึ่งไทย-เดนมาร์กผู้นี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่ “คนรุ่นสอง” ต้องเผชิญทั้งในระดับสังคมและชีวิตส่วนตัวหลังจากการแต่งงานย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นแม่

มุเล่าว่า การเกิดและโตในฐานะ “ผู้หญิงเดนมาร์ก” ที่มีพร้อมทุกอย่างในชีวิต ทำให้เธอไม่เข้าใจเวลาแม่บอกว่าต้องลำบากและเสียสละทุกอย่างเพื่ออนาคตของเธอ และความไม่เข้าใจนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแม่ไม่ราบรื่นนัก

ชีวิตวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยปัญหาวุ่นวาย หลังจากพ่อเสียตั้งแต่เธอยังเล็ก แม่ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการดื่มเหล้าและพาผู้ชาย “แย่ ๆ” เข้ามาในชีวิต

มุ บอกว่า ความรู้สึก “ถูกตีตรา” มาจากความรู้สึกละอายของแม่เอง และการที่เธอไม่สามารถพูดภาษาไทยกับแม่ และเพื่อนของแม่ได้ ไม่มีใครเคยพูดว่าพ่อกับแม่เธอพบกันอย่างไร แต่เป็นสิ่งที่เธอรู้ได้ด้วยตัวเอง
มุบอกว่า ในตอนเด็ก เธอรู้สึกละอายเวลาคนพูดถึงผู้หญิงไทยในแง่ไม่ดีเพราะนั่นคือเรื่องราวของพ่อและแม่เธอเอง

พ่อของมุเสียชีวิตเมื่อเธอยังเด็ก 

พ่อของมุเสียชีวิตเมื่อเธอยังเด็ก 

มุได้กลับไทยเมื่อปี 2011 หลังจากแม่เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง นับเป็นเวลาถึง 20 ปีนับตั้งแต่ที่เธอเคยไปไทยเมื่อตอนยังเด็ก

“ฉันได้กลับไปและนั่นช่วยรักษาแผลบางอย่างเพราะได้เห็นและเข้าใจว่าที่นั่นยากจนลำบากแค่ไหน ผู้คนไม่มีอะไรเลย และต้องพยายามแค่ไหน” มุ กล่าว พร้อมกับบอกว่า ภาพยนตร์เรื่อง "Heartbound" ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกมีเกียรติ ภูมิใจ และเข้าใจชีวิตของแม่เธอมากขึ้น

มุบอกว่าการ “ตีตรา” มาจากคำพูดที่ว่า “คุณสามารถซื้อภรรยาได้” และสังคมตะวันตกส่วนมากมักมองความรักเป็นเหมือนหนังฮอลลีวูดที่คนจะพบกันและตกหลุมรักกันและนั่นคือเหตุผลที่คุณแต่งงานกัน นี่จึงเป็นเรื่องยากที่สังคมจะเข้าใจว่าการแต่งงานสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุอื่น ๆ

“นั่นเป็นเหตุผลที่คนมองเรื่องนี้อย่างดูถูก และเราก็ลืมกันไปว่าสังคมเดนมาร์กเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ก็มีสิ่งเดียวกันเกิดขึ้น คนแต่งงานกันเพราะความสมเหตุสมผล เพราะครอบครัวคุณบอกให้แต่ง”

มุบอกว่ารู้สึกคับข้องใจที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความรักระหว่างพ่อกับแม่เธอ

“ฉันรู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าแม่ไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อจะเอาเงินพ่อ แม่รักพ่อจริง ๆ และพ่อก็เป็นคนดีมาก ๆ และนั่นทำให้ฉันหงุดหงิดเพราะสังคมไม่เข้าใจ ดูถูกทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ทำแบบนี้”

เธอบอกว่าภาพยนตร์ Heartbound แสดงให้เห็นถึง “ความรักแบบไทย” ที่เป็นการเสียสละเพื่อตอบแทนบุญคุณครอบครัว มุบอกว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงไทยต้องการแต่งงานเพื่อย้ายถิ่นคือ ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ความยากจน และการที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ

แม่ มุ และน้องชาย

แม่ มุ และน้องชาย

“แต่ที่เดนมาร์กนี้ เพราะฉันมีรัฐที่คอยดูแลทุกอย่าง ฉันไม่ต้องพึ่งครอบครัว สามารถตัดขาดและบอกลาได้เลย และนี่เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด ที่ไทย คุณยังต้องการเครือข่ายครอบครัวอยู่ ...ฉันนับถือความรักระหว่างแม่และพ่อมาก แต่ในฐานะผู้หญิงจากโลกตะวันตก ฉันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพราะฉันไม่มีใครที่ฉันต้องดูแล”

อย่างไรก็ตาม มุ มองว่า การแต่งงานย้ายถิ่นไม่ใช่ปัญหา และเป็นมุมมองของสังคมที่ต้องถูกแก้ไข

“นี่คือเรื่องของผู้ใหญ่ที่ทำสัญญาตกลงกัน และไม่ใช่ปัญหาที่ต้องไปแก้” มุ กล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่มองมันเป็นปัญหา ถ้ามันคือปัญหา ก็เท่ากับเด็กอย่างฉันที่มีอยู่ทั่วโลกก็เป็นผลพวงของปัญหา ...นี่คือพ่อและแม่ของคุณนะที่ทุกคนกำลังพูดถึงในแง่ไม่ดีอยู่”

มุ บอกว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เด็กที่มีที่มาในลักษณะเดียวกับเธอต้องไม่รู้สึกละอาย

“ไม่มีอะไรผิด มันเป็นความรักอีกแบบ มันไม่ใช่ความรักแบบฮอลลีวูด แต่มันก็เป็นความรักอยู่ดี”

เครดิต

เรื่อง/รูป : ก้าวหน้า พงศ์พิพัฒน์
รูป : นีส ม๊อยเป็ก, มุ คาวน์, อภิญญา จตุปริสากุล, Henrik Bohn Ipsen, Christian Vium, Getty Images
กราฟฟิก : เดวีส์ สุรยา, วิชุตา ครุธเหิน
สร้างโดย : Shorthand

ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์