การแข่งขันด้านธุรกิจท่องเที่ยวในอาเซียนส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่?

  • 17 พฤศจิกายน 2016
Image copyright Taylor Weidman/Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่

ตัวแทนรัฐบาลและผู้ประกอบการภาคธุรกิจประเมินสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยช่วงหลัง 30 วันการถวายความอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยรัฐบาลย้ำว่ามีแผนด้านการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ยอมรับว่าการเปิดตลาดอาเซียนส่งผลให้ไทยต้องปรับตัวเพื่อรักษาสถานะศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ส่วนผู้เชี่ยวชาญแนะไทยพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สอดคล้องกับแผนการตลาดด้วย

นายสง่า เรืองวัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ เผยผลประเมินธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณถนนข้าวสารในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ในงานเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวานนี้ (16 พ.ย.) โดยระบุว่าหลายปีที่ผ่านมาถนนข้าวสารเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมายทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้าง แต่ทุกครั้งสามารถผ่านมาได้ และแม้ช่วงที่ผ่านมารายได้ของผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่จะลดลงราว 20% เมื่อเทียบกับสถิติที่สำรวจช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

ทั้งนี้ นายสง่าเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวแบบอิสระ (FIT) จากประเทศจีนและแถบเอเชีย เดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณถนนข้าวสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจในราคาสมเหตุสมผล จึงมั่นใจว่าปีหน้าธุรกิจท่องเที่ยวจะดีขึ้นเรื่อยๆ แม้นักท่องเที่ยวจากประเทศแถบยุโรปจะลดลง แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสามารถชดเชยได้ โดยประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวมายังถนนข้าวสารมากกว่า 10,000 คนต่อวัน

ส่วนนายเบิร์ต ฟาน วอลบีค คณะกรรมการสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย ) หรือ TICA ระบุว่าการท่องเที่ยวของไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากมีแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของสายการบินราคาประหยัดและการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อไปยังอีกหลายประเทศ แต่รัฐบาลไทยควรส่งเสริมนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ไม่ควรมุ่งเน้นแต่ความเป็นไทย หรือ Thainess เพียงอย่างเดียว และต้องสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากรที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องด้วย

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ บรรยากาศยามเย็นบริเวณชุมชนวัดกุฎีจีนในกรุงเทพมหานคร

ขณะที่นายอิมเทียซ มุกบิล บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก "แทรเวิล อิมแพกท์ นิวส์ไวร์" ระบุว่าไทยเป็นอัจฉริยะด้านการตลาด แต่มีจุดอ่อนเรื่องการบริหารจัดการ เห็นได้จากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งหมายถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังไทยโดยใช้บริการส่วนใหญ่ผ่านทางบริษัทจีนในลักษณะผูกขาดหรือราคาถูกกว่าตลาดอย่างมาก ทำให้ไม่เกิดรายได้หมุนเวียนในแวดวงธุรกิจท้องถิ่นของไทย และปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าบางครั้งไทยก็ตกเป็นเหยื่อของการตลาดของตัวเอง จึงควรพัฒนาระบบบริหารจัดการให้สอดคล้องกับนโยบายการตลาด

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ยอมรับว่าที่ผ่านมาไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบินและการท่องเที่ยว แต่เมื่อมีการเปิดตลาดอาเซียน ทำให้สถานะดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะทุกประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจท่องเที่ยวทั้งสิ้น พร้อมยกตัวอย่างญี่ปุ่นที่ผ่อนผันเรื่องวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยว และกรณีที่สหรัฐฯ ผ่อนผันอนุมัติวีซ่า 10 ปีให้แก่ชาวจีน จึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ตลอดไป เพราะในตอนนี้การเปิดตลาดอาเซียนและการลงทุนข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้านทำให้ประเทศอื่นๆ มีโอกาสเช่นเดียวกับไทย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยมีนโยบายการท่องเที่ยวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยนโยบายระยะสั้นช่วงสองเดือนหลังพ้น 30 วันการถวายความอาลัย จะมุ่งเน้นให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการประดับไฟช่วงคริสต์มาสหรือการนับถอยหลังเคาท์ดาวน์ แต่บรรยากาศอาจแตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา หรืออาจจัดกิจกรรมพิเศษขึ้น เช่น กิจกรรมทำลายสถิติโลก และเป้าหมายของการท่องเที่ยวไทยจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องสถิติตัวเลขอย่างเดียว แต่ต้องเน้นให้นักท่องเที่ยวเกิดความเข้าใจประเทศไทยในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ย่านสถานบันเทิงในกรุงเทพมหานครยังเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดหวังว่าไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 2.5 ล้านล้านบาทในปีหน้า และจะเดินหน้าผลักดันให้ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นของคนในท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมเส้นทางการท่องเที่ยวแหล่งใหม่ในภาคต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและรักษาสิ่งแวดล้อมตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9

ส่วนกรณีทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับทางรัฐบาลจีนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการควบคุมและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวแบบอิสระจากจีนที่เดินทางมายังไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแม้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะใช้จ่ายต่อวันน้อยกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ แต่นักท่องเที่ยวแบบอิสระจะอยู่ในไทยเป็นระยะเวลานานกว่า ทำให้การใช้จ่ายโดยรวมไม่ต่างกันมากนัก

นายสง่า เรืองวัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ระบุเพิ่มเติมด้วยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวแบบอิสระจากจีนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยบริเวณถนนข้าวสาร เพราะการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะสร้างรายได้โดยตรงให้แก่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้า