ระเบียงทัศน์ : ฤๅกษัตริย์สกัดประชาธิปไตย

  • 29 พฤศจิกายน 2016
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช Image copyright Getty Images

"ระเบียงทัศน์" คือ พื้นที่สาธารณะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น อย่างเป็นเหตุเป็นผล ในประเด็นความเป็นไปในไทยและโลก บีบีซีไทย ไม่จำเป็น ต้องเห็นด้วย กับความคิดเห็นดังกล่าว

พระพลานามัยที่ทรุดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่วิกฤติการทางการเมืองในไทยเริ่มต้นขึ้น แท้จริงแล้วประชาธิปไตยของไทยสิ้นลมไปนานแล้วก่อนการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระมหากษัตริย์มีส่วนต่อภาวะชะงักงันของประชาธิปไตยในปี 2549 หลังจากที่ทรงให้ความเห็นชอบกับการโค่นล้มอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรลง และให้การรับรองรัฐบาลชั่วคราวที่มาจากการรัฐประหาร

มหาเศรษฐีหมื่นล้านจากธุรกิจโทรคมนาคมผู้นี้ ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงที่เอเชียกำลังฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ทักษิณทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นคืนได้ด้วยการใช้นโยบายผลักดันการกระจายรายได้แบบอ่อน ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนที่เคยถูกละเลยได้ประโยชน์ขึ้นมา ผลของมันยังทำให้ทักษิณกลายเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งครบวาระ คะแนนนิยมพุ่งพรวดพราด และส่วนหนึ่งกระทบไปถึงความนิยมในตัวสถาบันฯด้วย

Image copyright Getty Images

ก่อนหน้านี้ ในหลวงทรงได้รับการเทิดทูนว่า เป็นองค์อุปถัมภ์สูงสุดของชาวชนบท ทรงริเริ่มโครงการพัฒนามากมายหลายร้อยโครงการ แต่ย่างก้าวที่เติบกล้าของทักษิณมาพร้อมกับความตระหนักของหลาย ๆ คนที่เริ่มเห็นว่า ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งสามารถจะยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นได้ด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง พวกเขาไม่รู้สึกอีกต่อไปว่าจะต้องคอยพึ่งพระมหากรุณาธิคุณ

ต่อมา เมื่อปลายปี 2548 ฝ่ายนิยมเจ้า เริ่มโต้กลับ ผลักดันให้มีการเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ แต่ทักษิณก็ยังยืนหยัดอยู่ได้เนื่องจากแรงสนับสนุนของผู้คนจำนวนมาก ผลการสำรวจความเห็นหลายหนชี้ให้เห็นคะแนนนิยมของทักษิณที่ไม่ลดถอยลงแต่อย่างใด

และหากไม่ใช่เพราะพระมหากษัตริย์มิได้ยับยั้ง ทักษิณก็คงจะไม่ถูกโค่นลงจากอำนาจในการรัฐประหารเมื่อกันยายน 2549 การที่ผู้นำรัฐประหารได้เข้าเฝ้าทันทีหลังจากที่ก่อการไปแล้ว เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงแรงสนับสนุนที่มาจากในวัง

Image copyright Getty Images

หากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการประชาธิปไตย นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณอาจจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ได้ และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทักษิณก็อาจจะกลายเป็นจุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่รับเขาไม่ได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะเป็นผู้ตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกลุ่มผู้นิยมเจ้าจะทำหน้าที่ตัดสินใจแทนพวกผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ไปแล้ว

หากมองเช่นนี้ ก็ดูเป็นเรื่องง่ายที่หลายคนสรุปว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ความวุ่นวายทางการเมืองที่ตามมาหลังจากที่มีการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปที่พระองค์ว่า ทรงมีส่วนสำคัญยิ่งในการยับยั้งระบอบประชาธิปไตย ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณ สื่อและนักวิชาการบางส่วน เริ่มตรวจสอบบทบาททางการเมืองของพระองค์ด้วยสายตาตำหนิวิจารณ์ แม้ว่าจะมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

Image copyright Getty Images

อย่างไรก็ตาม คำถามเรื่องว่าคนเราสร้างประวัติศาสตร์ หรือว่าประวัติศาสตร์สร้างคน คำถามนี้ทำให้วนเวียนกันอยู่กับการประเมินผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการครองราชย์ มีคำถามต่าง ๆ มากมาย มันชอบธรรมหรือไม่ที่จะบอกว่าในหลวงทรงมีส่วนสกัดกั้นประชาธิปไตย หรือแท้จริงแล้ว พระองค์ก็ไม่ได้มีสถานะที่เข้มแข็งพอ จนตกอยู่ท่ามกลางพลังของฝ่ายต่าง ๆ ที่มีอำนาจที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าสถานะของพระองค์ที่ถือว่าเป็นสมมติเทพ

ก็คงจะเหมือนอีกหลาย ๆ เรื่องที่การตีความแบบนี้มีความจริงอยู่บ้าง การจะอธิบายถึงสภาพการเมืองที่สับสนอลหม่านของไทยให้ดีที่สุดคงจะต้องพูดถึงเรื่องราวระหว่างพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศ และสังคมไทย ประเด็นสำคัญคือ พระมหากษัตริย์ จะไม่ทรงมีบารมีอันมากมายอย่างที่พระองค์ทรงได้มา หากว่าบารมีนั้นไม่ได้มาจากการกระทำเพื่อคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ

เมื่อในหลวงเสด็จขึ้นครองราชย์ปี 2489 สถานะของสถาบันกษัตริย์ของไทยถือว่าอ่อนแออย่างยิ่ง หลังจากที่มีการโค่นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงเมื่อปี 2475 สถานะของพระองค์เริ่มดีขึ้น พระบารมีแผ่ไปมากขึ้น หลังจากที่ผู้นำเผด็จการทหารในช่วงนั้นเริ่มดำเนินการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สถาบันครองความนิยม ทั้งนี้ เพื่อจะใช้ความนิยมในตัวสถาบันนั้นเองเป็นตัวต้านทานระบบคอมมิวนิสต์ ในช่วงทศวรรษที่ 1950 มีการรื้อฟื้นหรือไม่ก็คิดราชพิธีต่างๆ ขึ้นมาใหม่ พวกเขาหล่อเลี้ยงความเชื่อต่าง ๆ ในทางพุทธและฮินดูที่เป็นแหล่งค้ำจุนความศรัทธาในระบบกษัตริย์ขึ้นมาอีก

Image copyright Getty Images

ในนามของพระมหากษัตริย์ ทรงได้รับการแนะนำให้เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มันเป็นวิธีดำเนินการภายใต้รัชสมัยของพระองค์ พระราชอำนาจอันมหาศาลที่ดูเหมือนจะทรงมีอยู่นั้น จะว่าไปแล้วก็คือสิ่งที่คนไทยถวายให้แด่พระองค์ พสกนิกรมองเห็นความเจิดจรัสของสถาบันเป็นประหนึ่งที่มาของความชอบธรรม ประชาชนน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาปฏิบัติ แต่การตีความของพวกเขาเองก็ขึ้นอยู่กับความสนใจและผลประโยชน์ของพวกเขาเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่บรรดาสหภาพแรงงานจัดประท้วงต่อต้านการแปรรูปกิจการ พวกเขาก็จะนำพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงไปนำหน้าขบวน เมื่อชาวสลัมที่อาศัยในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ อ้างถึงความเชื่อมโยงในอดีตของพวกเขากับในหลวงเพื่อต่อต้านการถูกไล่ที่ เมื่อข้าราชการคิดงานโครงการและอ้างกระแสพระราชดำรัสที่เป็นแนวทางให้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจต่าง ๆ ติดตราสัญลักษณ์ของสถาบันที่อาคารของพวกเขา เมื่อไหร่ก็ตามที่นายพลต่าง ๆ อ้างว่าจะปกป้องในหลวงด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของตนเอง และตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางของพระองค์จนถอนไม่ขึ้น

ตัวอย่างอันหนึ่งก็คือการที่พระมหากษัตริย์ทรงพยายามแต่ไม่ทรงผลสำเร็จมากนักในอันที่จะปลูกฝังให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิธีคิดแบบ "พอเพียง" ในหมู่ประชาชนของพระองค์ผ่านแนวคิดที่ยังไม่ชัดเจนมากนักในเรื่องของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เน้นหนักในเรื่องการพัฒนาที่สมดุล เน้นเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเช่นเดียวกันกับเรื่องของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการมีมาตรวัดแบบเดิม ๆ แต่ในขณะที่นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมและคนที่ต่อต้านระบบเสรีนิยมใหม่ต่างนำความคิดนี้ไปใช้เพื่อสนับสนุนการที่ตนเองเรียกร้องระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นและให้มีการฉวยโอกาสน้อยลง กลุ่มอนุรักษ์ช่างฝันก็อ้างว่าสถาบันอยู่ข้างตนในภาพจินตนาการที่พวกเขามองว่าชาวนาจะทำงานเลี้ยงประเทศต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดเพราะพวกเขาพอใจกับสถานะของตัวเองแล้ว

Image copyright Getty Images

คนที่ต่อต้านรัฐสวัสดิการ รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนตลาดเสรีเองก็ไม่จำเป็นต้องมองอื่นไกล แค่การที่ทรงเห็นชอบกับเรื่องของการค้าและการบริโภคในบริบทของความพอเพียงก็ได้แล้ว ในพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี 2541 ในหลวงซึ่งทรงมีสถานะเป็นเจ้าของทุนรายใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย ทรงกล่าวอย่างชัดเจนว่า การประหยัดมัธยัสถ์ของประชาชนไม่ควรจะให้มากเกินไป ทรงระบุว่า การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยยังเป็นสิ่งที่ควรทำบ้าง นับว่าเป็นเนื้อหาในพระราชดำรัสที่เป็นที่พอใจของบรรดาคนชั้นกลางและชั้นสูงของไทย

ที่แน่นอนก็คือไม่ใช่แค่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อนเท่านั้นที่ทรงทำให้ประชาธิปไตยดับสลาย แต่ยังมีผู้คนที่ได้ประโยชน์จากการที่ทรงรับรองรัฐประหารหนนั้น พวกเขาวิตกว่าทักษิณจะเป็นภัยต่อสถาบัน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นภัยต่อแหล่งที่มาของความชอบธรรมของพวกเขาด้วย

Image copyright AFP

แต่รัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหาให้กับพวกเขา ในช่วงหลัง ๆ ของรัชสมัยของพระองค์ มีผู้คนที่ตั้งคำถามในเรื่องของพระราชอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะทักษิณได้เริ่มทำให้คนหันเหออกจากอำนาจที่มีฐานอยู่กับบารมีของสถาบันไปหาการนำที่มีฐานสนับสนุนจากความชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย

ผลก็คือ อำนาจที่มีพื้นฐานยึดติดกับบารมีของสถาบันเริ่มอ่อนแอลง ยังไม่ชัดเจนว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทรงฟื้นความสัมพันธ์อันพึ่งพากันระหว่างสถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมที่เคยได้ประโยชน์มากที่สุดจากระบบเช่นนั้นได้ เสียงร่ำลือที่ว่าระบบที่พึ่งพากันอันนั้นของสองฝ่ายได้จบลงแล้วก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเกินเลยก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้น ประชาธิปไตยไทยก็อาจจะฟื้นคืนชีพได้เหมือนวิหคเพลิงฟีนิกซ์ที่ฟื้นขึ้นมาจากเถ้าถ่านได้กระนั้น

Serhat Uenaldi เป็นผู้แต่งหนังสือเรื่อง Working towards the Monarchy: The Politics of Space in Downtown Bangkok จัดพิมพ์โดย University of Hawaii Press