ถกเรื่อง "ทรัมป์" กับนักวิชาการและนักการเมือง ตอนที่ 3 สัมพันธ์กับไทย

  • 21 มกราคม 2017
หนังสือพิมพ์ไทย Image copyright Getty Images

บีบีซีไทยรวบรวมความเห็นจากการจัดเสวนาทางเฟซบุ๊กเพจ โดยมี รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย มาแลกเปลี่ยนความเห็น และ ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. เสนอความเห็นมาภายหลัง ต่อทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

สัมพันธ์กับไทย

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ :ในส่วนที่เกี่ยวกับไทยนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ก็คงจะกดดันไทยเรื่องการเลือกตั้งและการเคารพสิทธิมนุษยชนแต่น้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เนื่องจากแนวนโยบายดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่อเมริกาใช้เพื่อกีดกันทางการค้า เพียงแต่ความถี่ในด้านวาทกรรมในส่วนของการพูดเรื่องการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในสมัย ทรัมป์จะลดลงเพราะบุคคลิกภาพและค่านิยมของทรัมป์ไม่ได้เน้นในเรื่องนี้ ทรัมป์คงได้เห็นตัวอย่างที่เน้นเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศใน อาเซียน เช่น ไทย มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ ทิ้งระยะห่างกับอเมริกามากขึ้นและหันมาใกล้ชิดกับ จีนและรัสเซีย

ในกรณีของ ฟิลิปปินส์ ทำให้ประธานาธิบดี ดูเตอร์เต้ ถึงกับด่าประธาธิบดีอเมริกาด้วยภาษาหยาบๆ เพราะเห็นเป็นการก้าวก่ายการเมืองภายในชองประเทศ ในยุคที่อเมริกากำลังถดถอย

Image copyright Getty Images

พิชัย นริพทะพันธุ์ : ในฐานะที่เป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย สหรัฐฯ ก็คงอยากเห็นประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว แต่ก็คงจะไม่มาตรการอะไรมาบีบมากนัก เพราะแค่ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันก็หนักอยู่แล้ว จากการส่งออกที่ลดลง และการไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ ทั้งนี้ ในข้อแม้ที่ว่ารัฐบาล คสช. ไม่ได้ไปทำอะไรที่เป็นการต่อต้านและทำร้ายสหรัฐฯ หรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งถ้าเป็นกรณีนั้นก็จะลำบากเพราะอิทธิพลและอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ มีมหาศาล ดังนั้นรัฐบาลคสช. ก็คงจะพยายามรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับสหรัฐฯ จนกระทั่งครบกำหนดโรดแมป

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : สหรัฐฯ จะเป็นห่วงเรื่องประชาธิปไตยของไทยทั้งอย่างจริงใจ และบนผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ คือ สหรัฐฯ วางตัวเองในสภาพที่ไทยกระทำการเพียงพอยอมรับหลักการได้ แต่สหรัฐฯ จะออกแรงมากแค่ไหนกับไทยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ ที่จะได้รับจากประเทศไทย รวมถึงความสัมพันธ์ของไทยต่อสหรัฐฯ ถ้าประเทศไทยเป็นประโยชน์มาก ก็จะกดดันกับไทยเพียงเล็กน้อย

Image copyright AFP

นักธุรกิจไทยควรรับมืออย่างไร

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ : ธุรกิจไทยนั้นจะต้องมีการตรียมตัว ยอมรับกับบรรยากาศการกีดกันทางการค้าชองโลกที่สูงขึ้นจากแนวนโยบายของทรัมป์ แต่คงไม่ประทุถึงการมีสงครามทางการค้า แนวนโยบายของทรัมป์ อีกส่วนนึงจะส่งผลให้ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีการขยายตัวที่ดีขึ้น โดย IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของ อเมริกาในปีนี้จะขยายตัวได้ 3.3% และเป็น 3.5% ในปีหน้า และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวในระดับ 3.3% ในปีนี้ และ 3.6% ในปีหน้า ในบริบทดังกล่าว การส่งออกของไทยในปีนี้น่าจะเลวร้ายน้อยหรือดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ก็คงจะไม่ฟื้นตัวมากมายนัก

อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยในสหรัฐ จะมีแนวโนมสูงขึ้น โดยธนาคารกลางอเมริกา อาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกไม่ต่ำกว่า 2 ถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดการผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร นักธุรกิจไทยจึงต้องเตรียมการรองรับการผันผวนในทางเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ทางในภูมิภาคและของโลก

Image copyright Getty Images

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : ธุรกิจรับมือกับการกีดกันทางการค้า การเมืองในยุโรป และปัญหาหนี้เสียในจีน ที่จะส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจส่งออกไทย จะได้ผลประโยชน์จากทรัมป์น้อย ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถ้าความสัมพันธ์ดีประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นๆ เราจึงต้องวางตัวให้ดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง