Procurement Diplomacy: การทูตแบบรัฐทหาร ซื้ออาวุธเรียกความสนใจมหาอำนาจ

  • 26 สิงหาคม 2017
นับการรัฐประหารในปี 2549 การค้าขายอาวุธระหว่างไทย-สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการซื้อ เฮลิคอปเตอร์ UH60 แบล็กฮอร์ค จากสหรัฐฯ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นับการรัฐประหารในปี 2549 การค้าขายอาวุธระหว่างไทย-สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 960 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการซื้อ เฮลิคอปเตอร์ UH60 แบล็กฮอร์ค จากสหรัฐฯ

นักวิชาการด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกต รัฐบาลทหารไทยดำเนินการทูตผ่านการจัดหาอาวุธ (Procurement Diplomacy) เพื่อต่อรองกับชาติมหาอำนาจผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ สะท้อนจากรายจ่ายด้านการซื้อยุทธโปกรณ์ที่พุ่งกว่า 7.2 หมื่นล้านบาท ในเวลา 3 ปี

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของ 3 เหล่าทัพได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาว่ามีโครงการมูลค่าจำนวนมากมายและซื้อหามาจากหลายชาติด้วยกัน เรียกได้ว่า เป็นการดำเนินการทูตผ่านการจัดหาอาวุธ (Procurement Diplomacy)

"การทูตที่ขับเคลื่อนด้วยการซื้ออาวุธนี้ มีขึ้นก็เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศหลังรัฐประหาร ซึ่งเห็นได้จากการให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธกับมหาอำนาจรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา" ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ บีบีซีไทย

หลังการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในไทยเมื่อ 22 พ.ค. 2557 รัฐบาลสหรัฐฯภายในการนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตำหนิการการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน และประกาศแขวนงบช่วยเหลือทางทหาร มูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับการลดอันดับประเทศไทยไปอยู่ใน "เทียร์ 3" หรือ กลุ่มประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้าและความพยายามใดที่ชัดเจน ใน รายงานประจำปีว่าด้วยสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลก

แม้ใช้ไม้แข็ง แต่ "ลุงแซม" ก็มีไม้อ่อน โดยคงระดับความร่วมมือทางการทหาร ด้านการซ้อมรบ และขายอาวุธ และเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร และนายกรัฐมนตรี จัดการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วเพื่อคืนอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือน ทว่า รัฐบาลทหารของไทย กลับไม่ให้ความสนใจมากนัก หันมาให้ความสำคัญกับรัฐบาลจีนมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหาร

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แม้ว่าสหรัฐฯ ประกาศแขวนงบช่วยเหลือทางทหาร มูลค่าราว 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ไทยและสหรัฐฯ ยังคงร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อมทางทหารคอบร้าโกลด์ทุกปี

ในขณะที่โลกเผชิญกับภัยคุกคามของการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ จนทำให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันกลับมาให้ความสนใจไทยมากขึ้น ต่อโทรศัพท์สายตรงคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังเชิญผู้นำของไทยไปเยือนทำเนียบขาวอีกด้วย แม้ว่าจะถูกเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ยืนยันว่า ผู้นำทั้งสองชาติจะต้องได้หารือกันที่ทำเนียบขาวในเร็ววัน

ไม่ถึงสี่เดือนหลังสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้นำ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ระดับ "รัฐมนตรีว่าการ" คนแรกของสหรัฐฯ มาเยือนไทย โดยใช้เวลาในกรุงเทพฯ เพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น รัฐบาลไทยอธิบายการเยือนครั้งนี้ และ การหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า เป็น "การตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ" ทว่า ในสายตาของสื่อระดับโลกแล้ว นี่คือ การหาเสียง หาพวกจากอเมริกาเพื่อสกัดกั้นการขยายแสนยานุภาพนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

หนึ่งวันต่อมากระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็ออกข่าวว่าได้เห็นชอบแผนเบื้องต้น สำหรับการขายขีปนาวุธ ฮาร์พูน บล็อค ทูว์ รุ่น RGM-84L มูลค่า 24.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (828 ล้านบาท) ตามที่รัฐบาลไทยร้องขอ ซึ่งได้ยื่นความจำนง ขอซื้อขีปนาวุธดังกล่าวจำนวน 5 ลูก และขีปนาวุธซ้อมยิง ฮาร์พูน บล็อค ทูว์ 1 ลูก ซึ่งจะรวมถึงอุปกรณ์บรรจุ อะไหล่ การซ่อมบำรุง และเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ รวมถึงคู่มือ เอกสารทางเทคนิค การฝึกอบรมบุคลากร และอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อม โดยรัฐบาลสหรัฐฯ และตัวแทนจากบริษัทคู่สัญญา จะเป็นผู้ให้บริการด้านวิศวกรรม ความช่วยเหลือเชิงเทคนิค การขนส่ง และการสนับสนุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้วย

Image copyright BOEING DEFENSE, SPACE & SECURITY
คำบรรยายภาพ ขีปนาวุธ ฮาร์พูน บล็อค ทูว์ รุ่น RGM-84L

ลดแรงกดดัน ฟื้นสัมพันธ์ชาติมหาอำนาจ

ศ.ดร.สุรชาติ ระบุว่า การหันมาซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เป็นการใช้การทูตแบบหนึ่ง ด้วยการแบ่งบันผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับจากประเทศผู้ขาย และสร้างความชอบธรรมในการปกครองประเทศภายหลังที่อดีตสหรัฐฯไม่ยอมรับรัฐประหาร ที่สำคัญคือรัฐบาลไทยคาดว่าการใช้กลยุทธ์นี้จะช่วยลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ อีกทางหลังจากที่รัฐบาลได้สานสัมพันธ์อันดีกับจีนไปแล้ว ด้วยการซื้ออาวุธจำนวนมาก เช่น โครงการจัดซื้อรถถังหลัก VT-4 ของกองทัพบก ระยะแรกในปี 2558 และระยะที่สองในปีนี้ และโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า รุ่น Yuan Class S26T ของกองทัพเรือเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

"ยังมีข้อถกเถียงอยู่พอสมควรในเรื่องความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) ว่า จำเป็นต้องมีเรือดำน้ำเพื่อปฏิบัติหน้าที่นี้หรือไม่ หากพิจารณาลักษณะทางภูมิศาสตร์น่านน้ำในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน การปกป้องทางผิวน้ำ ด้วยการใช้เรือหรือเครื่องบินลาดตะเวนน่าจะเหมาะสมมากกว่าการใช้เรือดำน้ำ" ศ.ดร.สุรชาติเสริม

Image copyright กองทัพเรือ
คำบรรยายภาพ กองทัพเรือลงนามเซ็นสัญญาจ้างสร้างเรือดำน้ำลำที่ 1 แล้ววันที่ 5 พ.ค. ที่กรุงปักกิ่ง ของจีน ตามข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำแบบรัฐต่อรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้เรือดำน้ำน่าจะเหมาะสมสำหรับการใช้ในทะเลน้ำลึกมากกว่าระดับความลึกของทะเลในอ่าวไทย และที่สำคัญคือในปัจจุบันไทยไม่ได้มีข้อพิพาททางทะเลกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้อีกด้วย ถึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สนับสนุนว่าทำไมประเทศไทยไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เรือดำน้ำ

งบจำกัดอำนาจการต่อรองน้อย แต่หวังรักษาสมดุล

ที่ปรึกษาระดับสูงด้านความมั่นคงของรัฐบาลไทย ยอมรับกับบีบีซีไทยว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลภายใต้ คสช. ก็ใช้การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเครื่องมือทางการทูตเช่นกัน แต่สำหรับประเทศไทยอาจจะไม่มีอำนาจในการต่อรองมากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

"ด้วยข้อจำกัดนี้ ทำให้เงื่อนไขเรื่องราคา คือ main driver (ปัจจัยหลัก) ของการตัดสินใจซื้อ โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพประกอบ"

ที่ปรึกษาระดับสูงผู้ไม่ประสงค์ออกนามอธิบายอีกว่า จุดยืนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของไทยในระดับนานาชาติ คือ ความพยายามในการสร้างความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างชาติมหาอำนาจในภูมิภาค ซึ่งการซื้อเรือดำน้ำจากจีน ก็ทำให้ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ เริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับประเทศไทยอีกครั้ง แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำก็ตาม

Image copyright REUTERS
คำบรรยายภาพ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน (ซ้าย) รมว. ตปท. สหรัฐฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับไทย

แหล่งข่าวผู้นี้ยังเสริมอีกว่า การซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดการขาดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไทยได้ ซึ่งถือเป็นข้อกังวลของทำเนียบขาว โดยเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งพิเศษ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้ากับ ไทย และอีก 15 ประเทศ ซึ่งในปี 2559 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ราว 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ

สำหรับครึ่งปีแรกของปีนี้ ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลดลงมาที่ 4.82 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากยอด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

รัฐประหารเปลี่ยนแนวทางการทูต

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ค. 2558 ศ.ดร.สุรชาติเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยในหัวข้อ "มองโจทย์ด้านความมั่นคงกรณีโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ" ได้ตั้งข้อสังเกตในลักษณะเดียวกันว่า ในระยะหลังแนวทางในการจัดซื้ออาวุธของทางการไทยมีการเปลี่ยนแปลง เช่นย้อนไปเมื่อการทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว เมื่อปี 2549 กองทัพอากาศไทยก็เลือกซื้อเครื่องบินกริพเพนจากประเทศสวีเดน เพื่อทดแทนเครื่องบินเอฟ 5 ที่คาดว่าจะปลดระวาง ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมาว่า กองทัพอากาศไทยมีความต้องการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบเพื่อทดแทน เครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-5 อี ที่จะปลดระวางหลังใช้มานาน 30 ปี จึงมองยังเครื่องบินกริพเพน และเริ่มเจรจากับกองทัพอากาศสวีเดน ในระหว่างปี 2548-2549

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เครื่องบินกริพเพนจากประเทศสวีเดน ซึ่งกองทัพอากาศคาดว่าจะเข้ามาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-5 ของสหรัฐฯ

กองทัพอากาศไทยตัดสินใจลงนามสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้จากบริษัท ซาบ ของสวีเดนในปี 2551 ภายใต้วงเงิน 3.44 หมื่นล้านบาท แบ่งโครงการจัดซื้อออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (ปี 2551-2555) จำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเครื่องบินรุ่น กริพเพน ดี แบบสองที่นั่งจำนวน 4 ลำ และกริพเพน ซี แบบ 1 ที่นั่ง จำนวน 2 ลำโดยประจำการที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี และระยะที่ 2 (ปี2555-2559) จำนวน 6 ลำ วงเงิน 1.54 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดประจำการที่กองบิน จ.สุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศผู้ผลิตรถถังอีกด้วย ศ.ดร.สุรชาติอธิบายเพิ่มเติมว่า เดิมไทยใช้รถถังอเมริกันเป็นมาตรฐาน แต่ระยะหลังก็เริ่มมองหาตัวเลือกอื่นๆ ด้วย อย่างรถถังจากยูเครน และจีน

Image copyright Getty Images

อย่างไรก็ตาม อาจจะมีคนแย้งว่า ในอดีตกองทัพไทยก็เคยรถถังจากจีนด้วยเหมือนกัน ในทัศนะของนักวิชาการท่านนี้อธิบายว่า บริบทในตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกัน

"อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าเมื่อก่อนนั้นอาจจะมีรถถังจากจีน แต่ตอนนั้นเราจัดหารถถังจากจีนในภาวะภัยสงครามหรือภัยคุกคามจากเวียดนามหรือกัมพูชาในขณะนั้น มีความจำเป็น เพราะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเราไม่เอื้อ จึงต้องพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์รถถังจากจีน" ศ.ดร.สุรชาติบอก

อาวุธยุทโธปกรณ์ คือ เงื่อนไขทางการทูต

การใช้เรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเครื่องมือทางการทูตไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะชาติมหาอำนาจผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ก็เคยใช้เป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศทั้งสิ้น

Image copyright Getty Images

กระทรวงต่างประเทศ สหรัฐฯ ที่ระบุชัดเจนว่า การขายอาวุธและการค้าด้านทหารถือเป็นเครื่องมือสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ บนพื้นฐานความมั่นคงในระดับภูมิภาค ซึ่งจะพิจารณาในหลายด้าน เช่น สภาพการณ์ทางการเมือง การทหาร เศรษฐศาสตร์ การควบคุมอาวุธและสิทธิมนุษยชน ก่อนการตัดสินใจมาตรการใดๆ เกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ประเทศต่างๆ โดยจะเน้นผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติและนโยบายต่างประเทศเป็นสำคัญ และหากมีโครงการจัดซื้อหรือการโอนย้ายด้านการทหารขนาดใหญ่จำเป็นจะต้องแจ้งต่อสภาคองเกรส

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ รถถังขนาดกลางรุ่น Kaplan MT ถังต้นแบบที่สร้างขึ้นโดยความร่วมระหว่างบริษัทในตุรกีและอินโดนีเซีย จัดแสดงในงานจัดแสดงสินค้าด้านยุทโธปกรณ์ในนครอิสตันบูลของตุรกี

เว็บไซต์เวิลด์โพลิติกส์ รีวิว รายงานเกี่ยวกับนโยบายทางการทูตด้านการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์เช่นกัน เมื่อปี 2554 ระบุว่า ก่อนหน้านั้นหลายปี อุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ของตุรกีได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาระบบความสามารถใหม่ทางอาวุธ ด้วยแรงพลักดันของการตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนากองทัพให้ทันสมัย ในความพยายามนี้ ตุรกีต้องเร่งส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า พร้อมกันนั้นก็ให้บริษัทผู้ผลิตแสวงหาตลาดใหม่ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น

รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า บริษัทผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของตุรกี ได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักการทูตจึงทำให้สามารถบรรลุข้อตกลงการจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมากในปี 2554 ในขณะนั้นเองประธานาธิบดีอับดุลเลาะห์ กุลของตุรกีเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ และทำให้อินโดนีเซียได้กลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์สำคัญของตุรกีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการลงนามเซ็นสัญญาซื้อขายมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3,322 ล้านบาท) นอกจากนี้ มาเลเซีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่นำเข้าอาวุธทางทหารรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังได้ตกลงลงนามในข้อตกลงมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.99 หมื่นล้านบาท) ในการจัดตั้งความร่วมมือตุรกี-มาเลเซีย ที่จะผลิตรถยนต์หุ้มเกราะจำนวนมากกว่า 200 คัน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม