น้ำรอระบาย: ปัญหาไม่คลี่คลายถ้าผังเมืองยังมีปัญหา

  • 5 กันยายน 2017
ภาพขณะที่เมืองฮิวสตันเผชิญกับเหตุอุทกภัยหนักหลังพายุฮาร์วีย์พัดถล่มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพขณะที่เมืองฮิวสตันเผชิญกับเหตุอุทกภัยหนักหลังพายุฮาร์วีย์พัดถล่มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

"วิกฤตน้ำรอระบาย" ไม่ได้เป็นปัญหาในไทยเท่านั้น เมื่อมีฝนตกหนักหรือมีพายุถล่ม อย่างที่เกิดในเมืองฮิวสตันของสหรัฐอเมริกา หรือน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในนครมุมไบของอินเดียที่ผ่านมา ล้วนมีสาเหตุร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ การขยายเมืองอย่างไม่เหมาะสมกีดขวางทางระบายน้ำทางธรรมชาติ

รายงานการวิเคราะห์ของบีบีซี และมหาวิทยาลัยเทกซัส เอ แอนด์ เอ็ม ในหัวข้อ "ทำไมเมืองฮิวสตันถึงเปราะบางต่อการเกิดอุทกภัยร้ายแรง?" และรายงานของมูลนิธิทอมป์สัน รอยเตอร์ส ซึ่งเสนอแนะหนทางในการป้องกันภัยน้ำท่วมในนครมุมไบและเมืองอื่นๆ ของอินเดีย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การวางผังเมืองที่ถูกต้องเหมาะสมและเอื้อต่อการระบายน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

สอดคล้องกับความเห็นของ นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า "ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. เช่น ที่จ.สกลนคร หลายจังหวัดทางภาคใต้และตะวันออกที่แม้ว่าจะติดกับทะเลซึ่งการระบายน้ำน่าจะเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดิม รวมไปถึงมหาอุทกภัยภาคกลางเมื่อปี 2554 ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า "การวางผังเมืองมีปัญหาหรือไม่"

"แม้จะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาแล้วหลายครั้งหลายหน มีการหารือระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแต่ก็ ยังดูไม่มีความหวังในการแก้ไข้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ" นายหาญณรงค์เสริม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) อุทกภัยครั้งร้ายแรงในภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 เหตุการณ์ครั้งนี้นทำให้สนามบินดอนเมืองต้องจมใต้น้ำ

เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจในการใช้มาตรา 44 ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้อยู่ภายใต้การกำกับและการบังคับบัญชาโดยนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อบริหารจัดการน้ำและแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ น้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ และโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายน้ำมารองรับ

นายหาญณรงค์ เสริมว่า เจ้าภาพเพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมและการวางผังเมือง ควรจะมี กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมอยู่ด้วย และควรมีการผลักดันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อย่างเช่น ปรับปรุงทางระบายน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ และการอนุญาตก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่โดยไม่ขัดขวางทางน้ำผ่าน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยอมรับว่าการแก้ไขปัญหานี้มีความยากลำบากและซับซ้อนพอสมควร แม้ว่าที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาแผนผังทางระบายน้ำในหลายจังหวัดแต่ก็ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากว่ามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพราะเหตุใดการวางผังเมืองจึงสำคัญ

จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-HABITAT) ระบุว่า ภายในปี 2563 ประชากร 2 ใน 3 ของภูมิภาคอาเซียนจะมีการย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเขตมหานครหรือเมืองหลวงเพิ่มมากขึ้น เช่น กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้อาศัยถึง 30 ล้านคน จากปัจจุบันราว 15 ล้านคน

"การเติบโตของเมืองเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่สามารถทำได้ในขณะนี้คือ ต้องมีการวางผังเมืองที่รักษาสมดุลทางธรรมชาติ ไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของเมือง ขณะเดียวกันก็แก้ไขผังเมืองที่ยังเป็นปัญหาควบคู่กันไปด้วย" นายหาญณรงค์กล่าว

ปัญหาเกี่ยวกับการวางผังเมืองไม่ใช่ปัญหาเฉพาะที่กรุงเทพฯ หรือเมืองต่างๆ ในไทย แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขในต่างประเทศเช่นกัน มูลนิธิทอมป์สัน รอยเตอร์ส รายงานโดยอ้างการสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ที่แนะนำรัฐบาลอินเดียให้กวดขันเรื่องการขยายเมืองให้เข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะเมืองที่มีผู้คนอยู่อย่างหนาแน่น เพื่อความปลอดภัย

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นครมุมไบเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงเมื่อเดือนที่ผ่านมา

นางสุชมิตา เซนกุปตา แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ระบุว่า "แทบทุกเมืองในอินเดียมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม เนื่องจากว่าการขยายเมืองและระบบระบายน้ำที่ไม่เหมาะสม ขณะพื้นที่ชุ่มน้ำที่จะใช้เป็นจุดซับน้ำก็มีสิ่งปลูกสร้างแทนที่ ท่อระบายน้ำก็อุดตันไปด้วยเศษขยะ ดังนั้นระบบการระบายน้ำก็ไม่สามารถจัดการน้ำท่วมได้ทัน"

ข้อมูลในรายงานของมูลนิธินี้ยังยกตัวอย่าง นครมุมไบ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีราคาอสังหาริมทรัพย์ราคาแพงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้ทำลายป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานหลายแห่ง ซึ่งเป็นการขัดขวางทางออกของน้ำสู่แม่น้ำ

"พื้นที่ชุ่มน้ำหายไป"

รายงานของ ศ.ฟิลิป เบอร์ก แห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส เอ แอนด์ เอ็ม ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของเมืองที่ไม่ได้รับวางแผนล่วงหน้าได้นำพาไปสู่ปัญหาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งหญ้าซึ่งเคยเป็นที่ซับน้ำถูกทำลายไป เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองฮิวสตันที่สูญหายไปราวร้อยละ 70(ระหว่างปี 2535 - 2553)

แม้ว่าการมีพื้นที่ชุ่มน้ำและทุ่งหญ้าจะไม่สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมที่มีสาเหตุมาจากปริมาณน้ำฝนที่มากมายเกินปกติอย่างในกรณีพายุฮาร์วีย์ แต่ว่าการรักษาพื้นที่ทางธรรมชาตินี้ไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เมืองฮิวสตันไม่อยู่ในภาวะเปราะบางเมื่อต้องเผชิญพายุทั่วไป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เมืองฮิวสตันเป็นเมืองที่ใช้รถยนต์จำนวนมาก งบประมาณมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจึงถูกใช้ในโครงการสนับสนุนระบบถนนและทางหลวงเพื่อแก้ปัญหาจราจรที่คับคั่ง

รายงานนี้ระบุอีกว่า "การลงทุนในโครงสร้างควบคุมน้ำท่วม" ก็สำคัญ เช่น การสร้างคลอง การสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ เมืองฮิวสตันเป็นเมืองที่ใช้รถยนต์จำนวนมาก งบประมาณมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจึงถูกใช้ในโครงการสนับสนุนระบบถนนและทางหลวงเพื่อแก้ปัญหาจราจรที่คับคั่ง

เมื่อพิจารณาแล้ว ลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุคล้ายๆ กัน คือ การวางผังเมืองที่ไม่เหมาะสมขณะที่เมืองมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับจำนวนผู้อาศัยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

Image copyright AFP/Getty Images

ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ ต่อภัยน้ำท่วมก็ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาไร้คำตอบ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม และมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว ล่าสุด ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ออกคำเตือนต่อประชาชนใน 10 เขต เช่น เขตบางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางกอกน้อย คลองสาน และเขตราษฎร์บูรณะ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง หากมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น ประกอบกับมีน้ำทะเลหนุนในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 4 -8 ก.ย.นี้