คลิตี้: เรื่องเก่าที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของคดีสิ่งแวดล้อมชุมชน

  • 11 กันยายน 2017
ชาวคลิตี้ Image copyright มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
คำบรรยายภาพ ตัวแทนของชาวบ้านคลิตี้ล่างร่วมถ่ายภาพหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีก่อนฟังคำพิพากษา

การต่อสู้ทางกฎหมายอันยาวนานของชาวบ้านคลิตี้ล่างสิ้นสุดลงแล้วด้วยคำพิพากษาของศาลฏีกาในวันนี้ แต่พวกเขายังคงต้องรอต่อไปว่าสิ่งที่พวกเขาอยากได้มากที่สุดก็คือการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ถูกปนเปื้อนด้วยสารตะกั่วจะเริ่มขึ้นได้เมื่อไร

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาครั้งนี้สร้างความหวังให้แก่ชุมชนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้ในคดีสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกันนี้ว่าถิ่นที่อยู่และแหล่งน้ำใช้ของพวกเขาจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับคืนดีอีกครั้ง

ในวันที่ 11 ก.ย. 2560 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษาศาลฏีกากรณีคลิตี้ ทำให้คดีที่ดำเนินตั้งแต่ปี พ.ศ 2546 ยุติลงด้วยชัยชนะของชาวบ้านคลิตี้ล่างที่เรียกร้องสิทธิ์ในฐานะที่เป็นชุมชนดั้งเดิม ให้กรรมการของบริษัทเหมืองแร่ที่เข้ามาก่อความเสียหายต้องรับผิดชอบเยียวยาและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ถูกปนเปื้อนด้วยสารตะกั่วในระดับสูง

Image copyright สุรพงษ์ กองจันทึก
คำบรรยายภาพ สภาพลำห้วยคลิตี้ที่บ้านคลิตี้ล่าง

"คดีนี้เป็นบทสรุปสำหรับกรณีปนเปื้อนสารตะกั่วในลำน้ำคลิตี้ที่กาญจนบุรี ซึ่งต่อเนื่องยาวนานมา 19 ปีแล้ว และก็เป็นบทเริ่มของการใช้บรรทัดฐานใหม่ในสังคมไทยว่า ผู้ใดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะนิติบุคคล หรือตัวบุคคลเองจะต้องรับผิดชอบ แม้ว่าจะมีการปิดบริษัทไปแล้ว แต่กรรมการของบริษัทนั้นก็จะต้องรับผิดชอบอยู่" สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้ก่อตั้ง "ศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและการพัฒนา" ซึ่งช่วยเหลือชาวบ้านคลิตี้ทางด้านคดีมาตั้งแต่เริ่มต้นกล่าวกับบีบีซีไทย

เขาระบุว่า วันนี้คำพิพากษาของศาลฏีกายืนตามศาลอุทธรณ์คือให้จำเลยทั้ง 7 คนจ่ายเงินชดเชยให้แก่ชาวบ้านผู้เสียหาย 150 คน เป็นเงินรวม 36,050,000 บาท นอกจากนี้ศาลฎีกายังตัดสินให้กรรมการของบริษัทตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) รวมทั้งผู้จัดการมรดกต้องรับผิดชอบต่อการปนเปื้อนเป็นการส่วนตัว และที่สำคัญก็คือศาลรับรองสิทธิ์ของชาวบ้าน 150 คนที่ร่วมฟ้องร้องในฐานะที่ "ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม" ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นการรับรองสิทธิของชุมชนให้สามารถฟ้องร้องให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ได้

ปฐมบทของการต่อสู้อันยาวนาน

ยะเสอะ นาสวนสุวรรณ วัย 68 ปี เล่าย้อนไปถึงเมื่อสิบเก้าปีก่อนว่าชาวบ้านเริ่มสงสัยว่าน้ำลำห้วยคลิตี้มีปัญหาก็เพราะสัตว์เลี้ยงอย่างเช่นวัวควายล้มตาย น้ำมีกลิ่นเหม็น และที่ทำให้รู้ชัดก็คือฝูงเป็ดที่ลงไปน้ำตายหมด เขาซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคลิตี้ล่างตอนนั้นได้ร่วมกับชาวบ้านไปยื่นเรื่องให้ทางอำเภอเข้ามาช่วยทำความสะอาดลำน้ำ และหาต้นตอของความเป็นพิษของห้วยคลิตี้ ทางอำเภอให้งบมาทำน้ำประปาเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งน้ำจากลำห้วย

Image copyright มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

"แต่เขาบอกว่าถ้าจะทำลำห้วยให้ดีนั้นช่วยไม่ได้ ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเอง" สิ่งนี้เองทำให้ยะเสอะและชาวบ้านต้องหาหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาช่วยชาวบ้าน และก็เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้อันยาวนาน ระหว่างทางก็มีคนเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปหลายคน ซึ่งยะเสอะเชื่อว่ามาจากพิษของสารตะกั่ว และจนบัดนี้ทั้งตัวเขาเองและคนในหมู่บ้านคลิตี้ล่างก็มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยมากนัก

ปีพ.ศ. 2541 ศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและพัฒนาร้องเรียนต่อกรมควบคุมมลพิษให้ตรวจสอบการปนเปื้อนของตะกั่วในห้วยคลิตี้ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี เพราะเกิดเหตุรั่วไหลของน้ำจากบ่อเก็บกักตะกอนหางแร่ (Tailing Pond) จากกิจกรรมการแต่งแร่ตะกั่วของโรงแต่งแร่ บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์(ประเทศไทย) จำกัดลงสู่ห้วยคลิตี้ ทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน

ในปี 2542 หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ กรมอนามัยเข้าไปตรวจเลือกชาวบ้านคลิตี้ล่างพบว่าผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านคลิตี้ล่างซึ่งอยู่หลังบ่อเก็บกักตะกอนหางแร่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงในทุกช่วงอายุระหว่าง 23.56- 26.31 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทั้งที่การสำรวจระดับสารตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปในปี 2538-2539 โดยกรมอาชีวะอนามัยนั้นอยุ่ที่ 4.29 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรเท่านั้น

ส่วนรายงานของสำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษซึ่งเริ่มตรวจหาปริมาณสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ในปีพ.ศ. 2541 บริเวณใต้โรงแต่งแร่คลิตี้พบการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำในรูปของตะกั่วทั้งหมด (Total Lead) เกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และพบตะกอนดินท้องน้ำปนเปื้อนสารตะกั่วในระดับสูงมาก สัตว์น้ำมีการสะสมสารตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ. 2529) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบว่า ปลา มีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานอาหารให้มีสารปนเปื้อน 6-82 เท่า ปูมีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานฯ 223-452 เท่า หอยมีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานฯ 125 เท่า และกุ้งมีปริมาณตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานฯ 130 เท่า

ย้อนรอยต่อสู้คดีผลกระทบตะกั่วคลิตี้
สู้ 9 ปี คดีปกครอง คดีหมายเลขดำที่ อ.597/2551 10 ม.ค. 2556 : ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง 22 คน รายละ 177,199.55 บาท
สู้ 13 ปี คดีแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 2604/2554 14 ก.ค. 2559 : ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และนายคงศักดิ์ กลีบบัว กรรมการผู้จัดการบริษัทที่เป็นผู้ควบคุมสารตะกั่ว จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านคลิตี้ล่างทั้ง 8 ราย เป็นเงิน 20.2 ล้านบาท พร้อมฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม พร้อม
สู้ 10 ปี คดีแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ 2659/2550 และคดีหมายเลขแดงที่ 1290/2553 11 ก.ย. 2560 : ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับจำเลยรวม 7 ราย จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านคลิตี้ใต้ทั้ง 151 คน เป็นเงิน 36 ล้านบาท พร้อมฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม

ความหวังอยู่ที่การฟื้นฟูลำห้วย

ยะเสอะบอกว่าการชนะคดีทำให้ชาวบ้านดีใจกันมาก "แต่ชาวบ้านอยากได้มากก็คือฟิ้นฟูลำห้วย อยากให้กรมควบคุมมลพิษมาฟื้นฟูให้เหมือนเดิม และเพิ่งทราบข่าวว่าวันที่ 22 ทางกรมจะส่งคนจะมาประชุมกับชาวบ้านที่คลิตี้ล่าง ก็ได้แต่คาดหวังว่ากระบวนการจะเริ่มขึ้นเสียทีหนึ่ง"

สุรพงษ์อธิบายว่าแม้จะเคยมีการขุดลอกผิวหน้าดินในลำห้วยไปกลบฝังครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นว่าเป็นการฟื้นฟู และลำห้วยก็ยังมีตะกั่วในระดับสูง ชาวบ้านยังคงหลีกเลี่ยงเอาน้ำในห้วยมาบริโภค ต้องใช้น้ำจากแหล่งอื่น และคนในหมู่บ้านก็ยังมีสารตะกั่วในเลือดในระดับสูงกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย

Image copyright สุรพงษ์ กองจันทึก
คำบรรยายภาพ สุรพงษ์ กองจันทึก (ซ้าย) กับโจ่วทิไผ่ อายุ 25 ปี (ขวา) ชาวบ้านห้วยคลิตี้ล่าง ผู้ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วในลำน้ำ

สุรชัย โตงาม จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ เอ็นลอว์ กล่าวว่าแม้ว่าศาลจะมีคำตัดสินออกมาแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังต้องหวังให้มีการบังคับคดีเพื่อให้การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้นั้นเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ออกมาแล้วว่ากรมควบคุมมลพิษต้องทำการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เพื่อให้กลับสู่สภาพเดิม แต่กระบวนการฟื้นฟูอย่างแท้จริงก็ยังไม่เคยเริ่มต้นขึ้นเลย

"เราพบว่ารัฐไทยไม่มีกฎหมาย และกระบวนการเยียวยาสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ พูดง่ายๆ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนั้นต้องไปฟ้องให้เริ่มต้นกระบวนการเยียวยาและฟื้นฟู พวกเขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าได้รับผลกระทบไม่ว่าจะต่อสุขภาพการใช้ชีวิตหรือเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้กระบวนการนั้นล่าช้าออกไปอีก รัฐควรมีข้อกฎหมายหรือมาตรการที่สามารถเริ่มทำความสะอาดธรรมชาติให้ได้เร็วกว่าเดิม" สุรชัยกล่าว

คดีสิ่งแวดล้อมชุมชนที่เพิ่มจำนวนขึ้น

นอกจากกรณีของคลิตี้แล้ว ยังมีชุมชนอีกไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบการปนเปื้อนของสารเคมีมีพิษร้ายแรงจากการทำเหมืองแร่ หรือการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการลอบทิ้งกากสารเคมีที่หนองแหน จังหวัดฉะเชิงเทรา กรณีเหมืองทองที่จังหวัดพิจิตร รวมทั้งกรณีเหมืองทองที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่กลุ่มคนรักบ้านเกิด อำเภอวังสะพุงที่จังหวัดเลย กล่าวว่า คำพิพากษานี้สามารถเป็นแนวทางการต่อสู้ทางกฎหมายของกลุ่มรักบ้านเกิดได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานพบการปนเปื้อนไซยาไนด์และสารหนูในแหล่งน้ำและผิวดินในลำห้วยเหล็ก ตำบลเขาหลวง ที่ทางกลุ่มคนรักบ้านเกิดกล่าวหาว่าการปนเปื้อนนี้มีสาเหตุมาจากการทำเหมืองทองของบริษัททุ่งคำ

"ประเด็นที่สำคัญมากในการตัดสินครั้งนี้ก็คือ รับประกันสิทธิ์ของชุมชนที่ได้รับความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถเรียกร้องให้ฝ่ายที่เป็นผู้กระทำการปนเปื้อนนั้นต้องรับผิดชอบขจัดการปนเปื้อนและฟิ้นฟูสิ่งแวดล้อม การอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากกว่าการได้รับเงินชดเชยจากบริษัท" ส.รัตนมณีกล่าวกับบีบีซีไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง