แพทยสภาเตรียมออกเกณฑ์ใหม่ คุมศัลยกรรมความงาม ไม่ผ่านอบรม ทำไม่ได้

  • 18 กันยายน 2017
การฉีดโบท็อกซ์ที่เพื่อเพิ่มความอิ่มเอิบของใบหน้า Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) การฉีดโบท็อกซ์เพื่อเพิ่มความอิ่มเอิบของใบหน้า

การขยายตัวของอุตสาหกรรมศัลยกรรมความงามในประเทศไทย ทำให้เกิดคลินิกแพทย์เสริมความงามขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อมาแบ่งส่วนแบ่งตลาดที่มีขนาดราว 30,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน แพทยสภาเตรียมมาตรการคุมเข้มเพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข โฆษกแพทยสภา เปิดเผยกับบีบีซีไทยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านเสริมสวย ว่า มีการหารือเกี่ยวกับเกณฑ์ที่จะให้แพทย์มีใบรับรองความสามารถเฉพาะทางสำหรับการเสริมความงามชนิดต่างๆ มากขึ้น หรือที่แพทยสภาเรียกว่า "หัตถการด้านเสริมสวย" หลักเกณฑ์ที่กำลังหารือกันอยู่นี้จะระบุคุณสมบัติของแพทย์ที่จะทำแต่ละการเสริมความงามแต่ละชนิดไว้อย่างชัดเจน และคุณสมบัติที่สำคัญก็คือต้องผ่านการอบรมในโปรแกรมที่รับรองโดยหน่วยงานแพทยสภา

มูลค่าตลาดหลายหมื่นล้าน

ศัลยกรรมความงามเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่รัฐบาลไทยกำลังส่งเสริม เพื่อให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรมนี้ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการเสริมความงามด้วยการแพทย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทยประเมินไว้ว่าธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามในปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 20,000-30,000 ล้านบาท

ความนิยมทั้งในประเทศและนอกประเทศทำให้คลินิกเสริมความงามผุดกันขึ้นมากมาย แพทยสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานควบคุมเรื่องจรรยาบรรณและดูแลคุณภาพของบริการการแพทย์ยังไม่มีเครื่องมือพอที่จะควบคุมคลินิกเสริมความงามเหล่านั้น รวมทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ กำหนดคุณสมบัติของแพทย์ที่ให้บริการเสริมความงาม ที่มีระดับของการกระทำต่อร่างกายที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ การกำจัดขน การฉีดฟิลเลอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดหลากประเภท สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คือแพทย์ทั่วไปไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็สามารถให้บริการทั้งหมดนี้ได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) การผ่าตัดเสริมความงามเป็นที่นิยมในทั่วโลก

ตารางหัตถการที่เข้มงวด

หนึ่งในหัวข้อที่แพทยสภากำลังหารือกันก็คือ ข้อกำหนดที่ให้แพทย์ที่ให้บริการเสริมความงามต้องมีใบรับรองความชำนาญเฉพาะทาง โดยทางที่ประชุมได้กำหนดสิ่งที่เรียกว่า "ตารางหัตถการ" ขึ้น บีบีซีไทยได้เห็นตารางหัตถการที่แพทยสภาส่งให้ราชวิทยาลัยต่างๆ ลงวันที่ 22 ก.พ. 2560 ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติของแพทย์ที่เข้มข้นขึ้น เช่น การยิงเลเซอร์กำจัดขนหรือการฉีดโบท็อกซ์ จะต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรรายหัตถการระยะสั้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน, การฉีดฟิลเลอร์จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรรายหัตถการระยะสั้นที่ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน, ส่วนการทำศัลยกรรมที่มีแผลลึกและทำค่อนข้างยาก เช่น การทำศัลยกรรมดึงหน้า หรือเสริมจมูก จะต้องเป็นแพทย์ที่จบเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา สาขาตจวิทยา สาขาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา สาขาโสต ศอ นาสิกวิทยา อนุสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า และสาขาศัลยศาสตร์

ที่ประชุมไม่รับร่างแต่เห็นควรมีอบรมเพิ่ม

พญ.ชัญวลี กล่าวว่า แพทยสภาได้ตั้งคณะทำงานในเรื่องดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2558 โดยเน้นที่ความปลอดภัยของคนไข้ เนื่องจากในระยะหลังมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสวยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม อยู่ในราวสิบกว่ารายต่อปี แต่หากรวมกรณีโฆษณาด้านเสริมความงามเกินจริงก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยรายต่อปี

พญ.ชัญวลีกล่าวอีกว่าที่ประชุมในวันนี้ยังไม่เห็นด้วยกับร่างหลักเกณฑ์ทั้งหมด แต่สิ่งที่เห็นตรงกัน คือ ควรจะมีการอบรมสำหรับแพทย์จบใหม่หรือที่ยังไม่มีประสบการณ์ในกระบวนการเสริมความงามนั้นเลย เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ แต่ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องของรูปแบบการฝึกอบรม

เธอยังได้ชี้อีกว่าร่างหลักเกณฑ์เป็นเพียงหลักกว้างๆ ไม่ได้จะกีดกันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปจากอุตสาหกรรมนี้ "แต่เพื่อความปลอดภัย และจะมีการฝึกอบรมให้แพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญให้มีความสามารถเพิ่มขึ้น"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ (แฟ้มภาพ) ถุงซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอก

ผู้บริโภคควรมีข้อมูลเพิ่มขึ้น

ส่วนนางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แสดงการสนับสนุนให้มีใบรับรองความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์ศัลยกรรมความงาม เพราะตอนนี้มีคลินิกความงามเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่มีข้อมูลให้กับผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะต้องเลือกอย่างไรจึงจะได้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อลดกระทบต่อผู้บริโภคที่อาจมาจากความไม่ชำนาญของแพทย์

ส่วนคดีที่มาร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมีไม่มากนัก ปีที่แล้วมีเพียง 3-4 ราย แต่เชื่อว่าปัญหาน่าจะมีมากกว่านั้นเพราะความนิยมในการทำศัลยกรรมมีเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน ผู้ที่ไปทำมาแล้วบางคนที่ไม่พอใจผลที่ทำออกมา หรือเกิดความเสียหายไม่มากนักก็ไม่อยากจะร้องเรียน ไม่ได้อยากจะให้เป็นคดีความเพราะกินเวลายาวนาน

"นอกจากใบรับรองเฉพาะทางของแพทย์ทางด้านความงามแล้ว ทางมูลนิธิฯ ก็อยากจะให้มีการควบคุมการโฆษณาของคลีนิกต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ไม่เกินจริง และควรจะมีคณะกรรมการควบคุมและตรวจสอบที่มีคนนอกเข้ามาด้วยไม่ใช่มีเฉพาะแต่แพทย์เท่านั้น เพราะเกิดความวิตกว่าถ้ามีแต่แพทย์ทั้งหมดอาจจะช่วยเหลือพวกเดียวกันเอง" นางนฤมลกล่าว

"ยังไม่เหมาะสมที่จะคุยเรื่องนี้"

ด้าน นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมเวชศาสตร์และศัลยกรรมเพื่อการเสริมสวยแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยแพทย์ทั่วไปและสาขาอื่นๆ ที่สนใจในด้านการทำศัลยกรรมความงามที่ไม่ใช่ศัลยแพทย์ตกแต่ง ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย โดยกล่าวว่า ยังไม่เหมาะสมที่จะคุยเรื่องนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง