100 ปี ธงชาติไทย: ย้อนประวัติเพลงชาติไทยที่เคียงคู่โบกสะบัดธงไตรรงค์

เพลงชาติ Image copyright Getty Images

ครบรอบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานธงไตรรงค์ ย้อนดูประวัติเพลงชาติไทยที่เคียงคู่โบกสะบัดของธงไตรรงค์นี้ ด้วยเนื้อร้องและทำนองที่สะท้อนประวัติศาสตร์การสร้างความเป็นปึกแผ่นในชาติ และการเปลี่ยนผ่านอำนาจของรัฐและชนชั้นปกครองไม่แพ้กัน

เพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี

ความเป็นมาของเพลงชาติไทยเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาอย่างเป็นทางการของดนตรีตะวันตกช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงว่าจ้างกัปตันอิมเปย์และกัปตันน็อกซ์ สองนายทหารชาวอังกฤษมาเป็นผู้ฝึกสอนทหารในวังหลวงและวังหน้า นอกจากนายทหารทั้งสองจะนำวัฒนธรรมการฝึกทหารแบบยุโรปมาเผยแพร่แล้ว ยังได้นำดนตรีที่ใช้ในการฝึกทหารมาด้วย เนื่องด้วยประเพณีของอังกฤษที่ต้องมีเพลงแสดงความเคารพต่อกษัตริย์อย่างเพลง "ก็อดเซฟเดอะคิง" (God Save the King หรือ God Save the Queen) เพลงสรรเสริญพระบารมีหรือเพลงชาติอังกฤษนี้ จึงถูกเสนอให้แก่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้ในฐานะเพลงเชิดชูกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงนำทำนองเพลงนี้มาทำเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือเพลงชาติของไทยในขณะนั้น ซึ่งพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้แต่งคำร้องของเพลงนี้และให้ชื่อไทยว่า "จอมราชจงเจริญ" และกล่าวได้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงชาติไทยที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในช่วง พ.ศ. 2395-2414

ใครแต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี ?

มีการใช้เพลงชาติฉบับนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการติดต่อทางด้านการค้าและการทูตกับนานาประเทศอย่างกว้างขวาง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาในปี พ.ศ. 2414

ขณะที่ทรงประทับที่สิงคโปร์ ทหารอังกฤษได้ใช้เพลงก็อดเซฟเดอะคิงรับเสด็จพระองค์ และเมื่อพระองค์เสด็จประทับที่เกาะชวา เจ้าหน้าที่ชาวฮอลันดาที่นั่นได้ถามพระองค์ว่า จะทรงให้เล่นเพลงอะไรเป็นเพลงชาติ พระองค์จึงได้รับสั่งให้ทหารเล่นเพลงก็อดเซฟเดอะคิงส์ที่มีเนื้อร้องไทย เจ้าหน้าที่ชาวฮอลันดาได้ยินแล้วจึงถามว่า การเล่นเพลงชาติทำนองก็อดเซฟเดอะคิงส์นั้น ไม่ได้หมายถึงว่าสยามเป็นอาณานิคมของอังกฤษแบบสิงคโปร์หรอกหรือ เมื่อได้ยินดังนั้นแล้ว รัชกาลที่ 5 จึงทรงตระหนักถึงความสำคัญของเพลงชาติที่ต้องแสดงถึงความเป็นเอกราช ท่านจึงได้ระดมนักดนตรีไทยในราชสำนักทั้ง พระประดิษฐ์ไพเราะ พระเสนาะดุริยางค์ และครูมรกต ให้ช่วยเสนอบทเพลงที่เหมาะสมสำหรับเพลงชาติของสยาม ซึ่งทั้งสามท่านได้เสนอเพลง "บุหลันลอยเลื่อน" ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็นที่พอพระทัย จึงได้ทรงรับสั่งให้มีการแต่งเพลงชาติหรือเพลงสรรเสริญพระบารมีใหม่และนำมาเสนอต่อพระองค์

สำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ได้รับเลือกครั้งนั้นและยังใช้เป็นฉบับในปัจจุบันนี้ มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ทำนอง โดยที่เป็นข้อถกเถียงกันมากที่สุดคือระหว่างนักเปียโนชาวดัทช์ เฮวุดเซน ผู้ซึ่งเป็นครูสอนแตรวงในกรมทหารมหาดเล็กของรัชกาลที่ 5 กับ ปิโยต ชูรอฟสกี้ นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของนักแต่ง

Image copyright Getty Images

เพลงชาวตะวันตกยุคแรกของสยาม

นักวิชาการบางท่านกล่าวอ้างว่า ปิโยต ชูรอฟสกี้ เป็นผู้ประพันธ์ โดยล่าสุด ได้อ้างถึงการค้นพบต้นฉบับหนังสือรวมผลงานเพลงนานาชาติของเขาที่รัสเซียที่มีเพลงสรรเสริญพระบารมีจากสยามรวมอยู่ด้วย แต่หลักฐานชิ้นนี้ยังมีข้อน่าสงสัยเพราะไม่สามารถยืนยันแน่ชัดว่าเขาเป็นผู้ประพันธ์หรือผู้รวบรวมเรียบเรียงเพลงเพราะขาดลายมือบนต้นฉบับ นอกจากนี้ประวัติของปิโยต ชูรอฟสกี้ นั้นมีความคลุมเครือ เช่น ไม่มีหลักฐานเอกสารอย่างเป็นทางการ อย่างที่อเล็กซานเดอร์ คาร์ชาวา นักเขียนชาวรัสเซีย ได้กล่าวอ้างว่ารัชกาลที่ 5 ได้จัดการประกวดแต่งเพลงชาติอย่างเป็นทางการและปิโยต ชูรอฟสกี้ เป็นผู้ได้รับรางวัล ในการประกวดในปี พ.ศ. 2431 หรือ 2432 นั้นไม่น่าเป็นไปได้ เพราะความจริงแล้วเพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ถูกแต่งก่อนหน้านี้ โดยได้บรรเลงครั้งแรกโดยแตรวงที่ควบคุมโดยกัปตันไมเคิล ฟุสโก

ข้อขัดแย้งอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับนี้ มีการวิเคราะห์แล้วว่าพัฒนามาจากเพลงไทยโบราณแต่ปิโยต ชูรอฟสกี้ไม่เคยได้เข้ามาในประเทศสยามแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่น่าที่จะประพันธ์ได้

ในขณะที่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และจากงานดุษฎีนิพนธ์ของ ผศ.ดร.จิตตพิมพ์ แย้มพราย เรื่อง "Establishment of Western Music in Thailand " ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธโคโรลาโด ในสหรัฐอเมริกา เห็นได้ว่า มีความเป็นไปได้มากที่เฮวุดเซ็นจะเป็นผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ เนื่องจากมีหลักฐานหลายอย่างที่กล่าวถึง เช่น จดหมายของกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ถึงกรมพระยาดำรงราชานุภาพในปี พ.ศ. 2484 ชีวประวัติของปีเตอร์ ไฟท์ (พระเจนดุริยางค์) ซึ่งเป็นการตีพิมพ์โดยรัฐบาลไทยเรื่องเพลงชาติไทยเมื่อ พ.ศ. 2415 และเอกสารและบทสัมภาษณ์ของครูสมาน นภายน ลูกศิษย์ของพระเจนดุริยางค์ ที่มีการกล่าวถึงว่าเฮวุดเซ็นเป็นผู้มีความรอบรู้ด้านดนตรีและเป็นผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญพระบารมี

สำหรับด้านเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้แต่งเนื้อร้องและได้ออกแสดงครั้งแรกในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2431 แต่ต่อมาเนื้อร้องนี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ขณะเดียวกันจาคอป ไฟท์ นักแต่งเพลงลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกัน และครูสอนแตรวงหลวงได้เรียบเรียงเสียงประสานเปียโนในทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมี และได้ตีพิมพ์เพลงนี้ปี พ.ศ. 2451 เพลงสรรเสริญพระบารมีหรือเพลงชาติไทยฉบับนี้ได้มีการใช้ในช่วง พ.ศ.2431-2475

Image copyright Getty Images

เพลงชาติไทยหลัง พ.ศ. 2475

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพลงสรรเสริญพระบารมี ไม่ได้ถูกใช้ในฐานะเพลงชาติ แต่ถูกใช้เป็นเพลงสำหรับการถวายความเคารพต่อกษัตริย์ ดังนั้นเพลงชาติไทยจึงได้ถูกคิดและประพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อรองรับกับการปกครองระบอบใหม่ หลังการปฏิวัติ 2475 ได้ไม่นาน เจ้าพระยาธรรมศักดิ์ มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ได้นำทำนองเพลงไทย "มหาชัย" มาใช้และประพันธ์บทร้องขึ้นใหม่ และใช้เพลงนี้เป็นเพลงชาติชั่วคราว ชื่อว่า "เพลงชาติมหาชัย" จากนั้นในปีเดียวกันคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองต้องการที่จะมีเพลงชาติไทยที่เป็นแบบสากล นายทหารเรือ หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจเสนา) จึงได้บอกให้พระเจนดุริยางค์เป็นผู้ประพันธ์เพลง และให้ประพันธ์คล้ายกับเพลงชาติฝรั่งเศสเพลงลามาร์แซแยส (La Mar-sei-llaise)

ในตอนนั้น พระเจนดุริยางค์ไม่อยากที่จะแต่งเพลงชาติเพราะรู้ว่าการแต่งเพลงชาติครั้งนี้ ก็เพื่อล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยนำเพลงชาติใหม่มาแทนที่เพลงสรรเสริญพระบารมี และด้วยความสัมพันธ์เดิมที่ทั้งพระเจนดุริยางค์และจาคอป ไฟท์ ผู้เป็นบิดาที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมานาน จึงมีความลำบากใจมาก แต่ด้วยเป็นคำสั่งพระเจนดุริยางค์ จึงจำเป็นต้องแต่งเพลงแต่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องให้เวลาเจ็ดวันและห้ามเปิดเผยชื่อของเขาต่อสาธารณะว่าเป็นผู้ประพันธ์เพลง

เนื่องด้วยมีความกังวลถึงผลกระทบที่อาจตามมา พระเจนดุริยางค์จึงไม่สามารถแต่งเพลงได้ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ต้องส่งมอบเพลงขณะที่นั่งรถรางเข้าไปปฏิบัติภารกิจในเมือง พระเจนดุริยางค์ได้ยินเสียงรถรางเคลื่อนตัวเป็นจังหวะอย่างมีเอกลักษณ์ จึงได้แนวคิดมาเป็นทำนองที่เป็นแบบในการแต่งเพลงชาติไทย และสามารถแต่งจนจบและส่งมอบให้กับทางคณะผู้ก่อการภายในวันเดียว แต่กระนั้นก็ต้องประสบเหตุการณ์อันไม่คาดคิด เพราะหนังสือพิมพ์ขณะนั้นได้ลงข่าวว่า ท่านเป็นผู้แต่งทำนองเพลงชาติไทยใหม่ ซึ่งมีผลทำให้ต้องถูกปลดออกจากกรมหรสพกระทรวงวัง เพลงชาติไทยในฉบับของพระเจนดุริยางค์นี้เนื้อร้องครั้งแรกได้มีการแต่งโดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ที่ขึ้นต้นด้วย "แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า…" แต่เนื้อร้องนี้ต่อมาได้ถูกระงับเพราะมีคำว่า "ยึดอำนาจ" อยู่ในบทร้อง ก่อนที่จะมีการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติไทยใน พ.ศ. 2477 ซึ่งเนื้อร้องที่ปรับปรุงแล้วของขุนวิจิตรมาตราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ และจัดให้เป็นบทร้องฉบับราชการ

Image copyright Getty Images

เนื้อร้องเพลงชาติไทยที่ถูกระงับเพราะมีคำว่า "ยึดอำนาจ" ซึ่งประพันธ์โดย ขุนวิจิตรมาตรา:

"แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง

ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า

สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา

ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย

บางสมัยศัตรูจู่มารบ

ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่

ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท

สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย

น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า

เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา

เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี

ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้

เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย

สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย"

แต่หลังจากนั้น พ.ศ. 2482 เนื่องจากรัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นประเทศไทยเพราะต้องการให้ทิ้งภาพเดิมของสยามและให้ทุกคนยอมรับระบบการปกครองแบบใหม่ จึงทำให้ต้องมีการแก้ไขเนื้อร้องเพลงชาติใหม่อีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายคณะรัฐมนตรีลงมติให้ใช้เนื้อร้องที่ประพันธ์โดย หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ที่ขึ้นต้นด้วย "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน…." ซึ่งได้แก้ไขตามความเหมาะสมและได้ประกาศใช้เป็นเพลงชาติอย่างทางการ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2482 โดยเป็นเพลงชาติฉบับที่เราใช้กันจวบจนถึงทุกวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง