เปิดข้อต่อสู้บางส่วนของยิ่งลักษณ์ ที่ศาลชี้ว่า “ฟังไม่ขึ้น”

  • 27 กันยายน 2017
ยิ่งลักษณ์ Image copyright AFP/Getty Images

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน ใช้เวลานาน 4 ชั่วโมงในการประชุมเพื่อจัดทำ "คำวินิจฉัยกลาง" และใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง ในการอ่านคำพิพากษาศาลคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ที่มีความหนากว่า 90 หน้า

บีบีซีไทยสรุปข้อต่อสู้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่ศาลระบุว่า "ฟังไม่ขึ้น" และเห็นว่าจำเลยผิดตามคำฟ้อง จนนำมาสู่คำพิพากษาจำคุก 5 ปี โดยมีมติเอกฉันท์ "ไม่รอลงอาญา"

จำเลยอ้างว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่มีอำนาจไต่สวนจำเลย ในฐานะนายกฯ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารในการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บัญญัติให้องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เพื่อให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลกัน ซึ่งสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ทั้งทางการเมืองและโดยองค์กรตุลาการหรือศาล อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แสดงให้เห็นว่าการกระทำของฝ่ายบริหารสามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่านโยบายของรัฐบาลชอบด้วยกฎหมายหรือมีความเหมาะสมหรือไม่

แม้โครงการรับจำนำข้าวเป็นการดำเนินนโยบายตามที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่หากปรากฏว่าขั้นตอนการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย ย่อมถูกตรวจสอบได้ อีกทั้งกรณีนี้เป็นการกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่เป็นการตำหนิข้อบกพร่องหรือการดำเนินนโยบายผิดพลาดที่ต้องรับผิดชอบต่อสภา หรือวุฒิสภา จึงอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.

จำเลยมีมาตรการป้องกันความเสียหายแล้ว อีกทั้งเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ต้องดำเนินนโยบายตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ครม.จึงไม่มีอำนาจยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว

จากการไต่สวนของศาลฯ พบว่า ทั้ง ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลหลายครั้ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว การทุจริตและขั้นตอนที่ไม่สามารถควบคุมให้เกิดประสิทธิภาพได้ ผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน พร้อมจัดทำข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนนโยบาย อย่างไรก็ตาม ครม.ได้อนุมัติโครงการรับจำนำข้าวรวม 5 ฤดูกาลผลิต นับจากปี 2554-2557

Image copyright Getty Images

หากพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่มีการรายงานข้อมูลต่อที่ประชุม กขช. พบว่าเกิดปัญหาหลายประการ เช่น การสวมสิทธิ์ชาวนา นำข้าวจากต่างประเทศมาจำนำ ออกใบประทวนเท็จ ใช้เอกสารปลอม ขนข้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต เปิดจุดจำนำนอกพื้นที่ ฯลฯ โดยพบผู้กระทำผิดรวม 7,096 คน (รายงานครั้งที่ 1 จำนวน 1,184 คน ครั้งที่ 2 จำนวน 2,042 คน และครั้งที่ 3 จำนวน 3,870 คน และมีการดำเนินคดี 105 คดี

แม้ กขช. และ ครม. ได้ออกมาตรการป้องกันความเสียหาย แต่เมื่อถึงขั้นตอนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ได้ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ปรากฏข้อมูลตามรายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน รวม 3 รอบบัญชี ซึ่งจนถึงเดือน ก.ย. 2557 พบว่ามีการใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการนี้ไปแล้วกว่า 8 แสนล้านบาท เกินจากกรอบงบประมาณ 5 แสนล้านบาทที่รัฐบาลกำหนดไว้ อีกทั้งยังขาดทุนไปกว่า 5.85 แสนล้านบาท และยังมีหนี้ค้างชำระเพิ่มต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแผนบริหารจัดการข้าวของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล

Image copyright Getty Images

"หลังจำเลยรู้ข้อมูลคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ก็เพียงแต่ 'เห็นชอบตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอ และจะนำข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ เสนอ ครม. เพื่อทราบ' เท่านั้น หากจำเลยให้ความสำคัญ ผลการดำเนินการก็จะเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้"

จำเลยอ้างว่าการนำสำนวนคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์กับพวก มาร่วมพิจารณาด้วย อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากการไต่สวนของศาลฯ พบว่า จำเลยรับรู้ข้อมูลของการระบายข้าวแบบจีทูจี ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ กับบริษัทกว่างตง และบริษัทไห่หนาน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน รวม 4 สัญญา เป็นอย่างดี โดยจำเลยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2555 ยืนยันว่า "มีการส่งออกจริง" และ "เห็นสัญญาซื้อขายแล้วค่ะ" แสดงว่าจำเลยรับรู้เรื่องการระบายข้าวที่สมอ้างว่าเป็นการระบายแบบจีทูจี แต่ความจริงเป็นการนำข้าวมาเวียนขายในประเทศ ให้คนบางกลุ่มเข้าแสวงหาผลประโยชน์

ก่อนเริ่มโครงการทาง สตง. และ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาล แสดงว่าได้รับทราบข้อมูลเป็นระยะๆ แต่จำเลยไม่ติดตามตรวจสอบ จะเห็นว่าไปประชุม กขช. แค่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2554 ส่วนการประชุม กขช. อีก 22 นัด หาได้ร่วมประชุมเพื่อติดตามให้โครงการมีประสิทธิภาพตามที่บอกไว้ นอกจากนี้ยังแต่งตั้ง พ.ต.นพ. วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือ "หมอโด่ง" เป็นอนุกรรมการเกี่ยวกับการระบายข้าวหลายชุด ซึ่งต่อมาหมอโด่งตกเป็นจำเลยคดีทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ 25 ส.ค. 2560 ศาลฎีกาฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 42 ปี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.คลัง 36 ปี ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และยังสั่งเอกชนค้าข้าวชดใช้ค่าเสียหายรวม 1.6 หมื่นล้านบาท

อีกทั้งยังมีข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ทั้งจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน การตั้งกระทู้ถามในสภา แทนที่จำเลยจะระงับยับยั้งความเสียหาย แต่กลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการต่อไป จนเกิดความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ

"เมื่อนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และมีตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรี การรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ แล้วรายงานผลขึ้นมาไม่เพียงพอ หากไม่มีการปล่อยปละละเลย ก็จะไม่กระทบงบประมาณแผ่นดินขนาดนี้"

"นับจากวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 26 พ.ย. 2555 ยังมีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบ หากจำเลยจะตรวจสอบอย่างจริงจัง เหมือนกรณีที่สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบโครงการข้าวถุงราคาถูก แต่กรณีกลับไม่ดำเนินการ ทั้งที่ทำได้โดยอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรี จึงมีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และส่อแสดงเจตนาให้นายบุญทรงกับพวก แสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตจากโครงการ โดยสมอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบจีทูจี ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ซึ่งถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่"

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี โดยมีมติเอกฉันท์ไม่รอลงอาญา

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม