ประยุทธ์ พบ ทรัมป์ สื่อนอกจับตาหารือประเด็นเกาหลีเหนือ

  • 1 ตุลาคม 2017
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
พัฒนาการท่าทีสหรัฐฯ ต่อไทยหลัง 3 ปี รัฐประหาร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ วอชิงตัน ดัลเลส กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 1 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น (21.40 น. วันที่ 1 ต.ค. ตามเวลาในไทย) โดยมีนายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน รอต้อนรับ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้หารือกับนักธุรกิจไทยที่ร่วมคณะมา 25 คน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพบปะนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 2 ต.ค. เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคในการการลงทุน รวมถึงโอกาสในการเพิ่มมูลค้าระหว่างกันในอนาคต

สำหรับมีนักธุรกิจไทย 25 คน มาจาก 5 ภาคธุรกิจ ทั้งด้านการเกษตร อาหาร การแปรรูป, การเงินการธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์, ปิโตรเคมี และชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย และ ผู้แทนจากเครือ SCG, นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธาน ก.ก.บริหาร บ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ นายบุญชัย โอภาสเอี่ยมลิขิต ประธานธุรกิจสหรัฐอเมริกา บ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธาน ก.ก. กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซีอีโอ บมจ. พีทีทีโกบอล, นายคริสโตเฟอร์ พงยา กาลนิล ผู้บริหาร บมจ. บ้านปู

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office ) ของทำเนียบขาวในวันที่ 2 ต.ค. 2560

นายดอน ปรมัติวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเยือนสหรัฐฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นพิเศษ เพราะหลังการหารือแบบสองต่อสองของผู้นำ และหารือเต็มคณะแล้ว ยังมีการเลี้ยงอาหารกลางวันและพูดคุยกันต่อ ซึ่งแตกต่างจากการเยือนของผู้นำประเทศอื่น รวมถึงการต้อนรับในจุดที่มีความสง่างามกลางสนาม

"ถือเป็นการให้เกียรติผู้นำไทย และเป็นการแสดงออกถึงการยอมรับและการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อนายกรัฐมนตรีของไทย" นายดอนกล่าว

ส่วนในช่วงเย็นวันที่ 2 ต.ค. นายกรัฐมนตรีจะนำภาคเอกชนของไทยพบปะกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ ในระหว่างงานเลี้ยงอาหารเย็นที่สภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐฯ และสภาการค้าสหรัฐฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ

นายดอน กล่าวว่า ไม่กังวล หากผู้นำสหรัฐฯ จะสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองของไทย เพราะสหรัฐฯ รับทราบถึงสถานการณ์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศว่าเป็นอย่างไร และเดินมาถึงขั้นตอนที่จะใกล้เลือกตั้ง ถือเป็นพัฒนาการที่ดีที่ประชาชนมีความพึงพอใจ และนานาประเทศให้การยอมรับ

คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีหารือกับนักธุรกิจไทยที่ร่วมคณะไปสหรัฐฯ 25 คน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพบปะนายโดนัลด์ ทรัมป์ วันนี้ (2 ต.ค.)

"ถ้าเราไม่ดีจริง เขาคงไม่เชิญเรา ที่ผ่านมาถ้าไม่มีพัฒนาการที่ดี คงไม่มีการพยายามยื่นมือมาคบค้า เป็นมิตรด้วย ตรงนี้ถือว่าชัดเจน และหลายประเทศยังบอกด้วยว่าการมียุทธศาสตร์ 20 ปีถือเป็นเรื่องใหม่ที่มองไปในระยะยาว เป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม ต่างจากอดีต และทุกประเทศติดตามพัฒนาการของไทย ที่มีความก้าวหน้าตลอดเวลา และถือว่าเป็นการเยือนที่คาดว่าประสบความสำเร็จที่ดี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยด้วยว่า วันพรุ่งนี้ (3 ต.ค.) จะมีการลงนามความร่วมมือในการซื้อถ่านหินจากสหรัฐฯ ประมาณ 5-6 หมื่นตัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาไทยซื้อจากเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพกับการขนส่งแล้วถือว่าคุ้มค่า และถือเป็นการสนับสนุนนโยบายหลักของผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศด้วย

Image copyright Getty Images

"โหยความชอบธรรม"

ขณะที่สื่อต่างประเทศให้ความสำคัญกับข่าวการเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ. ประยุทธ์ อย่างหนังสือพิมพ์วอชิงตันไทมส์ของสหรัฐฯ บอกว่า ผู้สนับสนุนรัฐบาลไทยมองว่าการได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีทรัมป์ ครั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลประยุทธ์และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยมีความชอบธรรม แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนในไทยมองว่าการเยือนอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์หนนี้ จะกัดกร่อนระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชนไทย

นายพอล ควาเกลีย อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ประจำกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์วอชิงตันไทมส์ว่า พล.อ. ประยุทธ์และพวกโหยหาความชอบธรรม โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์การที่เหล่านายพลหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันก่อรัฐประหารในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ของอังกฤษอ้างบทสัมภาษณ์ของนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถโอ้อวดว่าตนเองกำชัยชนะและได้รับความชอบธรรมจากผู้นำสหรัฐฯ ไปอีกนาน ทางการไทยอาจจะจำกัดสิทธิของชาวไทยเพิ่มขึ้นไปอีกหลังการเยือนเสร็จสิ้น ประชาชนชาวไทยนั่นเองที่จะได้รับผลกระทบครั้งนี้

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ของฮ่องกงมองไปในทางเดียวกัน ว่ารัฐบาลทหารของไทยคงจะไม่ได้รับการต่อว่าจากสหรัฐฯ อย่างเช่นในอดีตแม้จะใช้ประมวลกฎหมาย มาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการจับกุมกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อรัฐประหาร หรือคำสั่งห้ามการประท้วงก็ตาม

Image copyright สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
คำบรรยายภาพ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา

ทรัมป์ปรับเปลี่ยนท่าที

วอชิงตันไทมส์มองว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ไปเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ประกอบกับการที่นายทรัมป์เคยเอ่ยปากเชื้อเชิญนายโรดริโก ดูแตร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ เป็นการบ่งบอกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ปรับท่าทีที่มีต่อผู้นำจากประเทศที่ได้รับคำวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือว่าฉีกแนวจากรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งตรงนี้เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์มองว่า รัฐบาลของนายโอบามาจะไม่มีทางเชิญผู้นำเผด็จการ หรือผู้นำที่มีประวัติด้านสิทธิมนุษยชนด่างพร้อยมาเยือนสหรัฐฯ อย่างแน่นอน

เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์บอกอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคยพบปะกับนายโอบามา ที่แคลิฟอร์เนีย ระหว่างการประชุมอาเซียน-สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศในขณะนั้นตึงเครียด รัฐบาลของนายโอบามาลดการให้ความช่วยเหลือด้านกองทัพแก่ไทยลง ซึ่งเว็บไซต์ข่าวแชเนลนิวส์เอเชียของสิงคโปร์บอกว่า การลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมคอบร้าโกลด์ลง เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายของนายโอบามาหลังรัฐประหารไทย แต่การเยือนของ พล.อ.ประยุทธ์หนนี้ หมายถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศกำลังจะกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

Image copyright Getty Images

จีนและเกาหลีเหนือตัวแปรสำคัญ

เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์มองว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ มาจากการที่จีนมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงขึ้น จีนเพิ่มการลงทุนและให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคโดยไม่มีข้อแม้ว่าประเทศเหล่านั้นต้องปราศจากปัญหาสิทธิมนุษยชน และยึดประชาธิปไตยเป็นหลักในการปกครองเท่านั้น

วอชิงตันไทมส์บอกว่าการที่นายทรัมป์ เชิญผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ หรือนายดูแตร์เต เยือนประเทศอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมสานสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้เพิ่ม เพื่อไม่ให้จีนแผ่อำนาจมากเกินไป และเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายในภูมิภาคด้วย

แชเนลนิวส์เอเชียมองว่า นอกจากเรื่องจีนแล้ว นายทรัมป์คงจะใช้โอกาสการพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์หนนี้เพื่อหารือปัญหาเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ

แชเนลนิวส์เอเชียบอกว่า นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เยือนไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เคยเอ่ยว่าต้องการให้ไทยปิดกิจการของเกาหลีเหนือในไทยลง ทางการไทยเองเคยอ้างว่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีเหนือลดลงไปถึงร้อยละ 94 ในปีนี้

แต่จากการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ เจ้าของกิจการเกาหลีเหนือในไทยหลายรายให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยได้รับแรงกดดันจากรัฐบาลไทยแต่อย่างใด รอยเตอร์ระบุด้วยว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยปิดบัญชีธนาคารของชาวเกาหลีเหนือหรือกิจการที่เจ้าของเป็นชาวเกาหลีเหนือในไทย

แชเนลนิวส์เอเชียคาดว่าสหรัฐฯ คงจะใช้โอกาสนี้โน้มน้าวให้ไทยใช้ยุทธวิธีทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่มียังสถานทูตตั้งอยู่ในไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม