ในหลวง ร.9 : “เดชะพระบารมี” ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
70 ปีการครองราชย์ในหลวง ร.9 ทรงยุติทุกข์แผ่นดิน ด้วยเดชะพระบารมี - ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ

1 ปีหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การผ่าน "ความทุกข์ร่วม" ของคนไทยทั้งชาติไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องราชสำนัก มองว่า เทียบไม่ได้กับพระราชภาระตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่ยุติ "ทุกข์ของแผ่นดิน" ด้วย "เดชะพระบารมี"

17.00 น. วันที่ 13 ต.ค. 2559 ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เดินทางไปที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกับคนไทยอีกนับร้อยที่ร่วมตั้งจิตอธิษฐานสวดพระพุทธมนต์บทโพชฌงคปริตร ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และหายจากพระอาการประชวร

พลันที่สวดครบจำนวน 9 จบ ดวงใจของทุกคน ณ ที่แห่งนั้น และทั้งประเทศก็แตกสลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งที่กลัวตลอดช่วงบ่าย.. เป็นจริง

18.47 น. สำนักพระราชวังออกประกาศเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

ไม่มีคำอำลาใดๆ หลังเสร็จพิธีสวดมนต์ ธงทองปิดประตู-ขึ้นรถยนต์ส่วนตัว น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ตลอดทั้งวันหลั่งไหลพรั่งพรู เขาสั่งพลขับขับรถไปตามถนนเรื่อยเปื่อย-ไร้จุดหมาย เมื่อรถเคลื่อนถึงมุมถนนหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร เขายกมือถวายบังคมในหลวงทุกรัชกาล ในหัวใจมีแต่ความรู้สึก "ว่างเปล่า"

เขากลับถึงบ้านพักย่านรัชดาฯในช่วงดึก ทว่าไม่อาจข่มตานอนได้ในวันแห่งความ "ทุกข์ร่วมกัน" ของคนไทยทั้งประเทศ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เสียงร่ำไห้ดังทั่ว รพ.ศิริราช หลังสำนักพระราชวังออกประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559

ดำทั้งแผ่นดิน

เช้าวันใหม่ที่ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม.. มองไปทางไหนก็มีแต่สีดำ พสกนิกรในชุดไว้ทุกข์รอเฝ้ารับขบวนเคลื่อนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลศิริราชถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ธงทองเลือกปักหลักอยู่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า

เมื่อขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่าน อีกครั้งที่เขายกมือถวายบังคมท่วมหัว น้ำตานองหน้า เกิด "ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต"

เป็นวันเวลาแห่งความทุกข์ระทมที่ยาวนานของชาวไทย หลังอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมี ด้วยพระอัจฉริยภาพในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย บริเวณ รพ.ศิริราช ก่อนพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพ วันที่ 14 ต.ค. 2559

"ปกเกล้าไม่ใช่ปกครอง"

ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2489-2559) เป็นสัดส่วนที่ยาวนานมาก หากเทียบกับ 85 ปี ของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนปลายรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 อาจถือเป็นยุคเริ่มต้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบแผนทั้งหลายยังไม่นิ่ง ยังไม่มีบรรทัดฐาน แนวทาง หรือกรณีศึกษาที่จะเทียบเคียงเป็นตัวอย่างได้ ก็อาจจะต้องเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้วางรากฐานในเรื่องนี้" ธงทองกล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 โดยมีประชาชนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ และร่วมถวายพระพร

เขาชี้ว่าพระปฐมบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ถือเป็น "แนวใหม่" เพราะก่อนหน้านั้น รัชกาลที่ 7 ทรงรับบรมราชาภิเษกในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งถ้อยพระวาจาที่ทรงกล่าวในงานพระราชพิธีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตย มีข้อความแตกต่างกัน

"ในระบอบการปกครองที่เรามีอยู่นี้ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงปกครองอย่างยุคเก่า แต่ทรงครองแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นคติที่เทียบเคียงกับประเทศอังกฤษได้

ธงทอง ยกประโยคภาษาอังกฤษ 'The Queen reigns but does not rule.' ซึ่งอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายรัฐมนตรี และองคมนตรี เคยแปลประโยคเป็นไทยว่า 'พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ได้ทรงปกครอง' เขาบอกว่าประโยคนี้ "ทำให้เราเห็นภาพว่าในระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงใช้พระราชอำนาจด้วยพระองค์เองอย่างแต่ก่อน"

พระราชทานคำแนะนำรัฐบาลคือพระราชอำนาจที่แท้

ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับปวงชนชาวไทย และทรงใช้แทนปวงชนชาวไทยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ธงทองบอกว่า "เป็นการใช้พระราชอำนาจแต่โดยพระปรมาภิไธย" แต่อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่องค์กรที่เป็นผู้พิจารณานำความขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดในทางการเมือง

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ครม. "ประยุทธ์ 3" ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ ไปก่อนหน้านั้น

"ในพระราชอำนาจที่แท้นั้น ทุกตำราว่าเหมือนกันหมด และสอดคล้องในทางปฏิบัติด้วยว่าทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานคำแนะนำและตักเตือนแก่รัฐบาล"

ด้วยเพราะ "รัฐบาลมาแล้วก็ไป" ในเวลา 70 ปีของการครองราชย์ มีนายกรัฐมนตรี 26 คน มีคณะรัฐมนตรี 46 ชุด ทว่าพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศ ผ่านวันเวลา ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย

"ทรงมีประสบการณ์ที่ช่ำชอง ทรงเห็นเรื่องราวทั้งหลายว่าวิธีการปัญหาอย่างนี้จะได้ผล อย่างนั้นไม่ได้ผล แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พระราชทานคำแนะนำ คำตักเตือนแก่รัฐบาล ดังนั้นอาจไม่เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปนักหรอก เพราะรัฐบาลก็มีความรับผิดชอบทางการเมืองที่ไม่ควรมาโฆษณา หรือป่าวร้องว่าเรื่องนี้พระราชทานแนวพระราชดำริให้รัฐบาลทำเช่นนั้นเช่นนี้" ธงทองกล่าว

"ทรงเคร่งครัดหลัก กษัตริย์ไม่ทรงทำผิด"

ในทางนิติบัญญัติ ถ้อยคำในกฎหมายที่มักปรากฏคือ "ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา" ซึ่งธงทองบอกว่าไม่ได้เป็นอย่างสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงหยิบกระดาษมา แล้วก็ทรงร่างกฎหมายด้วยพระองค์เองด้วยพระราชประสงค์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่พระองค์ทอดพระเนตร ใช้พระราชวิจารณญาณสอดส่องดูข้อความในร่างกฎหมาย และทรงทักท้วงในสาระเนื้อความ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ในหลวง ร.9 ทรงให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเสด็จในรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาด้วยพระองค์เอง 33 ครั้ง ในภาพนี้เป็นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 4 มี.ค. 2548 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

หนึ่งในตัวอย่างที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำของนักกฎหมายผู้นี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 จัดทำโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งกำหนดให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ไม่ได้ทรงยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ขณะเดียวกันมีบันทึกพระราชกระแสรับสั่งอย่างเป็นทางการ ทรงทักว่าการกำหนดให้ประธานองคมนตรีที่ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส.ว. นั้น ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทรงอธิบายว่าเป็นการขัดต่อหลัก 'The king can do no wrong.' พระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำผิด เพราะการกระทำอะไรในทางการเมืองก็แล้วแต่ จะมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นผู้พิจารณา เป็นผู้เสนอ และเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนั้นๆ" ธงทองระบุ

"เดชะพระบารมี" นำชาติพ้นวิกฤต

นอกจากพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ยังมี "พระราชอำนาจเพื่อทรงอภิบาลการเมือง" ซึ่งถือเป็น "พระราชอำนาจเฉพาะพระองค์"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ สถานีโทรทัศน์แพร่ภาพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานกระแสพระราชดำรัสเพื่อเตือนสติ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535

"ในเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นในบ้านเมือง ผมคิดว่าทุกคนก็เฝ้าฟังว่าจะมีพระมหากรุณา ทรงระงับ ทรงยับยั้งความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างไร"

พระราชดำรัสที่เชื่อว่าอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน หนีไม่พ้น 3 เหตุการณ์ทางการเมืองคือ เหตุการณ์ "มหาวิปโยค" 14 ต.ค. 2516 เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" 2535 และเหตุการณ์ "วิกฤตที่สุดในโลก" จากการเลือกตั้ง เม.ย. 2549

"เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทรงรับสั่งกับผู้ที่ไปเฝ้าฯ ในเวลานั้น... ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ใครจะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น พระองค์แนะให้ไปปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ทรงสั่งว่าคนนั้นต้องเข้า คนนี้ต้องออก คนนั้นปฏิบัติอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ นี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจมากเลย เป็น 'เดชะพระบารมี' โดยแท้"

ถือเป็นเครื่องสะท้อนว่าในฐานะองค์พระประมุขที่เป็น "หลักชัย" ในการนำประเทศออกจากวิกฤต จะทรงแก้โดยปลอดจากการเมือง และพยายามวางพระองค์เป็นกลาง

"ความเป็นกลางของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น หมายความว่าเป็นที่วางใจสนิทของคนทุกฝ่ายว่าทรงเป็นที่เคารพสุดยอดบูชาของเรา ไม่ได้ทรงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเพ่งพินิจดูพระราชจริยาวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงวางพระองค์เป็นกลางได้จริงๆ" ธงทองกล่าว

สิ่งที่พระองค์ทำ ไม่ได้สูญหายไปเพราะสิ้นรัชกาล

เหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้ง พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงธรรมโดย "ทรงทำ" ให้เห็น

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ประชาชนร่วมจุดเทียนรำลึกถึงในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2559 โดยถือเป็นวันพ่อปีแรก ที่ไม่มี "พ่อ"

"ไม่ใช่เพียงแต่รัฐธรรมนูญเขียนว่า 'พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ' แต่เราเคารพสักการะท่านจากหัวใจของเรา ไม่ใช่เพราะตัวหนังสือที่ไหนมาบอกให้เราต้องทำเช่นว่านั้น แต่เกิดขึ้นเพราะได้ทรงพิสูจน์พระองค์เองให้ทุกฝ่ายเห็นว่าทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการ"

นี่จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าหากเกิด "เหตุไม่พึงประสงค์" ขึ้นในบ้านเมืองหลังจากนี้ คนไทยจะหาทางออกจากวิกฤตได้หรือไม่และอย่างไร เพราะที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องมักรอ "พึ่งพระบารมี" ประหนึ่งเป็นลูกๆ ที่ไม่รู้จักโต

ธงทองเห็นว่าแนวพระราชดำริ พระราชดำรัส หรือพระราชกรณียกิจที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติให้เห็นตลอด 70 ปี ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 หากแต่ยังอยู่กับคนไทย "อีกนานแสนนาน"

"สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สูญหายไปเพียงแค่คำว่าสิ้นรัชกาล หรือวันที่ท่านสววรรคตเท่านั้น สิ่งที่ท่านเคยแนะนำเรา สอนเรา เราเก็บไว้ในใจ แล้วนำมาสู่วิถีชีวิตเราจริงๆ ก็จะเป็นเหมือนประทีปที่ส่องทางเดินเราไปในวันข้างหน้า ไม่ควรจะความจำสั้นอยู่เพียงแค่ว่าสิ้นรัชกาล แล้วไม่เหลือความทรงจำอะไรเลย" ธงทองบอก

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ไม่อาจบรรยายความรู้สึกในการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งชาติได้

สำหรับตัวธงทอง ในวันนี้-ในวัย 62 ปี ยังน้อมนำพระราชดำรัสเรื่อง "หน้าที่" ที่รับสั่งหลายวาระใส่เกล้าฯ เสมอ

"หลายวาระที่มีพระราชดำรัสว่าคนเรามีหน้าที่ แต่ละคนก็แตกต่างกัน คนทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ผมก็มีหมวกหลายใบ วันนี้ผมอาจหมดหน้าที่ราชการความเป็นตำแหน่งไปเยอะ แต่ความเป็นคนไทยยังอยู่ ตระหนักว่าต้องช่วยกันสร้างบ้านเมือง ไม่สร้างปัญหา"

นี่คือสิ่งที่ ธงทอง จันทรางศุ จะทำ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เกิด-เติบโตในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9!!!

หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด "ในหลวง ร.9" ซึ่งบีบีซีไทยนำเสนอต่อเนื่องตลอดเดือน ต.ค. วันพรุ่งนี้ยังอยู่ในหัวข้อ "ธ เป็นดุจศูนย์รวมใจความใฝ่ฝัน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม