ผู้หญิงไทยร่วมแสดงพลังต้านการคุกคามทางเพศ ด้วยแฮชแท็ก #MeToo

  • 18 ตุลาคม 2017
รวม Image copyright BBC THAI

ข่าวเปิดโปงการล่วงละเมิดทางเพศของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ผู้อำนวยการผลิตฮอลลีวูดชื่อดัง ไม่เพียงเผยให้เห็นมุมมืดของวงการบันเทิง ที่หญิงตกเป็นเหยื่อของ "อำนาจ" แต่ยังปลุกกระแสให้คนธรรมดา ๆ ทั่วโลกที่เคยถูกคุกคามทางเพศ ให้ออกมาแสดงออกความเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันด้วยแฮชแท็ก #MeToo

หลังจาก อลิสซา มิลาโน นักแสดงอเมริกันออกมาเชิญชวนผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่ออย่างเธอออกมาร่วมแสดงพลังด้วยคำสั้น ๆ ว่า "me too" แฮกแท็กนี้ถูกใช้กว่า 2 แสนครั้งตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ต.ค.)

รวมถึงโซเชียลมีเดียในไทย ที่มีการออกมาพูดตั้งแต่การโดนพูดจา "แทะโลม" การถูกจับเนื้อต้องตัว ไปจนถึงการขืนใจ และวิพากษ์ชุดความคิดผิด ๆ ที่ว่าเหยื่อเป็นฝ่ายผิดเพราะแต่งตัวไม่มิดชิด หรือไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงเอง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ อลิสซา มิลาโน

โพสต์จำนวนมากในเฟซบุ๊กเป็นแค่การออกมาพูดสั้น ๆ ว่า #MeToo และหวังว่าการเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ออกมาพูดจะทำให้คนเข้าใจว่าปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงและมีอยู่ดาษดื่นในสังคมไทย

สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร The Jam Factory, ผู้จัดการแกลอรี่ศิลปะ และช่างภาพอิสระ บอกกับบีบีซีไทยว่า การแชร์เรื่องนี้เป็นการรับรู้ร่วมกันว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่เราต้องปกปิด และช่วยสร้างความเข้มแข็งเพราะนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

"...สร้างความเปลี่ยนแปลงนี่ต้องระยะยาวอยู่เหมือนกัน เราคิดว่าแคมเปญมัน viral (แพร่ไปรวดเร็ว) ประมาณนึง แต่แค่เชื่อมโยงผู้ถูกกระทำเข้าไว้ด้วยกันได้ มันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี"

ยืดอก ถกความจริง

"หลังจากการบำบัดและใช้ยารักษาหลายปี ฉันก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีที่จะพูดเรื่องนี้" 'พิม กล่าวกับบีบีซีไทย และเสริมว่า การใช้แฮชแท็กนี้ จะทำให้คนวงกว้างเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นว่าปัญหานี้ใกล้ตัวแค่ไหน

Image copyright FACEBOOK

"ทำไมต้องรอให้ผู้หญิงหลายต่อหลายคนทั่วโลกออกมาเปิดเผยบาดแผลจากช่วงเวลาที่ไม่อยากจะจดจำที่สุดให้โลกเห็น คนถึงจะเริ่มยอมรับว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริง ทำไมถึงไม่เชื่อเวลาเหยื่อพูดแค่คนเดียว มันก็คือการกดดันทางอ้อมให้เขาต้องเก็บงำความทุกข์ไว้คนเดียวนั่นแหละ" พิมระบุ

พิมบอกต่อว่า ก่อนจะโพสต์ข้อความนี้ก็ชั่งใจอยู่สักพักเนื่องจากไม่อยากให้คนมองเธอแปลก ๆ เพราะไม่อยากจะนึกถึงหรือยอมรับเลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นจริง

"แต่เพราะว่าเห็นเพื่อนอีกหลายคนก็กล้าเล่าประสบการณ์ร้าย ๆ ผ่านแคมเปญนี้ ... แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด ได้มาก แต่ก็หวังว่าโพสต์ของเราอาจจะส่งต่อกำลังใจให้ไปให้คนอื่นบ้าง อยากให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้สู้อยู่คนเดียวนะ"

บ่นไปก็ได้แค่ระบาย

จารุนันท์ พันธชาติ ผู้ได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มละครบีฟลอร์ เล่าถึงความรู้สึก "เสียใจปนตกใจ" ที่ต้องเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่มากับแฮชแท็กนี้ ประสบการณ์ของเธอเองมาจากช่วงประถมที่ถูกชายแปลกหน้าขวางทางในซอยระหว่างกลับบ้าน จนกระทั่งมีคนมาช่วยไว้

จารุนันท์บอกว่าแฮชแท็กนี้น่าจะทำให้คนหยุดคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ "การแซวหญิง การแต๊ะอั๋ง หยอกนิดตอดหน่อย ล้อเล่น อะไรพวกนี้ หยุดคิดแป๊บหนึ่งไหมนะว่า มันไม่โอเคนะ …. อีกด้านหนึ่งเราว่ามันน่าจะทำให้คนฉุกคิดขึ้นมาว่ามันเกิดเรื่องพวกนี้เยอะขนาดนี้ คนใกล้ตัวทำเอง หรือครูทำกับนักเรียน มันน่าจะทำให้เราระแวดระวังขึ้นบ้างเนอะ"

Image copyright จารุนันท์ พันธชาติ
คำบรรยายภาพ จารุนันท์บอกว่าแฮชแท็กนี้น่าจะทำให้คนหยุดคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งปกติ

ผู้หญิงควรทำหน้าบาง?

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธ์ บรรณาธิการ Fungjaizine เล่าถึงประสบการณ์ 2 ครั้งที่เคยโดนคนแปลกหน้าทั้งวิ่งตาม และพูดจาหยาบโลนใส่ และตั้งคำถามว่าความปลอดภัยในชีวิตอยู่ที่ไหน และต้องทนอยู่ในสังคมเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร แต่ "บ่นไปก็ได้แค่ระบาย ...ก็ไม่ใช่ประเทศที่จะให้มีปากมีเสียงอะไรเท่าไหร่อยู่แล้ว"

มนต์ทิพาบอกกับบีบีซีไทยว่า สังคมยังมีความคิดที่ว่าผู้หญิงควรทำ "หน้าบาง ๆ" ไว้ และอย่าเล่าให้ใครฟังหากไปเจออะไรมาเพราะจะเสีย "...ผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเราหลาย ๆ คนก็คิด เพราะผู้ชายบางคน โดยเฉพาะกับคนที่เป็นแฟน บางทีมันรับไม่ได้กับการที่ผู้หญิงเคยโดนข่มขืนมา"

"เราว่ามันก็ดีแหละที่จะสร้าง awareness ในเรื่องนี้ ...แต่อย่างที่บอกว่ามันก็ไม่ใช่การต้องบีบบังคับให้ทุกคนพูด มันมีการแก้ปัญหาได้หลายวิธี แต่วิธีนี้มันเริ่มได้จากทุกคนที่มีความรู้สึกว่า เฮ้ย กูไม่โอเคว่ะ มันล่วงละเมิดทั้งทางร่างกายและความรู้สึก" มนต์ทิพาระบุ

เธอบอกต่อว่า สังคมเรามันสร้างให้ผู้หญิงเป็นแบบนี้ และตราบใดที่ยังมีวัฒนธรรมกล่าวว่าให้ผู้หญิงอับอายอยู่ ก็ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะกล้าออกมาพูดได้ทั้งหมด

"จริง ๆ มันไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องออกมาพูดหรือประกาศว่า อ๋อ ฉันโดน sexual harassment ค่ะ มันปลายเหตุมาก ๆ แต่ก็เข้าใจว่าถ้าไปเริ่มจากการเปลี่ยน mindset ทั้งหมดของทุกคนใหม่ในตอนนี้มันก็สายเกินแก้ มันก็เลยต้องทำแบบนั้นแหละ" มนต์ทิพาระบุ

เก็บไว้ในอก

กรกฎ พัลลภรักษา นักเขียนเรื่องเดินทาง และผู้ดำเนินรายการ Journal Journey ของ Voice TV และ Did You Know ทาง PPTV บอกเล่าถึงประสบการณ์ถูกลวนลามตอนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นชั่วขณะที่เธอ "กลายเป็นหิน ยืนนิ่งเป็นตอไม้ไร้ชีวิต"

กรกฎให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ต้องเก็บ "ความผวา" และ "ความอัดอั้น" ไว้คนเดียวและคิดเสมอว่าถ้าเกิดขึ้นอีก จะรับมืออย่างไร

"การที่มีหลายคนก้าวเท้าออกมาพูดถึงแผลของความเป็นเหยื่อเป็นกลุ่มก้อนแบบนี้ มันน่าตกใจนะว่าทำไมมีคน #MeToo รอบตัวเราที่เป็นเพื่อน เพื่อนของเพื่อนมากขนาดนี้ และมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราเงียบต่อไปอีก เราก็จะเป็นเหยื่อในที่เงียบไปตลอด และผู้กระทำก็ยังคงได้ใจลอยนวล"

กรกฎกล่าวต่อว่าเธอไม่โอเคกับการคุกคาม ไม่ว่าจะรูปแบบไหน "รวมทั้งคำพูด ตัวหนังสือ" และบอกว่าปรากฏการณ์ #MeToo "เป็นไมโครโฟนขยายเสียงที่ร้องไม่ออก ให้ดัง และถูกได้ยิน"

#MeToo, not OK?

อย่างไรก็ตาม แนน (นามสมมติ) ซึ่งเคยถูกคุกคามทางเพศกลับเห็นต่างในเรื่องนี้ เธอบอกว่ากระแสทำให้เกิดความกล้าที่จะออกมาพูด ทำให้เห็นจำนวน แต่หากถอยออกมามองดี ๆ ก็สงสัยว่า ทำไม "ผู้หญิงต้องเจ็บปวดแหวกอกตัวเองให้ดู ขุดแผลขึ้นมาให้เห็น เพื่อให้ผู้ชายและโลกนี้รู้ครั้งแล้วครั้งเล่า"

แนนเล่าว่าเรื่องที่เกิดขึ้น และการที่พ่อแม่ไม่เชื่อเธอ มีส่วนที่ทำให้เธอเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล และเพิ่งหายหลังจากพบนักจิตวิทยาบำบัดทุกอาทิตย์มานาน 2 ปี

"ประเด็นคือแค่จะเล่าเรื่อง ยังไม่สามารถเล่าตรง ๆ ได้เลย คนที่ปล่อยผู้ชายให้ทำ ผู้ชายที่รู้สึกมีอำนาจเหนือผู้หญิง …ไม่รู้ว่า #MeToo จะเข้าถึงเขาแค่ไหน คือไม่รู้ว่าจุดจบของแฮชแท็กและจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงมันอยู่ตรงไหน"