ตั้งลูกสาวเป็นเลขา แปลกตรงไหน ใครใครก็ทำกัน?

  • 3 พฤศจิกายน 2017
นายมีชัย ฤชุพันธ์ Image copyright BBC Thai

ในแวดวงธุรกิจการแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวมาทำงานร่วมด้วยอาจจะเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ต้องวัดกันที่ชั้นเชิงฝีมือการบริหารเพื่อให้ได้ดอกผล แต่สำหรับวงการข้าราชการ ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าความเหมาะสมหรือไม่

ในขณะที่กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพิ่งส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต หรือ กฎหมาย ป.ป.ช. เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. ได้ออกมาชี้แจงเรื่องการตั้งลูกสาว เป็นรองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งในคสช. เทียบเท่า รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รับเงินเดือน 47,500 บาท ว่า จำเป็นต้องตั้งบุคคลที่ไว้วางใจมาทำหน้าที่ เพราะงานดังกล่าว "เป็นเรื่องที่ต้องรักษาความลับของ คสช." พร้อมปฏิเสธไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อน

ผู้นำที่ดีต้องแต่งตั้งบุคคลต่างๆ อย่างรอบคอบ

ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการทีดี ดร. บัณฑิต นิจถาวร บอกกับบีบีซีไทยว่า คนที่เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งบริหารระดับสูง มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้อำนาจหน้าที่ของตน ต้องระมัดระวังประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการแต่งตั้งเครือญาติหรือบุคคลใกล้ชิดให้เข้ามารับตำแหน่งใดๆ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นข้อกังขาของคนในองค์กรหรือสังคมได้

"ประเด็นนี้ เป็นประเด็นละเอียดอ่อนซึ่งในอดีตไม่ได้มีการกำกับดูแล และยังไม่มีการเข้มงวดกวดขันกันในทางปฏิบัติมากนัก แต่ปัจจุบัน สังคมให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ผู้บริหารระดับสูงไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ หรือเอกชน จำเป็นต้องให้ความสำคัญและใช้ดุลยพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการแต่งตั้งบุคคลต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาในแง่ของธรรมภิบาลขึ้นมาได้" ดร. บัณฑิตกล่าว

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ต้องระมัดระวังประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการแต่งตั้งเครือญาติหรือบุคคลใกล้ชิดให้เข้ามารับตำแหน่งใดๆ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นข้อกังขาของคนในองค์กรหรือสังคมได้

สำหรับในการบริหารธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีนั้น ผอ. สถาบันกรรมการบริษัทไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า การคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงานต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ และทักษะความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ เป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการ หากเลือกคนใกล้ชิดที่ขาดความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อการดำเนินงาน และศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ

ภาคเอกชนมองอย่างไร

ผู้บริหารภาคเอกชนรายหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมืองที่ทำหน้าที่แทนประชาชนจะแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวมาเป็นตำแหน่งดังกล่าว ควรที่จะเลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงกับสายงานที่ต้องการมากกว่า ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นตัวตัดสิน เพราะเหตุผลในการทำงานในส่วนของภาครัฐ แตกต่างจากการทำงานในภาคเอกชน

"การที่นายมีชัย เข้ามาเป็นผู้กำหนดแนวทาง กฎระเบียบ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเมืองแล้ว เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่นักการเมืองในยุคก่อนๆ " นักธุรกิจรายนี้กล่าว โดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ เพราะกลัวผลกระทบที่ตามมาต่อเขาและธุรกิจ

เขาเสริมว่า เมื่อเทียบกับภาคเอกชนแล้ว บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ถูกควบคุมเรื่องธรรมาภิบาล ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสถาบันกรรมการบริษัทไทย

Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ สำนักข่าวอิศรา เคยเปิดเผยว่ามีสมาชิก สนช.ตั้งเครือญาติ คนในครอบครัวให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านต่างๆ อย่างน้อย 50 ตำแหน่ง

"มองแบบให้ความเป็นธรรม"

ด้านนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อมองแบบให้ความเป็นธรรม วิธีการทำงานในแบบของการเมือง เรื่องบางเรื่องอาจเป็นความลับ จึงจำเป็นต้องใช้คนใน เพราะบางตำแหน่ง ต้องการความลับจริงๆ ซึ่งอาจจะดีกว่าการเอาคนนอกเข้ามาทำงาน

"แต่สุดท้าย ก็ต้องดูพฤติกรรมการทำงาน ไม่ได้ต่างอะไรกับในมุมของธุรกิจ เรื่องของธรรมาภิบาล มองแบบเป็นกลาง ถ้าไม่นับเรื่องเงินเดือนหรือโอกาส บางทีการเอาคนนอกเข้ามาเพื่อทำงาน แต่หัวใหญ่ที่ปกครองเป็นคนทำผิด หรือคอรัปชั่นเสียเอง อาจจะมีผลลบมากกว่า ดังนั้น เรื่องการเอาคนใกล้ชิดมา ก็ต้องดูที่พฤติกรรมต่อไป" นายเกรียงไกรกล่าว

ดร. บัณฑิต ระบุว่า ในปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัวในเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เป็นที่น่ายินดีว่าบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายบริษัทที่เป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และได้มีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทว่าจะต้องไม่เป็นข้าราชการ หรือผู้บริหารองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการของบริษัท หรือหากเคยเป็นก็จะต้องออกจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อยสองปีขึ้นไป การที่บริษัทไทยให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวนี้ ถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับกระแสโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาการหมุนเวียนตำแหน่งระหว่างผู้กำกับดูแลกิจการ และผู้ประกอบการ (Revolving door) มากขึ้นเรื่อยๆ

ว่าแต่เขา...

การแต่งตั้งเครือญาติและครอบครัว เข้ามาทำงานการเมืองในฐานะข้าราชการเมืองกินเงินเดือนจากภาษีอากรประชาชน เกิดขึ้นในทุกยุคสมัย ทั้งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง การเมืองไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดคำว่า "สภาผัวเมีย" ที่สามีภรรยา หรือ ลูกหลานของนักการเมือง ต่างเดินหน้าครอบครองเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาล ไปจนถึงการรัฐประหาร 2 ครั้ง กระทั่งนำมาสู่ความพยายามร่างกติกาในรัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้เกิดสภาผัวเมียขึ้นมาอีก

แต่ เหตุการณ์ก็ซ้ำรอยในสภาที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร

เมื่อ ก.พ. 2558 สำนักข่าวอิศราเปิดเผยรายชื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กว่า 50 คน ที่แต่งตั้ง ภรรยา บุตร และ เครือญาติ เข้ามาข่วยงานในหลากหลายตำแหน่ง เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ หรือ ผู้ช่วยดำเนินงาน โดยรับเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 ไปจนถึง 24,000 บาท ที่น่าสนใจคือ มีบางรายก็แต่งตั้งลูกที่อยู่ระหว่างการศึกษาในต่างประเทศมาเป็นกินเงินเดือนในตำแหน่งดังกล่าวอีกด้วย

ข้อกำหนดเกี่ยวกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ
1. ห้ามกรรมการประกอบธุรกิจแข่งขันกับบริษัท เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ
2. ห้ามบริษัทจ่ายผลตอบแทนอื่นให้กรรมการ นอกจากจะระบุไว้ในข้อบังคับบริษัท หรือเป้นไปตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
3. กรรมการต้องแจ้งการมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาต่างๆ ที่บริษัททำขึ้นให้บริษัททราบ
4. การทำรายการต่างๆ ของกรรมการกับบริษัท ต้องแจ้งและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน ไม่เช่นนั้นรายการนั้นไม่มีผลผูกพันบริษัท
5. กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา จะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการไม่ได้
6. ห้างบริษัทให้กู้ยืม หรือค้ำประกันแก่กรรมการ หรือ กิจการที่กรรมการถือหุ้นเกินกว่า 50% เว้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ

ที่มา.- กลต. และ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนฯ

"ศรีสุวรรณ" แนะมีชัย ลาออกเพื่อแสดงสปิริต

แม้ว่านายมีชัย พยายามอธิบายว่าการแต่งตั้งลูกสาวเป็นรองเลขาธิการเพื่อรักษาความลับ แต่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุไม่เพียงพอ ต้องแสดงสปิริตมากกว่านี้

"เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของ คสช. และในฐานะมือกฎหมายอันดับหนึ่งของ คสช. คุณมีชัยควรแสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาของสังคมได้" นายศรีสุวรรณ เปิดเผยกับบีบีซีไทย

Image copyright BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

นายศรีสุวรรณกล่าวเพิ่มเติม โดยย้ำว่า นายมีชัย ถือเป็นบุคคลสำคัญในยุคแห่งการปฏิรูป โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน กรธ. แล้วยังเป็นสมาชิก คสช. ซึ่งถือว่าเป็นยอดปีรามิดสูงสุดแห่งรัฐาธิปัตย์ จึงควรจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ควรมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันกับนักการเมืองในอดีต

นายศรีสุวรรณระบุอีกว่า ที่ผ่านมานายมีชัยเป็นผู้วางระเบียบเป็นกฎหมายแม่บทของชาติ ด้วยการออกกฎหมายเพื่อระงับการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งในชั้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลในเครือญาติมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"สิ่งนี้ถือว่าเป็นการเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า" นายศรีสุวรรณกล่าว หลังได้เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อ 1 พ.ย. ขอให้ตรวจสอบกรณี นายมีชัย ที่แต่งตั้ง นางมยุระ ช่วงโชติ บุตรสาว ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. หรือเป็นเลขาธิการ นายมีชัยเอง โดยขอให้ผู้ตรวจการฯ ตรวจสอบว่า เป็นการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และเพิ่มเติมฉบับที่ 5

เขาเสริมว่าข้ออ้างเรื่องรักษาความลับ "ฟังไม่ขึ้น" เพราะ ในระบบราชการ ก็มีระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปกป้องความลับของเอกสาร การประชุมอยู่แล้ว หากใช้ข้ออ้างดังกล่าว จะเกิดอะไรขึ้นหากหน่วยงานสำคัญๆ อย่าง ปปช. ปปง. หรือทั้งฝ่ายตุลาการ ต่างแต่งตั้ง เครือญาติมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อรักษาความลับ

นอกจากกรณีนายมีชัยแล้ว นายศรีสุวรรณจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อขอให้พิจารณากรณที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นหลานชาย มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และโฆษกประจำตัว

ไอลอว์ชี้หลังรัฐประหาร มีการตั้งลูกเป็นที่ปรึกษามาตลอด

นายณรงค์ศักดิ์ เนียมสอน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งใน คสช.ทั้งหลายก็ทับซ้อนกับการทำงานของคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว

"สำหรับผมก็ไม่คิดว่าตำแหน่งเหล่านี้จำเป็น และก็แต่งตั้งเข้ามาโดยข้ออ้างว่าเพื่อชาติบ้านเมือง แต่เมื่อดูจากเนื้องานที่ยังไม่เยอะมาก ก็ไม่จำเป็นรับเงินเดือนเท่านี้ก็ได้หรือเปล่า"

"และที่ผ่านมา นับแต่ช่วงรัฐประหารที่ไอลอว์ได้ติดตามมา ก็เห็นการแต่งตั้งคนในครอบครัวแบบนี้มาตลอดเวลา ในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็มีแต่งตั้งลูกสาวลูกชายมาเป็นที่ปรึกษามาตลอด ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่าตำแหน่งพวกนี้มีหน้าทำอะไรกันบ้าง" ณรงค์ศักดิ์กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม